Condothai คอนโดไทย

???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ข่าวสาร / เสนาฯเปิดโครงการ ชิงปักหมุดสายสีชมพู
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 02:58:20 PM »
เสนาฯเปิดโครงการ ชิงปักหมุดสายสีชมพู


เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ชี้รถไฟฟ้าสายสีชมพูดันทำเลปากเกร็ดบูม ชิงเปิดโครงการ "เดอะนิช ไอดี @ปากเกร็ด สเตชัน" มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดพรีเซลวันที่ 1-2 กรกฎาคมนี้
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ที่คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2563 จะพลิกโฉมให้ทำเลปากเกร็ดเป็นแหล่งช็อปปิ้ง แหล่งงาน และแหล่งอยู่อาศัยชั้นดี ซึ่งที่ผ่านมาราคาที่ดินได้ปรับขึ้นไปแล้ว100%
ด้วยศักยภาพดังกล่าว ทางเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จึงได้เปิดตัวคอนโดมิเนียม High Rise ภายใต้แบรนด์ "เดอะนิช ไอดี @ปากเกร็ด สเตชัน" ที่มีความสูง 35 ชั้น จำนวน 857 ยูนิต ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.29 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 1,500 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดพรีเซลวันที่ 1-2 กรกฎาคมนี้
นายสัมมา คีตสิน กรรมการ ฯ กล่าวว่า ทำเลดังกล่าว เป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง เพราะมีการคมนาคมสะดวกมในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่จะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ,เชื่อมต่อสายสีแดง(บางซื่อ-รังสิต) และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ตลอดจนมีศูนย์ราชการ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุม ทำให้ย่านนี้มีการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างน่าสนใจ โดยมีอัตราการขายอยู่ในระดับสูงมากกว่า80%ทำให้อุปทานในตลาดเหลือค่อนข้างน้อย

ขอบตุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760696

2
ข่าวสาร / ‘สิงห์ คอมเพล็กซ์’ก่อสร้างออฟฟิศ-รีเทลคืบ 40%
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 02:39:49 PM »
‘สิงห์ คอมเพล็กซ์’ก่อสร้างออฟฟิศ-รีเทลคืบ 40%


สิงห์ เอสเตท ประกาศความคืบหน้าก่อสร้างโครงการ สิงห์ คอมเพล็กซ์ รุดหน้ากว่า 40% มั่นใจเปิดให้บริการส่วนออฟฟิศและรีเทลกลางปี 2561
นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ขณะนี้ยังดำเนินไปตามกำหนดการ โดยการก่อสร้างภายนอก แบ่งเป็นส่วนอาคารออฟฟิศได้ก่อสร้างไปแล้ว 40% ถึงชั้นที่ 21 จากทั้งหมด 42 ชั้น ส่วนอาคารรีเทลแล้วเสร็จไปเกือบ 30% สร้างถึงชั้น L2 จากทั้งหมด 4 ชั้น
ด้านการก่อสร้างภายในอาคารส่วนล็อบบี้หลักของอาคารออฟฟิศได้ดำเนินการด้านโครงสร้างไปแล้วกว่า 80% ต่อจากนี้จะดำเนินขั้นตอนตกแต่งสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงกลางปี 2561
เมื่อเร็วๆ นี้ได้แต่งตั้งให้ทาง ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในการปล่อยเช่าพื้นที่ออฟฟิศ คาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ส่วนแรกได้ในปลายเดือนธันวาคม 2560 ให้กับผู้เช่าพื้นที่กลุ่มบริษัทบุญรอดได้ตามแผน โดยภายในเดือนกันยายนนี้จะมีการเปิดสำนักงานขายพื้นที่ออฟฟิศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มยอดผู้เช่าได้ตามเป้าหมายภายในสิ้นปี
สิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ ยูส ระดับแฟลกชิปของบริษัท ประกอบด้วย ออฟฟิศเกรดเอ อาคารค้าปลีก และคอนโดมิเนียม ภายใต้คอนเซปต์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่สมบูรณ์แบบ และอาณาจักรไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การอยู่อาศัย การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการสังสรรค์


ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760643

3
ข่าวสาร / อนันดาฯ เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี “ANANDA URBAN PULSE”
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 02:30:28 PM »
อนันดาฯ เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี “ANANDA URBAN PULSE”


คุณชานนท์  เรืองกฤตยา ( คนกลาง ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณพงศ์อนันต์  สุขเกษม  ( คนซ้าย ) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อช่วงครึ่งปีหลัง จัดงาน “ANANDA URBAN PULSE” รวบรวมคอนโดติดรถไฟฟ้าคุณภาพเยี่ยมกว่า 22 โครงการทั่วกรุงเทพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุด !! และพลาดไม่ได้!! กับ 5 โครงการใหม่  ได้แก่ 1.แอชตัน อโศก-พระราม 9  2.ไอดีโอ คิว วิคตอรี่ 3. ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่  4.ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 และ 5. เอลลิโอ เดล เนสท์  นอกจากนี้ พิเศษสุด!! เมื่อลูกค้าลงทะเบียนและเข้าร่วมงาน ลุ้นรับทันที !! Samsung Galaxy S8+ และ Paragon Gift Card มูลค่า 5,000 บาท* (จำนวนจำกัด) ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายน นี้ ณ ชั้น 1  ศูนย์การค้าสยามพารากอน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 316 2222 หรือ เว็บไซต์ www.ananda.co.th...***
4
ข่าวสาร / แสนสิริชี้เมกะโปเจครัฐดันดีมานด์คอนโดขอนแก่นคึกคัก
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 20, 2017, 09:39:09 AM »
แสนสิริชี้เมกะโปเจครัฐดันดีมานด์คอนโดขอนแก่นคึกคัก


แสนสิริเผยคอนโด ขอนแก่นคึกคัก รับอานิสงส์เมกะโปรเจครัฐ ทั้งรถไฟรางคู่จิระ- ขอนแก่น การขยายสนามบินขอนแก่น รวมถึงโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา ดันดีมานด์“เดอะ เบส ไฮท์”กลางเมืองขอนแก่น
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ จ.ขอนแก่นมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกสนับสนุนของภาครัฐที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทั้งทางบกและทางอากาศ
ได้แก่ โครงการรถไฟรางคู่ เส้นทางช่วงชุมทางถนนจิระ- ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าแล้วประมาณ 22% ถือว่าเร็วกว่าแผนงาน 0.47% เพื่อให้การก่อสร้างรวดเร็วเสร็จทันตามกำหนดภายในปี 2561-2562 โดยคาดว่าหากโครงการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ จะเปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่รางมากขึ้น โดยมีผู้โดยสารใช้บริการ 27,200-38,800 คนต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 37,000-55,000 คนต่อวัน
ขณะที่ปริมาณขนส่งสินค้าที่ผ่านเส้นทางประมาณ 10,900-11,300 ตันต่อวัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 36,400 ตันต่อวัน ภายในปี 2577 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สามารถรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงยังมีแผนเร่งขยายสนามบินขอนแก่นให้เร็วขึ้นภายในปี 2561 โดยจะสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ลานจอด อาคารจอดรถ เพื่อยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติ
นอกจากนี้ยังมีโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา (LRT) ที่จะพัฒนาขึ้นเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด และทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น นับเป็นจังหวัดแรกที่จะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนอกเหนือจากกรุงเทพฯ โดยจะเปิดใช้บริการในปี 2563 นำร่องเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ ถนนมิตรภาพ ช่วงบ้านสำราญ-บ้านท่าพระ ระยะทาง 22.6 กม. มีทั้งหมด 16 สถานี ซึ่งจะมีสถานีแยกประตูเมือง (เซ็นทรัล) ผ่านด้านหน้าโครงการเดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ – ขอนแก่น ทำให้ลูกค้าโครงการฯเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น
จากอานิสงส์ของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐในจ.ขอนแก่น จึงส่งผลให้ขอนแก่นมีดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ดันให้ “เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น” คอนโดพร้อมอยู่ของแสนสิริใจกลางเมืองขอนแก่น ติดเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น มีลูกค้าสนใจจำนวนมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์จากโรงพยาบาลในขอนแก่น และเจ้าของกิจการ
เดอะ เบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น” มีจุดเด่นที่ทำเลศักยภาพตั้งอยู่ติดกับเซ็นทรัล พลาซา ในระยะที่สามารถเดินมาช็อปปิ้งได้อย่างสะดวกพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (Facility) ทั้งสระว่ายน้ำบนชั้น 35, สวนส่วนกลางขนาดใหญ่, สนามฟุตซอล, ห้องอ่านหนังสือ, ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน, อินเทอร์เน็ตไร้สายสำหรับโถงต้อนรับพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรวมทั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด 24 ชั่วโมงและที่จอดรถ เป็นต้น
นอกจากนี้โครงการยังแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ สถานศึกษา - มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น ราม เป็นต้น เดินทางสะดวกสบายด้วยเส้นทางหลัก คือ ถนนมิตรภาพ ซึ่งยังสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ศูนย์ราชการ สนามบิน หรือ ไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้โดยง่าย โดยเป็นอาคารพักอาศัยสูง 36 ชั้น จำนวนทั้งสิ้น 983 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,100 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องพักขนาด 1-2 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 29.00-65.00 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.75 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมชั่น ฟรีค่าโอน และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบเซ็ต รับส่วนลดสูงสุดถึง 1 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย 2.99% นาน 3 ปี ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิ.ย. 2560

ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760245

5
ข่าวสาร / สูตรรอดอสังหาฯแนะแตกเซ็กเมนท์เลี่ยงชนรายใหญ่
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 20, 2017, 09:33:06 AM »
สูตรรอดอสังหาฯแนะแตกเซ็กเมนท์เลี่ยงชนรายใหญ่


นักพัฒนาอสังหาฯ ประเมินทิศทางอสังหาฯยังมีแนวโน้มเติบโต เชื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน “รถไฟฟ้า-อีอีซี” ดันการเติบโตตลาดอสังหาฯอีกระลอก ขณะอสังหาฯรายย่อย แนะปรับตัวเลี่ยงชนทำเลกับรายใหญ่ แตกเซ็กเมนท์ หาช่องว่างตลาด
ในงานเปิดหลักสูตรสำหรับพัฒนานักอสังหาริมทรัพย์ “The NEXTReal”รุ่นที่4 ได้เปิดเวทีเสวนา “การปรับตัวของธุรกิจอสังหาฯ และอนาคตไทย -อสังหาฯโลก” โดยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดอสังหาฯยังมีโอกาสการเติบโตตามโครงการลงทุนรัฐ
นายอนันต์ อัศวโภคิน อดีตประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งหลักสูตร The NEXT Real กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯว่า ส่วนตัวยังมองว่าขยายตัวได้ สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอสังหาฯ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานธุรกิจอสังหาฯ ที่ต้องเร่งแก้คือ ขั้นตอนการขออนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ที่ยังคงล่าช้า และปัญหาธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าอสังหาฯ เมื่อยอดการปฏิเสธสินเชื่อสูง จึงส่งผลกระทบต่อยอดขายอสังหาฯตามมา
“บริหารต้นทุน”กุญแจสำเร็จ
ทั้งนี้ มองว่าการปรับตัวที่สำคัญในสภาพตลาดเช่นนี้ คือ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ Gross Margin (ผลต่างรายได้หักต้นทุนดำเนินการ) สูงขึ้น ซึ่งอาจแก้ไขได้ด้วยนำระบบไอทีมาช่วย ซึ่งความแตกต่างกันนี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาฯแต่ละรายมีผลการดำเนินงาน และอำนาจต่อรองในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ต่างกัน
สำหรับตัวอย่างประสบการณ์ของเขา เมื่อ 20 ปีก่อนได้ขยายการลงทุนไปในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Country) เช่น ในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการลงทุนเองและให้คนท้องถิ่นบริหาร ปัจจัยค่าเงินบาทต่างๆ ซึ่งช่วงนั้นลงทุนไปมากแล้วก็ขาดทุนหมด ต่อมาก็มาลงทุนอสังหาฯในสหรัฐ เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ผู้เช่า เช่น ฟรี wi-fi และปรับเรื่องค่าเช่า ก็ทำให้ผู้เช่าพึงพอใจ สามารถสร้างกำไรได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
ส่วนในยุโรปมีคนไทยไปลงทุนอสังหาฯกันมาก เช่น ในอังกฤษ ตอนนี้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า คนที่เข้าไปลงทุนก่อนไม่ได้กำไรดีเท่าที่ควร แต่ยังมองว่าอังกฤษยังเป็นตลาดน่าสนใจ เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และศูนย์กลางทางการศึกษา คนจีน อินเดียส่งบุตรหลานไปเรียนกันมาก อย่างไรก็ดี อยากแนะนำว่าหากตลาดประเทศไหนที่กฏกติกาไม่ชัดเจนไม่ควรเข้าไปดำเนินงานในตลาดนั้น
ลงทุนตามเมกะโปรเจค
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ออริจิ้นทำธุรกิจมาเป็นปีที่ 9 พบปัญหามาตลอดและค่อยๆแก้ไขปัญหา สินค้าในโครงการก็ไปได้ สำหรับปัญหาเศรษฐกิจในช่วง8 -10ปีที่ผ่านมา ที่หลายคนกังวลกันคือกำลังซื้อผู้บริโภค แต่บริษัทสามารถผ่านปัญหานี้มาได้
ทั้งนี้ กุญแจสู่ความสำเร็จ คือ พัฒนาโครงการไปตามโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงตามไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งช่วงนี้มีกระแสข่าวดีมาก ธุรกิจอสังหาฯก็ได้รับอานิสงส์จากปัจจัยเหล่านี้เป็นลำดับต้นๆ
“บริษัทเติบโตมาจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมื่อโครงการรถไฟฟ้าไปทางไหนบริษัทก็จะไปทำโครงการเจาะบริเวณนั้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาด”
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตมาจากการบริหารในหลายรูปแบบ ทั้งการระดมเงินทุน การซื้อที่ดินที่ต้นทุนไม่สูงมาก  รวมถึงการลงทุนต่างๆโดยใช้เงินทุนจากในประเทศ รวมไปถึงการขยายรายได้จากอสังหาฯที่มีรายได้ประจำ  ในปัจจุบันบริษัทมี Gross Margin สูง40%และกำไรสุทธิอยู่ที่20% โดยในขณะนี้ ออริจิ้นฯ มีอันดับมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงเป็นลำดับที่5 -6ของตลาด
แตกเซ็กเมนท์-หาความต่าง
นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจเรียลเอสเตท จำกัด (อาร์เค) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัทจะแบ่งอสังหาฯแนวราบเป็น โฮมออฟฟิศ ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว โดยแต่ละโปรดักท์ก็แยกเซ็กเมนท์ชัดเจน สามารถหามูลค่าในช่องว่างแต่ละทำเลได้ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งจนทำให้ยอดขายของบริษัทไม่ลดลง ทั้งยังได้ปรับโปรโมชั่นต่างๆให้สอดรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เช่น ข้อเสนอบ้านพร้อมอยู่ สำหรับการปล่อยสินเชื่อ ทางโครงการของบริษัทคัดกรองลูกค้าที่ไม่เคยมีหนี้เสียให้ธนาคาร ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อโครงการได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารค่อนข้างมาก
“วันนี้วงการอสังหาฯเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน แพลตฟอร์มต่างๆที่บริษัทต้องนำมาใช้คือ เซอร์วิส ที่จะเป็นมากกว่าการซื้อขายอสังหาฯ เช่น บริการเสริม อำนวยความสะดวกลูกบ้าน เช่น ล้างรถ ตัดหญ้า”
นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และเขียว เป็นสายหลักที่น่าจะสร้างการเติบโตให้ตลาดอสังหาฯ โดยมองว่าความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ การมองหาความต้องการที่หลากหลาย รวมถึงมองการเลือกทำเลที่เลี่ยงการแข่งขันกับรายใหญ่ ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายงานไปในแนวราบ รวมถึงรายได้หมุนเวียนอื่นๆเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาคอนโดฯในเมือง
 
ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760017
6
ข่าวสาร / จัดผังใหม่‘อีอีซี’ 3 จังหวัดรวมเป็นเนื้อเดียว-เอื้อลงทุน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 19, 2017, 09:08:53 AM »
จัดผังใหม่‘อีอีซี’ 3 จังหวัดรวมเป็นเนื้อเดียว-เอื้อลงทุน


กรมโยธาฯเร่งปูผังเมืองคลุม 3 จังหวัดอีอีซี จัดโซนส่งเสริมลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว –ผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะชุมชนรอบอู่ตะเภา 12,500 ไร่ พัฒนาเชิงพาณิชย์

ปัญหาหรืออุปสรรคของการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนกำลังเรียกร้องถึงความชัดเจนในการประกาศใช้ผังเมือง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปลงทุน ล่าสุดก็มีความคืบหน้าจากกรมโยธาธิการว่า ขณะนี้ได้งบประมาณมาเพื่อทำการศึกษาแล้ว และจะช่วยสร้างความชัดเจนได้ในเร็ววันนี้

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า อยู่ระหว่างมอบให้บริษัทที่ปรึกษาศึกษาวางผังนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี 3 จังหวัด รวมเป็นเนื้อเดียวกัน ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับแก้ผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมชุมชน ฯลฯ ของแต่ละพื้นที่ให้สอดรับกับกิจกรรมที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กำหนด

ขณะเดียวกัน ผังดังกล่าวจะรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อกำหนดกิจกรรมให้พัฒนาเกาะเกี่ยวไปตามโครงข่ายนั้นๆด้วย โดยเฉพาะทำเลรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงโซนส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ โซนเมืองใหม่ ที่จะกำหนดเป็นรูปแบบสมาร์ซิตี้ ทำให้ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ซึ่งเมืองใหม่จะมีครบทั้ง 3 จังหวัดเบื้องต้นจะเน้นจังหวัดฉะเชิงเทราก่อนตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี อย่างไรก็ดี การศึกษาวางผังอีอีซี จะใช้เวลา 1 ปีนับจากนี้

แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเสริมว่า กรมฯได้รับจัดสรรงบกลางปี 2560 วงเงิน 75 ล้านบาท แยกเป็นวงเงิน 60 ล้านบาท ในการจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมทำผังเมืองอีอีซีครอบคลุม 3 จังหวัด อย่างไรก็ดีจะกำหนด เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่อีกกว่า 10,000 ไร่โดยไม่ขยายพื้นที่เพิ่มที่แหลมฉบัง แต่พิจารณาพื้นที่อื่นไม่ห่างจากแหล่งอุตสาหกรรมเดิม และไม่กระทบชุมชน ซึ่ง คณะกรรมการอีอีซี จะเป็นผู้กำหนดออกมาอีกครั้ง ส่วนโซนท่องเที่ยวจะกำหนดโซนชายทะเล เช่นพัทยา บางเสร่ที่จะกำหนดเป็นพัทยา2 จากนั้นจะเป็น โซนเกษตรที่ปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะอยู่ที่จังหวัดระยองและ ฉะเชิงเทรา

จัดผังใหม่‘อีอีซี’ 3จังหวัดรวมเป็นเนื้อเดียว-เอื้อลงทุน

ทั้งนี้ ระหว่างที่ ผังอีอีซียังไม่บังคับใช้ หากเอกชนประสงค์ใช้ที่ดินเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงาน หากพื้นที่บริเวณดังกล่าวผังเมืองกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียวหรือประเภทชนบทและเกษตรกรรม สามารถขอปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมได้เป็นต้น

ส่วนงบประมาณอีก 15 ล้านบาทจะเป็นงบศึกษาพื้นที่ชุมชนบริเวณรอบสนามบินอู่ตะเภารัศมี 20 ตารางกิโลเมตรหรือ12,500 ไร่ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมวางผังพัฒนาพื้นที่เฉพาะกำหนดโซนพัฒนาเชิงพาณิชย์รองรับมหานครการบินอู่ตะเภา ซึ่งจะมีคนเข้าใช้พื้นที่จำนวนมหาศาล

โดยสนามบินอู่ตะเภา มีพื้นที่ติดทะเลทางตอนเหนือ ของสนามบิน จะตัดทิ้งไม่นำมารวมในแผนศึกษา เนื่องจากเป็นเขตป่า ทั้งนี้ โซนที่คาดว่าจะกำหนดให้พัฒนาเชิงพาณิชย์จะเป็นบริเวณรอบทางหลวงหมายเลข 331 (สัตหีบ-เขาหินซ้อน ) ซึ่งอยู่ด้านใต้ของสนามบิน ทำเลบริเวณชุมชนด้านซ้ายสนามบินจะครอบคลุมท่าเรือจุกเสม็ด สัตหีบจังหวัดชลบุรี และชุมชนด้านขวาของสนามบินครอบคลุมพื้นที่บ้านฉางจังหวัดระยอง รวมถึงทำเลรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งไปตามแนวทางหลวงหมายเลข 331

ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/164527
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560





7
ข่าวสาร / นักพัฒนาโต้คอนโดฯ’ไม่ล้น
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 19, 2017, 12:23:21 AM »
นักพัฒนาโต้คอนโดฯ’ไม่ล้น

ดีเวลอปเปอร์ย่านสมุทรปราการยัน คอนโดฯยังขายดีไม่มีโอเวอร์ซัพพลาย ออริจิ้น เผยเตรียมเปิดขาย 2 โครงการใหม่ปีหน้า ห่วงแค่สถานีช้างเอราวัณเหตุรายใหญ่ผุดใหม่ราว 3,000หน่วย เมโทร โพลิสฯ ไม่หวั่นเล็งผุดบิ๊กโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสต่อเนื่อง

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

นายพีระพงศ์ จรูญเอกประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในฐานะที่พัฒนาโครงการย่านปุณณวิถี-แบริ่ง-สำโรง-ปากนํ้ากว่า 20 โครงการ พบว่าอัตราการดูดซับของโครงการที่พัฒนาทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ปัจจุบันมีโครงการเหลือขายเพียง 4 โครงการ ประมาณ 3,400 หน่วย คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ทั้งหมดภายในปีนี้ และมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่นี้อีก2 โครงการในปี 2561 ระดับราคา60,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร

“สำหรับภาพรวมตลาดในย่านสุทรปราการ ส่วนตัวมองว่ายังคงมีอัตราการเติบโต ยิ่งสถานีสำโรงเปิดให้บริการก็จะช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความคึกคักมากขึ้น แต่ยังมีความเป็นห่วงในส่วนของสถานีช้างเอราวัณที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าไปพัฒนาโครงการรอบสถานีดังกล่าวรวมกันราว 3,000 หน่วย แต่สถานียังไม่เปิดให้บริการ ประกอบกับราคาขายอยู่ที่ 70,000-80,000บาท ซึ่งสูงกว่าความต้องการซื้อของตลาด จึงทำให้มีความกังวลเล็กน้อย” นายพีระพงศ์ กล่าว

นักพัฒนาโต้คอนโดฯ’ไม่ล้น

ขณะที่ นายเฉลิมชัย ว่องไววิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมโทร โพลิสพรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด บริษัทในเครือว่องไววิทย์ อุตสาหกรรมจักรกล จำกัดกล่าวว่าหลังประสบความสำเร็จจากการขายโครงการคอนโดมิเนียมเดอะเมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ ที่เปิดขายเฟสแรกกลางปี2558 จำนวน 2 อาคารประกอบด้วย อาคาร A สูง 39 ชั้น รวม1,056 หน่วย และอาคาร C สูง7 ชั้น จำนวน 144 หน่วย ปัจจุบันปิดการขายได้ 100% (คิดเป็นยอดเฉลี่ย 70% ทั้งหมดของโครงการฯ)ล่าสุดบริษัทได้เปิดขายเฟสใหม่ซึ่งตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการอาคาร B พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 30 ชั้น จำนวนทั้งหมด 552หน่วย คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมเดินหน้าลงทุนโครงการใหม่บนที่ดินขนาด 15 ไร่ติดสถานี BTSสมุทรปราการ โดยจะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมกว่า 3,000 หน่วยราคาขายเฉลี่ย 2-3 ล้านบาท มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ไม่นับรวมคอมมิวนิตีมอลล์ รูปแบบยูโรเปี่ยนทาวน์ โดยตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในการท่องเที่ยวและการพักอาศัย คาดว่าจะสามารถเปิดขายได้ในช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561

ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/161966
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
8
ข่าวสาร / สต๊อกล้นทุบอสังหาฯ ฟองสบู่แค่ภาพหลอน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 19, 2017, 12:16:26 AM »
สต๊อกล้นทุบอสังหาฯ ฟองสบู่แค่ภาพหลอน


การออกมาพูดทำนองว่าอาจจะเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของ นายศุภชัยพานิชภักดิ์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยยกข้อมูลว่ามีแต่การลงทุนภาคอสังหาฯเท่านั้นที่ขยายตัวขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ยังไม่ขยับ แม้เป็นเรื่องเก่าที่ถูกนำมาเล่าซํ้าๆ แต่ด้วยชื่อชั้นของ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ย่อมได้รับความสนใจ และสร้างความกังวลกับผู้คนทั่วไปได้ไม่น้อย พร้อมๆกับเสียงจากผู้บริหารบริษัทอสังหาฯที่ออกมาตอบโต้เป็นพัลวันว่า ไม่มีฟองสบู่

++ปลุกปีศาจฟองสบู่

หากวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิด “ฟองสบู่อสังหาฯ” หรือสภาวะที่ตลาดมีรอบการเปลี่ยนมือถี่ และราคาสูงขึ้นๆ โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ถูกปลุกขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราวกับปิศาจที่ฆ่าไม่ตาย นอกจากสภาวะโอเวอร์ซัพพลายแล้วยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ชักจูงความคิดสังคมอีก 2 ประการ

ประการแรก การล่มสลายของธุรกิจอสังหาฯในปี 2540 คือสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ฟองสบู่เศรษฐกิจในช่วงนั้นแตกกระจายก่อนนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุดเหตุการณ์ครั้งนั้นยังเป็นภาพจำของผู้มีประสบการณ์ร่วมมาโดยตลอดแม้ “วิกฤติ” ผ่านมาเกือบ 2 ทศวรรษแล้วก็ตาม

ประการถัดมา ปัจจุบันบริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นหลายบริษัท ใช้เครื่องมือทางการเงินเช่น หุ้นกู้ หรือ บีอี เป็นเครื่องมือระดมทุน ซึ่งมีส่วนคล้ายกับ ปี 2540 ที่บริษัทอสังหาฯ ใช้หุ้นกู้แปลงสภาพระดมทุน เพียงแต่ครั้งนั้นมุ่งระดมมาจากตลาดต่างประเทศ ประกอบกับ ปลายปีที่ผ่านมา บี/อี ที่ออกโดยบมจ.เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ “ผิดนัด”คาบเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นจนถึงวันนี้ มีหุ้นกู้ บี/อี ของบริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่งผิดนัดทำให้กระแสกังวลประมาณฟองสบู่แล้วทั้งที่สถานการณ์ 2 ช่วงเวลา แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งพอประมวลเหตุผลได้ 2 ด้านหลักดังนี้

++อีซีดี โหดกว่าหุ้น

1. แม้บรรยากาศในการระดมทุนระหว่างช่วงก่อนปี 2540 กับปัจจุบันคล้ายๆ กันที่บริษัทอสังหาฯ ใช้ตราสารการเงินอย่าหุ้นกู้ เป็นเครื่องมือระดมทุน แต่ถ้าพิจารณาลงลึกจะพบข้อแตกต่าง ทั้งระดับความเสี่ยงและวงเงิน ระหว่างปี 2535-2539 บริษัทอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพยฯ์ หลายแหง่ แหอ่ อก “หุน้กู้แปลงสภาพ” (ตราสารผูกโยงกับราคาหุ้นในตลาดผู้ลงทุนมีสิทธิแปลงสภาพจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญตามราคาที่กำหนดได้)หรือ อีซีดี (Euro convertible debenture) ไประดมทุนในต่างประเทศด้วยวงเงินสูง บางรายมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในปี 2536 ที่ตลาดอีซีดีเฟื่องสุดขีด บริษัทอสังหาฯ 6 บริษัท ระดมทุนอีซีดีจากต่างประเทศ 520 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน ขณะนั้น 25.80บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯโดยประมาณ) เมื่อแบงก์ชาติประกาศลอยตัวค่าเงินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม2540 จากอัตราแลกเปลี่ยน 25บาทเศษๆ ต่อดอลลาร์ฯเป็น 40บาทต่อดอลลาร์ฯ บริษัทอสังหาฯ เหล่านั้นจึงขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนมหาศาล บางรายหายสาบสูญจากวงการไปเลย

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันแม้ บริษัทอสังหาฯหลายแห่ง นิยมระดมทุนด้วย“หุ้นกู้” เพราะดอกเบี้ยตํ่ากว่าเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น แต่หุ้นกู้ หรือ บี/อี ทั้งหมดขายในประเทศเท่านั้น ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเช่นปี 2540 จึงไม่มี

ปีที่ผ่านมามี บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น 10 บริษัทออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 1.75 หมื่นล้านบาทปีนี้มี 3 บริษัทคือ บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทล 800 ล้านบาท บมจ.พฤกษาโฮลดิ้ง 2.5 พันล้านบาท และบมจ.เจ.เอสพร็อพเพอร์ตี้ อีก 1.2 พันล้านบาท หากปัญหา “ผิดนัด” ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นปัญหาเฉพาะราย ไม่ใช่ปัญหาของระบบเช่นที่ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมายืนยันว่า “เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกัน”

++2560 เก็งกำไรยากกว่า

2. ตลาดอสังหาฯช่วงก่อนฟองสบู่แตกในปี 2540 มีการเก็ง กำไรสูง แม้แบงก์ชาติ (ขณะนั้น)พยายามลดความร้อนแรงการเก็งกำไรโดยกำหนดให้แบงก์พาณิชย์สามารถปล่อยกู้ให้กับธุรกิจพัฒนาอสังหาฯเกิน 18% ของยอดสินเชื่อรวมในปี 2537แต่ผู้ประกอบการสามารถเลี่ยงไประดมทุนจากไฟแนนซ์ เมื่อช่องทางนี้ถูกระดมทุนอีก ก็หันไปแสวงหาทุนจากต่างประเทศผ่านอีซีดี ได้ตามที่กล่าวข้างต้นซึ่งเป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการเก็งกำไรอย่างที่สุด

สต๊อกล้นทุบอสังหาฯ ฟองสบู่แค่ภาพหลอน

กลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน การเก็งกำไรอสังหาฯทำได้ยาก นอกจากบรรยากาศเศรษฐกิจไม่เป็นใจแล้ว การที่แบงก์เข้มงวดในการปล่อยกู้อสังหาฯมาก ด้านหนึ่งต้องทำตามกฎแบงก์ชาติที่ให้แบงก์ยึดหลักสัดส่วนปล่อยกู้ตามมูลค่าหลักประกัน (แอลทีวี) บ้านหลักแรก80-90% หรือคอนโดมิเนียมให้กู้ไม่เกิน 90% ผนวกกับแบงก์ป้องกันตัวเอง ด้วยการพิจารณาการปล่อยกู้อย่างเข้มงวด เวลานี้บริษัทอสังหาฯยกให้ปัญหาแบงก์ปฏิเสธปล่อยกู้ หรือ “รีเจ็กต์”เป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมไปแล้ว ตามเหตุและผลที่กล่าวมานั้น โอกาสที่จะเห็นการเก็งกำไรอสังหาฯเช่นเดียวกับช่วงก่อนปี 2540 และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ฟูฟ่อง จึงเป็นไปได้น้อยมาก แต่โจทย์ที่บริษัทอสังหาเผชิญอยู่เวลานี้คือสต๊อกล้น

++“สต๊อกล้น” โจทย์ใหญ่

อสังหาฯเข้าสู่ยุคตื่นรถไฟฟ้าหลังความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าในเมืองของ รัฐบาลมีความชัดเจน แนวรถไฟฟ้าที่เปลี่ยนศักยภาพทำเล ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯพลิกโฉมมาเป็นแนวตั้ง ผู้ประกอบการเพิ่มนํ้าหนักการพัฒนาโครงการแนวตั้งมากกว่าแนวราบ คอนโดฯ ครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของภาพรวม นับจากปี 2550 โครงการคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า ผุดขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ด ระหว่างปี 2555-2557 ยอดโครงการคอนโดฯเข้าตลาดพุ่งทะลุ 6 หมื่นหน่วยต่อปี โดยเฉพาะปี 2556 มีคอนโดฯใหม่เข้าตลาดถึง 69,776 หน่วยและลดลงเล็กน้อยในช่วงถัดมาส่งผลให้ซัพพลายสะสมเพิ่มขึ้นขณะที่ดีมานด์ถูกจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจและความเข้มงวดของแบงก์ที่มีผลต่อตลาดอสังหาฯราคา 2 ล้านบาทลงมา นำไปสู่สภาวะ “สต๊อกล้น” และเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการเวลานี้

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ภัทรฯ บอกว่าเฉพาะบริษัทใหญ่ในตลาดหลัทรัพย์ฯ มีสต๊อกค้างราว 3.9 หมื่นหน่วยต้องใช้เวลาระบายไม่น้อยกว่า 3 ปี ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทอสังหาฯ แข่งกันระบายสต๊อกอย่างเข้มข้นด้วยการนำเสนอโปรฯแรงๆ ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิ กู้ไม่ผ่านคืนเงินดาวน์ อยู่ฟรี 2 ปี ลดกระหนํ่าคอนโดฯชานเมืองถึง 40%

ความกังวลเรื่อง โอเวอร์ซัพพลาย สต๊อกล้น ถูกยกขึ้นมากล่าวถึงบนเวทีสัมมนาอสังหาฯทุกเวทีมาหลายปีแล้ว จนดูเหมือนว่าคนอสังหาฯ ลืมปิศาจฟองสบู่ที่เคยหลอกหลอนไปแล้วด้วยซํ้าว่ามีหน้าตาอย่างไร

ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/161842
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
9

แนะรีดภาษีบ้านเริ่ม 20 ล้าน เข้าข่ายเศรษฐี-หลังที่ 2 ไม่สะท้านปล่อยเช่า

เอกชนติง สนช. เว้นภาษีที่ดินบ้านหลังแรก 20ล้าน อยู่ในข่ายเศรษฐี บ้านหลังที่ 2 ไม่สะท้านเรียกเก็บบาทแรก เหตุคอนโดฯเก็งกำไรปล่อยเช่ากว่า 30,000หน่วย ต่อปี คว้ากำไรสูงกว่าหลายเท่าตัว

จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ไม่เห็นด้วยกับบ้านหลังแรกราคา 50ล้านบาทไม่ควรได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะอยู่ในข่ายเศรษฐี ขณะเดียวกันได้ปรับลดเหลือราคาไม่เกิน 20ล้านบาทน่าเหมาะสมกว่า

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)

นายกิตติพล ปราโมช ณอยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัทสัมมากร จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกรณีบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 20 ล้านบาท จะอยู่ในข่ายยกเว้นไม่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามที่สนช.ระบุ ทั้งนี้มองว่า หากคนมีเงินซื้อบ้านราคา 10-20 ล้านบาทได้ถือว่าอยู่ในขั้นเศรษฐีอย่างไรก็ดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีข้อสรุปออกมาอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังกำหนดให้บ้านหลังแรก เสียตั้งแต่ หลักล้านบาท ทั้งนี้ที่เหมาะสมคือ กลุ่มรายได้น้อยและปานกลางน่าจะได้รับยกเว้นมากกว่า

ขณะที่บ้านหลังที่ 2 เนื้อหาสาระร่างกฎหมายไม่เปลี่ยนแปลงยังคงเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก ตามราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์อย่างไรก็ดีกลุ่มที่สามารถซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมหลังที่ 2,3ได้รัฐมองว่าฐานะดีสมควรเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จะออกมาบ้าง แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่กระทบเพราะแต่ละปีจะเสียภาษีเพียง 600 บาทหรือ 0.03% หากสินทรัพย์ราคาตํ่ากว่า5 ล้านบาท ราคา 5-10 ล้านบาทตอ่ ปจี ะเสียภาษีเพียง 1,500 บาทหรือ 0.05% ขณะที่รายได้จากการเก็งกำไรปล่อยเช่าต่อเดือนหรือ ต่อปีสูงกว่าหลายเท่าตัว และภาษที่เสียต่อปีสามารถบวกเป็นค่าเช่าผลักภาระให้ผู้บริโภคได้สำหรับสถิติคอนโดมิเนียมเก็งกำไรเฉลี่ย 30% ต่อโครงการ ต่อปีมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นกว่า 1แสนหน่วย จะมี คอนโดมิเนียมกว่า 30,000 หน่วยต่อปีที่ซื้อเพื่อเชิงพาณิชย์ ไม่ได้อยู่อาศัยจริง

ที่ผ่านมา ตามกฎหมายโรงเรือนกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยให้เช่าจะต้องแจ้งเสียภาษีอัตรา12.5% แต่ที่ผ่านมามักหลบเลี่ยงทำให้รัฐเสียรายได้เชื่อว่าภาษีที่ดินใหม่จะรัดกุมสำหรับกลุ่มที่ซื้อเก็งกำไร-เช่าหารายได้เชิงพาณิชย์ ด้วย

นายกิตติพลกล่าวต่อว่าสำหรับผู้ประกอบการไม่กระทบต่อการพัฒนาโครงการ เพียงแต่ต้องขยับตัวให้เร็วดูตลาดให้ชัดเจนโดยเฉพาะทำเลที่สำคัญกำหนดจำนวนหน่วยไม่มากจเกินไป แต่เชื่อว่าภาษีที่ดินใหม่ไม่กระทบต่อการซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเก็งกำไรปล่อยเช่า

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้จำกัด และในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรที่ระบุว่ามูลค่าบ้านหลังแรกที่เหมาะต่อการยกเว้นภาษีที่ดินคือ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย

ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/162022
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
10

ชี้ทำเลโอเวอร์ซัพพลาย สายสีม่วงกับแบริ่ง-ปากน้ำยอดขายเหลือบาน

โบรกเกอร์เปิดพื้นที่โอเวอร์ซัพพลาย ทำเลแนวสายสีม่วง กับส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ ยังครองแชมป์ พบหน่วยเหลือขายรวมกันกว่า 7,000 หน่วย จับตาสายสีนํ้าเงินแนวจรัญฯ-เพชรเกษม เหตุโครงการเปิดขายใหม่เพียบ ด้านต่างจังหวัดพัทยา-เขาใหญ่น่าห่วง เอกชนค้านแบริ่ง-สมุทรปราการยังดูดซับดี

แม้ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์จะยืนยันว่า ตลาดอสังหาฯเมืองไทยยังไม่ตกอยู่ในภาวะฟองสบู่อย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของ “ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย” โดยพบว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีหน่วยเหลือขายจำนวนมาก สวนทางกับกำลังซื้อในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการบางรายเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่

สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์สอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากผลการสำรวจพื้นที่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สถานีเตาปูน-คลองบางไผ่) และพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย

ทั้งนี้ พื้นที่ตามแนวเส้นทางสายสีม่วง ถือเป็นทำเลที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมีคอนโดมิเนียมเปิดขายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมารวมแล้วประมาณ 28,000 หน่วยแต่มาในปี 2559 มีการเปิดขายโครงการใหม่ลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายประสบกับปัญหาผู้ซื้อไม่โอนกรรมสิทธิ์ประกอบกับในช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน คอนโดมิเนียมในพื้นที่ถูกดูดซับไปบ้างแล้ว ทำให้หน่วยเหลือขายลดลงค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยกว่า 3,000 หน่วยที่รอการขาย

สำหรับพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ก็เป็นอีกทำเลที่มีการเปิดขายค่อนข้างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในพื้นที่รอบๆ สถานีแบริ่ง-เอราวัณ แม้ว่าจะมีหลายโครงการที่ขายได้ดีหรือปิดการขายได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีแบริ่งและเป็นโครงการที่ราคาขายไม่สูงกว่าราคาขายเฉลี่ยในตลาดมากเกินไป คอนโดมิเนียมสะสมในทำเลนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000 หน่วยมีอัตราการขายที่ประมาณ 77%คอนโดมิเนียมที่เหลือขายส่วนใหญ่อยู่เลยสถานีแบริ่ง แต่เมื่อสถานีสำโรงเปิดให้บริการแล้วก็อาจจะมีผลช่วยให้ตลาดคอนโดมิเนียมรอบๆ สถานีสำโรงปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ชี้ทำเลโอเวอร์ซัพพลาย สายสีม่วงกับแบริ่ง-ปากน้ำยอดขายเหลือบาน

“นอกจากพื้นที่ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพื้นที่ที่น่าจับตาก็คือแนวรถไฟฟ้าสายสีนํ้าเงินที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าไป พัฒนาโครงการตามแนวถนนจรัญฯและเพชรเกษมเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีการเปิดขายอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2560จะมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่นี้ไม่เกิน 5,000 หน่วยโดยในครึ่งปีแรกเปิดไปแล้วประมาณ 3-4 โครงการ จำนวน2,000 หน่วย จากปัจจุบันมีสินค้าในพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 5,000หน่วย อัตราการดูดซับอยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งสินค้าที่มีราคาขายมากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรขายได้ช้า” นายสุรเชษฐ กล่าว

สำหรับทำเลต่างจังหวัดที่พบว่าอยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลายคือ พัทยาและเขาใหญ่ โดยในพื้นที่พัทยามีหน่วยเปิดขายใหม่ในแต่ละปีมากกว่า 15,000 หน่วยมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาโครงการเปิดขายใหม่ลดลง สาเหตุมาจากค่าเงินรูเบิลรัสเซียที่ลดลง ซึ่งชาวรัสเซียถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของพัทยาชะลอการซื้อ เพราะความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อีกทั้งคอนโดมิเนียมที่มีให้เลือกมากเกินไป ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ชัดเจน ปัจจุบันพัทยามีหน่วยเหลือขายประมาณ 9,000 หน่วย

เขาใหญ่ มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากเกินไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะกังวลเรื่องของผังเมืองใหม่ที่จะควบคุมการพัฒนาในทำเลมากขึ้นในอนาคต จึงเลือกเปิดขายโครงการก่อนที่ผังเมืองจะมีความชัดเจน ทำให้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่มากกว่าโครงการรูปแบบอื่นๆ เพราะว่าโครงการคอนโดมิเนียมใช้ที่ดินไม่มาก และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบเอกสารสิทธิ แม้ว่าคอนโดมิเนียมเหลือขายในทำเลนี้อาจจะไม่มากคือประมาณ 1,300หน่วย แต่ต้องไม่ลืมว่าเขาใหญ่ยังไม่ใช่ทำเลเมืองท่องเที่ยวลำดับต้นๆ ของคนกรุงเทพมหานคร

ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/161954
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560




หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????