Condothai คอนโดไทย

???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

ดี-แลนด์ ชี้อสังหาฯ ครึ่งปีแรกทรงตัว เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว เผยปรับแผนรับมือกระจายพอร์ตลงทุนทั้งอสังหาฯ เพื่อขาย เช่า พาณิชย์ พร้อมกระจายลงทุนโซนตะวันออกหวังกระจายความเสี่ยง
       
       นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ว่า นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน และยังมีปัจจัยลบหลักอย่างภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงคอยรบกวนอยู่
       
       สำหรับภาพรวมของดี-แลนด์ กรุ๊ป เมื่อเทียบช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2560) กับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า บริษัทฯ มียอดขายอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ลดลงประมาณ 10% สืบเนื่องมาจากในช่วงไตรมาสสองของปี 2559 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับแรงกระตุ้นจากภาครัฐในเรื่องค่าธรรมเนียมโอน และค่าจดจำนอง 0.1% แต่ในขณะที่ครึ่งแรกปี 2560 กลับได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน รวมทั้งความเข้มงวด และล่าช้าในการปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคาร ทำให้บริษัทฯ ต้องหันมาประเมินสถานการณ์โดยตลอดเพื่อให้สามารถตอบรับกำลังซื้อ และภาวะเศรษฐกิจได้ทัน
       
       ในปีนี้บริษัทฯ ได้วางแผนธุรกิจแบบการกระจายการลงทุนในทำเลศักยภาพต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ออกเป็นประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม ประมาณ 70% อสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และการลงทุน (Product For Investment) อีกประมาณ 20% และอสังหาริมทรัพย์ประเภทเช่าที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) อีก 10%

  สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก คือ การเริ่มกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่โซนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่างโซนภาคตะวันออกให้มากขึ้น ประกอบด้วย โซนศรีราชา ที่ได้เริ่มเข้าไปตั้งแต่ปี 58 โดยในต้นปีนี้ได้เปิดตัวโครงการ “ดีคอมเพล็กซ์ ดีทาวน์ 3” ซึ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ บนเนื้อที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 120 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูส ดีทาวน์-สวนเสือศรีราชา ซึ่งเป็น Product Innovation ใหม่ของบริษัทฯ

  นอกจากนี้ ยังได้เริ่มขยายตลาดเข้าไปยังจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ในชื่อ “บ้านดี เดอะวัลเล่ย์ ปลวกแดง” มูลค่าโครงการรวมประมาณ 681 ล้านบาท ชูจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ และมีการขยายเพื่อรองรับ EEC ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวโครงการดังกล่าวประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้

  ส่วนแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ในส่วนของทำเลเดิมในโซนพระราม 2-สมุทรสาคร ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้นำอยู่นั้น ก็จะมีการเดินหน้าพัฒนาโครงการ “The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์” ในเฟสที่ 2 ในรูปแบบบ้านเดี่ยวสไตล์ใหม่ในราคาที่ใกล้เคียงบ้านแฝดที่อยู่ในทำเลเดียวกัน แต่ได้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า ในราคาเริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท รวมทั้งการขยับขยายการลงทุนไปยังพื้นที่โซนกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้มีการซื้อที่ดินที่ศรีราชา และโซนบางบัวทอง เพิ่มเติม โดยอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ คาดว่า ทั้ง 2 แปลงนี้จะเริ่มเปิดตัวในช่วงไม่เกินไตรมาส 2 ของปี 2561

 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนการต่อยอดไลฟ์สไตล์มอลล์ “พอร์โต้ ชิโน่” (Porto Chino) ไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ โดยตั้งเป้าจะเปิดตัวให้ทันในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจใหม่ ๆ ที่เป็นรายได้ประจำเพื่อแตกไลน์ธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคง และยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ในอนาคต โดยในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดขายที่ 1,200 ล้าน และเป้ารายได้ที่ 1,000 ล้าน ซึ่งใกล้เคียงกับรายได้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 900 ล้านบาท
       
       นายศิริพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ มองว่า ปัจจัยบวกจะมาจากการที่รัฐบาลผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง รวมไปถึงตัวเลขการส่งออกที่เติบโตดีขึ้นในรอบหลาย ๆ ปี และการท่องเที่ยวที่ยังเป็นฟันเฟืองหลักที่สำคัญ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่า การลงทุนของภาคเอกชนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนปัจจัยลบยังคงเป็นภาระหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดของธนาคาร ซึ่งยังเป็นปัญหาหลักของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ท้าทายผู้ประกอบการที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม และปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ทันกับกฎหมายใหม่ ๆ ที่จะออกมาในอนาคต
       
2

 “มารวย เรียลเอสเตท” นำ 3 โครงการ มารวยอรัญ มารวยสระแก้ว และมารวยริเวอร์ไซด์ อัดโปรโมชันพิเศษ “มารวยช่วยผ่อน 3 ปี พร้อมรับส่วนลด 100,000 บาท” คาดช่วยกระตุ้นยอดขายครั้งปีหลัง เชื่อมั่นเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 100% ขณะที่ปีหน้าเตรียมเปิดตัวทาวน์โฮม ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทเป็นครั้งแรก
       
       ดร.นวณัฐ สุขะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่า ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญานแนวโน้มดีขึ้น โดยทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดการณ์ว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 4.6% เติบโตจากธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัวเป็นบวก ซึ่งตัวเลขเมื่อเดือนเมษายน 2560 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 8.5% ตลาดที่สนับสนุนการส่งออก ได้แก่ ประเทศจีน, สิงคโปร์, เวียดนาม, CLMV และเกาหลีใต้ ส่วนตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงเดือนเมษายน 2560 มีการขยายตัวต่อเนื่อง 7.0% ขณะนี้เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีความชัดเจนในเรื่องของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC มากขึ้น ทั้งเรื่องการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา และมีการพัฒนาให้จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเมืองน่าอยู่ รองรับกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก
       
       สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มีการปรับลดคาดการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งปีโต 6% ซึ่งหลายธนาคารไม่กล้าเสี่ยงหนี้เสีย ดังนั้น ครึ่งปีหลังนี้กลุ่มวิจิตรากรุ๊ป นำโดยบริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด นำ 3 โครงการ คือ มารวยอรัญ, มารวยสระแก้ว, และมารวยริเวอร์ไซด์ อัดโปรโมชันแรงแห่งปี “มารวยช่วยผ่อน 3 ปี พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท” โดยคาดว่า โปรโมชันดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และสร้างความเชื่อมั่นลูกค้า
       
       “เราเห็นว่า การที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ และจะช่วยขับเคลื่อนให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวเพิ่มด้วย หากลูกค้าไม่มีความมั่นใจในการผ่อนชำระกับทางธนาคาร บริษัทมารวย ได้มีการทำโปรโมชันช่วยลูกค้าผ่อน 3 ปี ช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ในการผ่อนชำระในระยะ 3 ปี อยากให้ลูกค้าคิดว่าการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องการออมเงิน เป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การสร้างภาระ แต่เป็นการลงทุนในทรัพย์สิน และยังมีบ้านเป็นของตัวเองทำให้มีคุณภาพชีวิต และครอบครัวที่มั่นคง” ดร.นวณัฐ กล่าว
       
       สำหรับแผนการลงทุนในครึ่งปีหลัง บริษัทมีการเปิดตัว มารวยโสธร 4 บ้านเดี่ยว 2 ชั้น สไตล์โมเดิร์น บนพื้นที่ 25 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัวมารวย ริเวอร์ไซด์ บ้านเดี่ยว ติดริมแม่น้ำบางปะกง เฟส 2 ขณะที่แผนการลงทุนปี 2561 เตรียมเปิดตัวทาวน์โฮม ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท เป็นครั้งแรก
       
       อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัท มารวย เรียลเอสเตท มีการปรับตัว และเรียนรู้พัฒนาบุคลากร พัฒนาบริษัทให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 เน้นเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพ ในการทำงาน และลดต้นทุน เพื่อยกระดับบริษัทให้เป็นผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออก โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า เพิ่มพื้นที่ประโยชน์การใช้สอย และตอบสนองความต้องการอยู่อาศัยให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่พัฒนาไปอย่างเติบโตในประเทศไทย
       
       ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทวางเป้ารายได้เติบโต 100% จากรายได้ 300 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 600 ล้านบาท ในปี 2560 และ 1,200 ล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากมั่นใจเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบกับยอดโอน 6 เดือนแรก เป็นไปตามเป้าที่วางไว้
3

นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุน เปิดเผยความคืบหน้าในการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ว่า "ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าตามแผนการลงทุนปี 2560 มูลค่า 2.5 พันล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงโฟกัสเป้าหมายการพัฒนาโครงการอยู่ในทำเลพัทยา จำนวน 6 โครงการ ซึ่งทุกโครงการจะอยู่ในรูปแบบที่อยู่อาศัยและคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุน ที่การันตีผลตอบแทนจากค่าเช่าในอัตรา 7% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าพักในโครงการจำนวน 14 วันต่อปีและมีการบริหารจัดการการเช่าโดยเครือโรงแรม 5 ดาวที่ได้มาตรฐานระดับโลก"

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในทำเลพัทยา จำนวน 3 โครงการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการครอสทู พัทยา โอเชียนเฟียร์ (X2 Pattaya Oceanphere) โครงการเบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา (Best Western Premier Bayphere Pattaya) และโครงการบลูเฟียร์ พัทยา แมเนจบาย เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น (Bluphere Pattaya Managed by BW Premier Collection) โดยสามารถปิดยอดการขายทุกโครงการรวมเฉลี่ยแล้วกว่า 70% ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงโครงการครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ (X2 Vibe Pattaya Seaphere) ที่สามารถปิดการขายได้ภายใน 6 เดือนแรกและเตรียมพร้อมเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้ และโครงการ เดอะวิลล์ จอมเทียน โครงการแรกของฮาบิแทท กรุ๊ป ที่ปิดการขาย 100% ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งโครงการฯ ได้เข้าสู่โปรแกรมการลงทุน ตั้งแต่ปี 2558 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"พัทยา ยังคงเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของฮาบิแทท กรุ๊ป เนื่องจากเป็นทำเลที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพมาก ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนมาจากจำนวนการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว โดยในปี 2559 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือนละกว่า 78% และเป็นทำเลเดียวที่มีนักท่องเที่ยวเต็มตลอดทุกฤดูกาล นอกจากนี้ ด้วยนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของภาครัฐ และการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็ค อาทิ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีเป้าหมายในการรองรับจำนวนผู้โดยสารจำนวน 1.2 ล้านคนจาก 700,000 คนต่อปี และท่าเรือสัตหีบ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ 1-2 ชั่วโมง รวมไปถึงมอร์เตอร์เวย์สายใหม่สู่ระยอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งส่งผลในเชิงบวกต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ยังส่งผลต่อราคาที่ดินในพัทยาให้พุ่งสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะในทำเลวงศ์อมาตย์ และนาจอมเทียน ที่เป็นทำเลที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้ความสนใจเป็นอันมากรวมถึงฮาบิแทท กรุ๊ป เองที่มีทำเลส่วนใหญ่ใน 2 ทำเลยุทธศาสตร์นี้ เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวในพื้นที่นี้ เนื่องจากมั่นใจว่า จะสามารถตอบโจทย์ด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวให้แก่นักลงทุน และนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี"นายชนินทร์กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนในครึ่งปีหลังของฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยยังคงปักหมุดที่ทำเลพัทยา ซึ่งถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของฮาบิแทท กรุ๊ป จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 192 ยูนิต ภายใต้พื้นที่ 1 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลวงศ์อมาตย์ พัทยา มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวโครงการในไตรมาส 4 ของปี 2560 นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการที่พักอาศัย อีกหนึ่ง โครงการ ในไตรมาส 4 ของปีนี้เช่นเดียวกัน โดยเป็นโครงการบ้านพักอาศัยระดับลักซัวรี่ ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ ในทำเลร่วมฤดี มูลค่ากว่า 250ล้านบาท โดยมั่นใจว่า ทั้งสองโครงการดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องจากตลาดบ้านพักและคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ ในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ต้องการของทั้งผู้ซื้อชาวไทย และชาวต่างประเทศเป็นอันมาก

"ฮาบิแทท กรุ๊ป มั่นใจว่า การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากนโยบายด้านเศรษฐกิจและการลงทุนด้านต่างๆ ที่มีความชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการกลับมาเดินหน้าลงทุนในโครงการต่างๆ ไว้ตามแผนงาน รวมถึง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีแนวโน้มจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่น่าจับตามองต่อไป ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป คาดว่า ในปี 2560บริษัทฯ จะสามารถปิดยอดขายพรีเซลล์ได้จำนวนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และสามารถมีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้น 20% ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ชื้อตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้อย่างแน่นอน" นายชนินทร์ กล่าวปิดท้าย

4
ข่าวสาร / "ศุภาลัย" ท้าชนคู่แข่ง วัดกันที่ทำเล-ราคาจูงใจ
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กรกฎาคม 25, 2017, 09:20:03 AM »


ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัวโดยเฉพาะการนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือราคาขายจะต้องแข่งขันได้กับผู้ประกอบการในทำเลเดียวกัน

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจนั้นหากจะแข่งขันในทำเลไหนโดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมจะต้องพิจารณาคู่แข่งด้วย โดยเฉพาะการตั้งราคาขายนั้นจะต้องต่ำกว่าคู่แข่งในทำเลเดียวกันอย่างน้อย 10% แต่คุณภาพของสินค้านั้นต้องดีเทียบเท่า หรือสูงกว่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทอาศัยการควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง โดยเฉพาะการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างในรูปแบบบิ๊กล็อต

สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 22 โครงการ มูลค่ารวม 2.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 18 โครงการ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงการเปิดตัวคอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่ารวม 9,950 ล้านบาท จากในช่วงครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่รวม 27 โครงการ มูลค่ารวม 3.7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดโครงการศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 10 ไร่ 2 อาคารสูง 34 ชั้น และ 30 ชั้น จำนวน 1,802 ยูนิต ร้านค้า 8 ยูนิตราคาขายเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท อยู่ห่างจากบริเวณสถานีรถไฟฟ้า 150 เมตร โดยบริษัทคาดหวังยอดขายช่วงเปิดพรีเซลระหว่างวันที่ 5-6 ส.ค.นี้ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบันภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในทำเลภาษีเจริญ มีโครงการคอนโดเปิดขายใหม่ประมาณ 3-4 โครงการ ระดับราคาขายเริ่มต้น 8 หมื่น-1 แสนบาท/ตารางเมตร ในส่วนภาพรวมการขายมีอัตราการขายในระดับที่ดีไม่ต่ำกว่า 70% จากจำนวนยูนิตที่เปิดขายกว่า 4,000 ยูนิต นับเฉพาะติดถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นผลจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างรวมถึงการเชื่อมต่อกับสายสีม่วง ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการในที่อยู่อาศัยที่ใกล้รถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ผู้ประกอบการจะมีการพัฒนาโครงการในหลายๆ ทำเล โดยเฉพาะในทำเลที่มีการคมนาคมสะดวกเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค




สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 29% แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 8,154 ล้านบาท และคอนโด 5,190 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 6,732 ล้านบาทและคอนโด 3,623 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% ส่วนยอดรับรู้รายได้รวมจะอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้หรือแบ็กล็อกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนไปจนถึงปี 2563 ซึ่งในปีนี้จะรับรู้ได้ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหริมทรัพย์ในปีนี้ คาดการณ์อาจจะทรงตัวแต่ถ้าเติบโตได้จะอยู่ที่ 5-10% อีกทั้งผู้ประกอบการได้มีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปในหลายทำเล ที่มีโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ในส่วนของปัญหาแรงงานในปัจจุบันแรงงานต่างด้าว ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้เป็นหลัก คาดว่าเกิน 50% ของแรงงานทั้งหมดอยู่ในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการมีการวางแผนรองรับปัญหาดังกล่าวมาเป็นอย่างดีแล้ว ส่วนบริษัทเองได้มีการเตรียมความพร้อมโดยจะให้ผู้รับเหมานำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนเพื่อลดปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยอย่างผิดกฎหมาย

ทางด้านภาษีลาภลอยที่ภาครัฐพยายามจะผลักดันให้เกิดการใช้งานในอีก  3 เดือนข้างหน้านั้น เชื่อว่าจะมีผลผลกระทบในทำเลที่เป็นแนวรถไฟฟ้า หรืออยู่ในบริเวณที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานโครงการใหม่ๆ ของภาครัฐเท่านั้น และจะมีผลกระทบค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นทำเลที่อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินที่เร็วมากขึ้น เช่น ใจกลางธุรกิจ คาดว่าจะมีการปรับตัวขึ้นราว 15-20% ต่อปี ซึ่งการเก็บอัตราภาษีนั้นคาดว่าจะไม่เกิน 1-2% แต่แน่นอนว่าในด้านต้นทุนที่จะส่งต่อให้ลูกค้า ผู้บริโภคอาจจะได้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

“ภาษีลาภลอยหากมีการบังคับใช้ แน่นอนว่าในด้านต้นทุนที่จะส่งต่อให้ลูกค้าอาจจะมีเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อยผู้บริโภคอาจจะได้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาปรับตัวขึ้นเล็กน้อยซึ่งหากราคาที่ดินขึ้นไม่ถึง 1% อาจจะไม่กระทบอะไรมาก”ไตรเตชะ กล่าว

เหล่านี้คือการรุกธุรกิจและรับมือของศุภาลัยท่ามกลางเศรษฐกิจที่รอการฟื้นตัว




5
ข่าวสาร / แผ่นดินทองเพิ่มเป้าขาย
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กรกฎาคม 25, 2017, 09:16:23 AM »


แผ่นดินทองมั่นใจเศรษฐกิจฟื้นลุย 10 โครงการใหม่ พร้อมปรับเป้าขายเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้าน     

นายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังมีโอกาส ฟื้นตัวขึ้นได้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้น หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เพิ่มเป็นเติบโต 3.5% รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่จะออกมามากขึ้นในครึ่งปีหลังและการส่งออกที่กลับมาขยายตัวได้ดี

ขณะเดียวกัน แนวโน้มของหนี้ ครัวเรือนที่มีแนวโน้มที่ลดลงจากประมาณการของ ธปท.ที่ได้ปรับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในปีนี้ลดลงเหลือ 78-79% จากเดิมที่ 79-80% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 79.8% เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงว่าประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้นและมี หนี้สินลดลง ส่งผลไปถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่อาจจะมีความเข้มงวด ลดลงบ้าง โดยอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าที่อยู่อาศัยของบริษัทปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 30% จากปีก่อนที่ 50%

สำหรับบริษัทในปีนี้เตรียมเปิดอีก 10 โครงการ แนวราบมูลค่า 9,600 ล้านบาท พร้อมปรับเป้าหมายยอดขายปีนี้ เป็น 2 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนเป้ารับรู้รายได้อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท

6


อสังหาฯ ประเมิน ศก. ไทยมีการฟื้นตัว แต่ยังห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือน ระบุโอกาสเกิดฟองสบู่คงยาก เหตุผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาด 61% ยอมรับมีสัญญาณเริ่มเห็นดีมานด์เทียมในตลาดคอนโดฯ ผู้ประกอบการงัดมาตรการคุมเข้มเปลี่ยนมือก่อนโอน ตัดสิทธิส่วนลด ป้องกันเก็งกำไร ลุ้นแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพิ่มมูลค่า และสร้างความมั่นใจให้กับแบงก์ปล่อยกู้ จับตาบิ๊กโปรเจกต์มิกซ์ยูส เปลี่ยนโฉมหน้าเมืองครั้งใหญ่ แถมมีที่ดินของรัฐอีกอีกมหาศาลรอทะลักเข้าตลาด ด้าน LPN ปรับตัวเล่นตลาดระดับราคาขายแสนบาทต่อ ตร.ม. ขยายฐานลูกค้าในซีบีดีมากขึ้น “ออริจิ้น” บริหารพอร์ตใหม่ เพิ่มสินค้ารายได้จากค่าเช่า ขยับเล่นโปรดักส์คอนโดฯ หรูในซีบีดี
       
       ดร. อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานสัมมนา “ทิศทางและกลยุทธ์ ธุรกิจคอนโดมิเนียม การปรับตัวของผู้ประกอบการ ปี 2560” กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ฟื้นตัว แม้ประเทศไทยจะมีหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งเกิดจากการที่ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า ขณะที่ผู้บริโภคมีการปรับตัว และการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการทุกขนาดต่างเข้าสู่ตลาด
       
       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในปี 60 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าจะขยายตัวได้ 5% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการเกิดฟองสบู่นั้น คงจะไม่ซ้ำรอยเหมือนปี 2540 เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ สามารถเข้าถึงข้อมูล ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็มีข้อมูลทั้งในส่วนของสินค้าคงเหลือ และความต้องการของตลาดที่วิจัยด้วยตนเองทุกบริษัท ทำให้มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และส่วนแบ่งตลาดกว่า 61% อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความระมัดระวังในการเติมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในสภาพตลาดมากขึ้น คาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
       
       “ในช่วงปี 2559 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เกิดพายุใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก แม้จะเฝ้ามอนิเตอร์ก็ยังแทบไม่ทัน ในตลาดเกิดการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของผู้เล่น และผู้ประกอบการจากธุรกิจอื่นเข้าสู่ตลาดอสังหาฯ ต่อเนื่อง โครงสร้างความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้ซื้อ, รูปแบบของที่ดินเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย จุดขายและรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสถานการณ์การขายและการโอน ที่สำคัญ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นเพิ่มเติมในตลาด ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท (ธุรกิจในเครือบุญรอด) บริษัทเคพีเอ็น บริษัทซีพี ขณะที่มีบริษัทขนาดใหญ่ได้พยายามสร้างการเติบโต โดยมีการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ต้องเกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เกิดความคึกคัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตร และให้กับสถาบันการเงิน แต่วันนี้เราพบเห็นดีมานด์เทียมในบางโครงการ ผู้ประกอบการต้องระวัง เหมือนคล้าย ๆ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดฯ ต่างจังหวัด ที่เคยเข้าคิวตั้งแต่ตี 5 แล้วขายหมดจนทำให้ราคาขายสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นมา ลูกค้าไม่มาโอน จุดธูปก็ไม่มา วันนี้สต๊อกยังมีเหลือ ยังขายไม่หมด แต่สิ่งที่ระวัง เห็นสัญญาณบางอย่าง หากเราไปดูหน้าคนเข้าคิว หน้าแบบนี้ไม่ใช่คนจะซื้อคอนโดฯ ราคา 2-3 แสนบาทต่อ ตร.ม. แน่นอน ซึ่งในส่วนของพฤกษา ขายตลาดบน ขาย 5 เดือนทำได้ 5 พันล้านบาท ตร.ม. 2 แสนกว่าบาท ต้องมีเซอร์วิสที่ดี ลูกค้าถึงจะเลือก และตัดสินใจซื้อ”
       
       สำหรับมาตรการป้องกันโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนนั้น จะมีการระบุตัวบุคคลที่ได้รับส่วนลด ห้ามเปลี่ยนมือก่อนวันโอน แต่หากโอนก่อนกำหนดจะถูกตัดสิทธิในเรื่องส่วนลด ซึ่งเป็นวิธีป้องกันดีมานด์เทียม และการขายลูกค้าระดับบน ทางพฤกษา จะขายเจาะจงลูกค้าที่ต้องการอยู่ และโอนจริง และการเข้าคิวจับฉลาก หากนำมาใช้กับโครงการระดับบนเมื่อไหร่ รับรองโครงการนั้น จะเจอลูกค้าเก็งกำไรแน่นอน
       
       นายประเสริฐ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดทาวน์เฮาส์มีการเติบโต ซึ่งเป็นการเข้ามารองรับกับตลาดคอนโดมิเนียม เนื่องจากลูกค้าบางรายไม่มีความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยข้อมูลพบว่า หน่วยคอนโดฯ เปิดใหม่เติบโต 8% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 16% โดยระดับราคาที่มากกว่า 10 ล้านบาท มีการเติบโตถึง 56% อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า ครึ่งปีแรกตลาดทาวน์เฮาส์มีการเปิดเพิ่มขึ้น 62% ยอดขายโตขึ้น 11% และบ้านแฝดยอดขายโตขึ้น 40%
       
       จับตาบิ๊กโปรเจกต์มิกซ์ยูสเปลี่ยนโฉมเมือง
       
       นายประเสริฐ กล่าวถึงโฉมหน้าอสังหาฯ ใน 2 ปีข้างหน้าว่า จะมีการเปลี่ยนโฉม เนื่องจากวันนี้เห็นโครงการขนาดใหญ่แบบผสมผสาน (มิกซ์ยูส) ที่มีทั้งโรงแรม พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน และคอนโด อย่างน้อย 8 โครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาบนที่ดินให้เช่ารวมกว่า 360 ไร่ เช่น ที่ดินโรงเรียนเตรียมทหาร (บนถนนพระราม 4) ที่ดินตลาดสามย่าน
       
       นอกจากนี้ ยังมีที่ดินของภาครัฐที่จะทยอยเปิดประมูลให้เช่า เช่น ที่ดินโรงงานยาสูบ ประมาณ 400 ไร่ แปลงที่ดิน กม. 11 เนื้อที่ 359 ไร่ แปลงที่ดินสถานีแม่น้ำ 277 ไร่ แปลงท่าเรือคลองเตย ประมาณ 2,000 ไร่ ที่ดินมักกะสัน เนื้อที่ 497 ไร่ และที่ดินราชพัสดุแปลงวังค้างคาว ทั้งนี้ จะส่งผลให้อสังหาฯ มีแนวโน้มรูปแบบการปล่อยเช่ามากขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณาขยายระยะเวลาเช่าให้มากกว่า 50 ปี เพื่อให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตสามารถกู้สินเชื่อเพื่อซื้อคอนโด รูปแบบลีสโฮลด์ เนื่องจากราคาที่ดินปรับสูงขึ้นมาก จนโครงการเปิดใหม่มีราคาที่สูงจนเกินความสามารถของผู้ซื้อ
       
       “ในส่วนที่รัฐบาลกำลังแก้ไขรายละเอียดใน พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ์ หมายถึงสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจมีสภาพคล่อง เพิ่มมูลค่าทางอสังหาฯ ให้เปิดกว้างและชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการเช่าทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น และจะช่วยให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการนำสิทธิ์การเช่ามาขอสินเชื่อได้ ซึ่งระยะเวลาสัญญาเช่าที่ 50 ปี น่าจะเป็นสัญญาการเช่าที่ดี จะเพิ่มโอกาส และมูลค่าต่อสิทธิ์การเช่าที่สูงขึ้น”
       
       สำหรับเรื่องโครงสร้างภาษีนั้น เป็นอะไรที่น่าคิด และเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องกฎหมายลาภลอย และหากภาษีที่ดิน หากมีการปรับขึ้นไปถึง 5% ก็จะมีต่อราคาบ้านประมาณ 1.5-2% เป็นภาระกับผู้บริโภค
       
       LPN ปรับโมเดลหันทำคอนโดฯ ราคาแสนกว่า
       
       นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวถึงภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันว่า ตลาดเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ในส่วนของบริษัทเองก็มีการวางแผนเพื่อรองรับ และสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมการอยู่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเองเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้
       
       “ภายใน 3 ปีหลังจากนี้ หากบริษัท แอล.พี.เอ็น. ไม่มีการปรับเปลี่ยน เชื่อว่าจะหายออกไปจากตลาด โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ในยุคที่ตลาดมีการแข่งขันสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับตัว จากรายได้ที่ประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท แต่ในปัจจุบัน รายได้เหลืออยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจึงได้มีการนำกลับมาคิด โดยการปรับความคิดของภาพรวมองค์กร และต้องปรับแนวคิดในการพัฒนาโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด” นายโอภาส กล่าว
       
       “สิ่งที่เราทำ คือ การเข้าสู่ตลาดในซีบีดีมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราปล่อยกลุ่มลูกค้า ทำให้เราเสียโอกาส เพราะเราบริหารองค์กร บริหารธุรกิจในสิ่งที่เราเชื่อ ทำให้เราขยับโครงการไปนอกเมือง เนื่องจากต้นทุนจากราคาที่ดิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราทำ เรามีการปรับโมเดลมาเล่นราคาหลักแสนบาทต่อตารางเมตรมากขึ้น รวมถึงการมีพันธมิตรอย่างบริษัทอนันดา ดีเวลลอปเมนท์ฯ มาร่วมในบริษัทลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด หรือ LPS เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเสริมจุดแข็งมากขึ้น”
       
       ปรับพอร์ตรุกซีบีดี-ทำโครงการโรงแรม
       
       นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงเยอะ มูลค่าตลาดประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่ที่มากระทบในปัจจุบันในช่วง 3 ปี เกิดจากผู้บริโภคมีหนี้ก้อนใหม่จากโครงการรถคันแรก และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนที่เคยอยู่ระดับ 40% ขยับเป็น 80% ประกอบกับในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยก็เจอหลากหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์, จีดีพี, การเมือง และวิกฤตน้ำท่วม ดังนั้น แนวทางที่เราดำเนินธุรกิจ จะมีการจัดกลุ่ม และแบ่งแยกทำเลให้ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา โครงการของออริจิ้นจะอยู่รอบนอกเมือง เป็นโลคัลดีมานด์ มีการแบ่งโซน A, B, C, D, E ซึ่งเราอาจจะมีโมเดลต่างกับผู้ประกอบการ เช่น หากออริจิ้นชอบทำเลไหน จะมองหา และจัดซื้อที่ดินในทำเลนั้นค่อนข้างมาก และเมื่อรถไฟฟ้าจะเริ่มมา ก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้น
       
       “ออริจิ้นกำลังปรับพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง เรามีการเติมสินค้าระดับพรีเมียมผ่านโครงการ PARK 24 โครงการมูลค่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในทำเลซีบีดี เป็นโครงการที่บริษัทฯ ได้เข้าไปซื้อโครงการมา ทำให้เรามีแบรนด์ PRAK เข้ามาเสริมตลาดระดับบน ล่าสุด ได้มีการวางเงินมัดจำไปแล้ว ตกตารางวาละ 1.6 ล้านบาท เพื่อต่อยอดในแบรนด์ PARK โครงการที่ 2 ในปี 2561”
       
       นอกจากนี้ การปรับตัวของเรา ยังมีการใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูปมาช่วย ซึ่งผลดังกล่าวทำให้การก่อสร้างอาคารชุดไปถึงชั้น 8 ใช้เวลาเพียง 10 เดือน ขณะเดียวกัน ทางออริจิ้นได้มีการเพิ่มพอร์ตธุรกิจรายได้จากค่าเช่า โดยมีโครงการโรงแรมที่แหลมฉบัง ซึ่งจะมีการจ้างเชนระดับสากลมาบริหารกลุ่มโรงแรมของออริจิ้น
       
       ด้านนาย วรวรรต ศรีสอ้าน ประธานบริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีโครงการกว่า 27 โครงการ มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีกลยุทธ์ของการปรับตัว เพื่อรองรับอนาคตผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Diversification การขยายตลาดคอนโดให้ครอบคลุม เข้าถึงฐานลูกค้า ทั้งตลาดบน กลาง และล่าง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสในการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
       
       Strengthen Brand Positioning พัฒนาแบรนด์ และสินค้า รวมถึงการสร้าง Brand Positioning ที่แข็งแรง นำเสนอความโดดเด่นให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และต่อเนื่อง
       
       Leverage Core Competencies of Market Leaders บูรณาการในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการเป็นผู้นำในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารพันธมิตร การจัดบริหารธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ หรือบริหารต้นทุนที่ดีกว่า รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งการต่อยอดในการบริหารจัดการกับลูกค้า เพื่อใหเกิด Brand Loyalty ในระยะยาว
       
       Optimize Shareholder Return and Long Term Brand Equity การบริหารจัดการผลตอบแทนผู้ถือหุ้น รวมถึงสร้างความมั่นใจที่มีต่อบริษัทในระยะยาว เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และการเติบโตอย่างยั่งยืน.
7
IDEO Sukhumvit 93 - ไอดีโอ สุขุมวิท 93 [Ananda] / IDEO S93 ชั้น 7 ห้อง 0733 (34 ตรม.) ราคา VVIP T.089-891-1176
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กรกฎาคม 24, 2017, 03:51:30 PM »


ขาย IDEO S93 ชั้น 7 ห้อง 0733 (34 ตรม.) ราคา VVIP T.089-891-1176

IDEO S93  ทําเลบนจุดเชื่อมต่อใจกลางเมืองบนสุขุมวิท ตอบสนองชีวิตทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบาย ที่ใกล้ BTS สถานีบางจาก หรือ Street Food เลื่องชื่อของย่านบางจาก   ที่นี่... จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ช่วยเติมสีสันให้บางจาก เพื่อปลุกทุกชีวิตเมือง ให้เคลื่อนไปอย่างไร้ขีดจํากัด สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233









แนวคิดโครงการ

THE INTERACTIVE CONDOMINIUM
ที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองที่ไม่หยุดนิ่งอย่างรอบด้าน IDEO New Series ออกแบบบนพื้นฐานแนวคิด ‘Lifestyle Construction’ ซึ่งคํานึงถึงการใช้งานจริง ที่ทุกตารางนิ้วตอบทุกความต้องการ พร้อมรีชาร์จพลังงานและแรงบันดาลใจให้คุณในทุกมิติ ทั้งด้านการทํางาน ใช้ชีวิต และพักผ่อนให้ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ

LIVE ENERGETIC
สู่การใช้ชีวิตเมืองมุมมองใหม่ที่ทุกรายละเอียดของการอยู่อาศัย เปี่ยมไปด้วยทัศนคติแห่งความมีพลัง ผสานความคิดสร้างสรรค์จากผลงาน Street Art ที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจแห่งการเคลื่อนไหว และความมีชีวิตชีวาจากแคมเปญ IDEO x Rukkit* *“Rukkit” (รักกิจ ควรหาเวช) ศิลปิน Street Art / Graphic Designer ระดับแนวหน้าของเมืองไทย

WORK ENERGETIC
ประจุพลังงานของคุณให้พร้อมกวา เพื่อการทํางานและการใช้ชีวิต ด้วยองค์ประกอบของโครงการที่ทุกพื้นที่เปรียบเสมือน Life Power Bank

PLAY ENERGETIC
พื้นที่ออกกําลังกายผสมผสานพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งโครงการ ให้คุณแสดงตัวตนแห่งความมีพลังของชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233









EASY ACCESSIBILITY & CONNECTION POINT
เพียง 15 เมตร* จาก BTS สถานีบางจาก
ติดถนนสุขุมวิทสองทิศทาง ขาเข้าไปเอกมัย-อโศก-เพลินจิต และขาออกไปบางนา 
พร้อมเชื่อมต่อ ถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) และถนนศรีนครินทร์

ใกล้ทางขึ้นลงทางด่วนสุขุมวิท 62 เพียง 1 กิโลเมตร สู่ 2 ทางด่วนยกระดับ เฉลิมมหานคร 
และรามอินทรา-อาจณรงค์ 

2 สถานี สู่ Monorail Line** ที่เชื่อมตรงกับสนามบินสุวรรณภูมิ 

*วัดระยะจากขอบเขตที่ดินที่ตั้งบันไดทางขึ้นสถานีรถไฟฟา BTS สถานีบางจาก จนถึงขอบเขตที่ดินโครงการที่ใกล้ที่สุด
**เป็นโครงการรถไฟฟ้าสายอนาคต คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (กําหนดการ)
**อ้างอิงจาก การรถไฟฟาขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233











สระว่ายน้ำ 2 สระ ขนาด 25 และ 45 เมตร
PlayScape Area ขนาดกว่า 1.5 ไร่ พื้นที่สามารถปรับเปลี่ยน ให้สามารถใช้ได้หลายฟังก์ชั่น เช่น เป็น สนามบาสเกตบอล , วอลเลย์บอล , แบตมินตัน, Trail Running
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233













สถานที่สำคัญใกล้เคียง
   
Tesco Lotus อ่อนนุช 850 ม.
Big C อ่อนนุช 1.5 กม.
ตลาดอุดมสุข 2.5 กม.
Bangkok Mall 3 กม.
ตลาดบางนา 3.2 กม.
ไบเทคบางนา 4.5 กม.
Central Plaza บางนา 6 กม.
Big C บางนา 6.1 กม.
SB Design Square 7 กม.
เมกะบางนา 11.3 กม.
Makro สมุทรปราการ 9.1 กม.
Big C ศิครินทร์ 9.4 กม.
ตลาดสดลาซาล 6.2 กม.
Gateway เอกมัย 4.8 กม.
เมเจอร์เอกมัย 3.5 กม.
Big C เอกมัย 4.1 กม.
วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ 280 ม.
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 3.8 กม.
วิทยาลัยเซาท์อีสต์บางกอก 4.9 กม.
โรงเรียนลาซาล 6.9 กม.
โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา 7 กม.
โรงเรียนเซนต์โยเซฟบางนา 7.9 กม.
โรงเรียนนานาชาติ St.Andrews 6 กม.
ร.พ.ไทยนครินทร์ 6.5 กม.
ร.พ.ศิครินทร์ 8.9 กม.
ไปรษณีย์พระโขนง 2.3 กม.
ท่าเรือกรุงเทพ 6.1 กม.
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233


8


คุณสันทัด ณัฎฐากุล ( ที่ 1 จากซ้าย ) ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานควบคุมการผลิต บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และทีมผู้บริหาร พร้อมด้วย คุณสมบูรณ์ วีรปกรณ์ ( ที่ 1 จากขวา ) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสท์คอน จำกัด และ คุณนคร แสนยาสิริ ( ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีม คอนสตรัคชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด เข้าตรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 22 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมจำนวนยูนิตสำหรับพักอาศัย 884 ยูนิต ออกแบบในสไตล์ Futuristic โดยคำนึงถึงฟังก์ชั่นของอาคารที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี เชื่อมต่อทุกการเดินทางเพียง 100 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีท่าพระ และ 5 สถานีสู่หัวลำโพง 7 สถานีสู่สีลม และ 9 สถานีสู่สยาม ภายในโครงการครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสาธารณูปโภคมากมาย อาทิ ล็อบบี้ขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า ห้องฟิตเนส Sky Lounge ฯลฯ ซึ่งในขณะนี้การก่อสร้างมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในเดือนธันวาคม 60 นี้
 


        ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 22 ชั้น จำนวน 844 ยูนิต  เชื่อมต่อชีวิตคุณสู่ชีวิตเมืองได้อย่างสะดวก บนทำเลเหนือระดับ เพียง 100 เมตร จาก MRT สถานีท่าพระ ใกล้จุดเชื่อม Interchange ให้คุณสัมผัสชีวิตครบทุกมิติชีวิตคนเมือง 5 สถานีสู่หัวลำโพง 7 สถานีสู่สีลม และ 9 สถานีสู่สยาม เชื่อมต่อทุกเส้นทางไปยังเพชรเกษม-บางแค และบางซื่อ หรือเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกรวดเร็ว  ทำเลแห่งศูนย์กลางการเดินทางแห่งใหม่ย่านฝั่งธนบุรีที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมสู่มหานคร รายล้อมด้วย Facility มากมาย ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และสถานพยาบาล สะท้อนการอยู่อาศัยแห่งอนาคตกับ Lobby ที่ผสานธรรมชาติสู่การออกแบบสไตล์ Futuristic โดยคำนึงถึง Function ของอาคารที่สอดรับกับ Lifestyle ของผู้อาศัยให้คุณรู้สึกราวกับการพักผ่อนตั้งแต่ก้าวแรก  พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของการพักผ่อน ครั้งแรกและที่เดียวที่ผสานสวนลอยฟ้า (Forest Cloud) เข้ากับ White Cloud Pool ที่ออกแบบโดยสะท้อนกับเงาท้องฟ้าในเวลากลางวัน และ Scenic bridge ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ  รายล้อมด้วยทัศนียภาพแบบ Panorama ให้คุณดื่มด่ำวิวสุดสายตาของพระอาทิตย์ตกดิน  ในราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท
9

การตกแต่งบ้าน นอกจากความสวยงามอย่างลงตัวตามสไตล์ต่างๆ แล้ว การเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับบ้านด้วยต้นไม้ประดับก็มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับใครที่ชอบความเป็นธรรมชาติ และกำลังมองหาต้นไม้สวยๆ มาปลูกประดับในบ้านอยู่ล่ะก็ วันนี้เรามี ต้นไม้ 5 ชนิดที่นิยมนำมาตกแต่งภายในบ้าน ตามมุมหรือห้องต่างๆ มาแนะนำกันค่ะ

1.ต้นกระบองเพชร

ไม่จำเป็นต้องปลูกในทะเลทรายเสมอไปนะคะ ต้นกระบองเพชรเนี่ย เพราะสามารถนำมาปลูกประดับไว้ในห้องรับแขกของบ้านเราได้เหมือนกัน ซึ่งก็ให้ความสวยงามและเพิ่มความมีชีวิตชีวาได้ไม่น้อยเลยล่ะ แนะนำให้ประดับด้วยต้นกระบองเพชรขนาดต่างๆ นำมาวางเรียงตามลำดับไซส์จะยิ่งเพิ่มความสวยงามและความโดดเด่นได้อย่างดีทีเดียว




2.ว่านหางจระเข้

นึกไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ ว่าว่านหางจระเข้จะสามารถนำมาปลูกในบ้านได้ด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้บ้านดูสวยงามเป็นธรรมชาติขึ้นแล้ว ว่างหางจระเข้ยังมากไปด้วยประโยชน์ที่คุณสามารถหยิบจับมาใช้ได้ในทันทีเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิวบำรุงผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้ หรือจะเป็นการรักษาแผลพุพอง แผลฟกช้ำ ก็ช่วยได้ดีเลยล่ะ

3.พลูด่าง

พลูด่าง เป็นไม้เลื้อยที่เหมาะกับการประดับตกแต่งในห้องน้ำสุดๆ เพราะจะให้ความรู้สึกเหมือนได้อาบน้ำอยู่ท่ามกลางธรรมชาติกันเลย โดยการตกแต่งห้องน้ำด้วยพลูด่างนั้น ให้เลือกมุมใดมุมหนึ่งทำขอแขวนสักนิด เพื่อให้พลูด่างเลื้อยห้อยลงมาได้อย่างสวยงาม เท่านี้ก็โอเคแล้วล่ะ




4.ลิ้นมังกร

ลิ้นมังกร ชื่ออาจะไม่ค่อยคุ้นหูใครหลายๆ คนสักเท่าไหร่ แต่ก็เชื่อว่าเป็นต้นไม้นำโชคที่ปลูกไว้ในบ้านแล้วจะทำให้เกิดโชคลาภเหมือนกันนะแถมยังช่วยปกป้องอันตรายจากนอกบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยต้นลิ้นมังกรนั้นสามารถนำมาประดับตกแต่งคู่กับต้นไม้ชนิดไหนก็ได้ มุมไหนก็ดี และยังมีความต้องการแสงแดดและน้ำน้อยมาก จึงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลมากเลยล่ะ

5.กนกนารี

กนกนารี แค่ชื่อก็ไพเราะเพราะพริ้งแล้วใช่ไหมล่ะ โดยกนกนารีนั้นจะเป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็กไม่ใหญ่มากนัก จึงสามารถจัดวางตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังตู้หรือกลางโต๊ะรับแขก ซึ่งก็ให้ความรู้สึกสดชื่นและช่วยให้บ้านดูสวยงามมากทีเดียว ได้นำมาประดับในบ้าน รับรองแจ่มแน่นอน

บ้านสวยอย่างเป็นธรรมชาติ แค่เพิ่มไอเท็มเด็ดๆ อย่างต้นไม้หลากชนิดเข้าไป ก็จะทำให้บ้านดูสดชื่น มีชีวิตชีวาน่าอยู่มากขึ้นแล้ว อีกทั้งต้นไม้บางชนิดยังถือเป็นตต้นไม้นำโชคอีกด้วย

ที่มา : http://home.sanook.com/8407/
10
สาระความรู้ / จัดการกับความร้อนในคอนโดได้ภายใน 5 วิธี
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กรกฎาคม 24, 2017, 11:46:53 AM »

หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน (มว๊ากกกกกกกก) ทำให้ คอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่จะมีความร้อนสะสมอยู่ในห้อง หลายๆคนเลือกใช้วิธีการเปิดแอร์สู้ ซึ่งแน่นอนความเย็นของแอร์มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หลายๆคนจึงเลือกที่จะหนีปัญหาโดยการไปเดินห้างสรรพสินค้าสะเลย

เราเลยขอนำเสนอวิธีการจัดการกับความร้อนในคอนโดภายใน 5 วิธี ได้แก่




1. สีสว่างบ้านก็สบาย : หากเป็นห้องที่อยู่ในทิศที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์แบบเต็มๆ แล้ว การเลือกใช้สีโทนสว่าง สีอ่อน หรือสีพาสเทล ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสีโทนนี้จะไม่กักเก็บความร้อนเท่ากับสีโทนเข้ม และยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา สบายใจมากขึ้น




2. ฟิล์มกรองแสงช่วยท่านได้ : นอกจากจะเลือกระดับความเข้มของฟิล์มได้แล้ว ยังให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบายตา และราคาประหยัดสบายกระเป๋า ทั้งยังช่วยชะลอความซืดจางของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถออกแบบลวดลายของฟิล์มเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องของเรา




3. ติดผ้าม่านกันแสง (ผ้าม่าน Blackout) : ผ้าม่านเป็นสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งที่ทุกคอนโดขาดไม่ได้ แถมยังเป็นตัวช่วยที่สามารถป้องกันแสงแดดและความร้อนเข้ามาสู่ภายในห้อง โดยเฉพาะกับผ้าม่านแบบ Blackout ที่สามารถกันแสงได้ถึง99% โดยเนื้อผ้าของผ้าม่านชนิดนี้จะมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดและความร้อน จึงสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ควรเลือกผ้าม่านสีโทนอ่อน จะช่วยให้ห้องดูโปร่ง สบายมากขึ้น




4. หลอดประหยัดไฟช่วยประหยัดเงิน : หลอดไฟเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่หลายๆคนมองข้าม มีใครรู้บ้างว่าหลอดไส้ที่เราใช้ๆกันนั้น คายความร้อนถึง 100-400 °c ทำให้ “คอนโดเราร้อน” แบบไม่รู้ตัว แถมยังกินไฟและอายุการใช้งานสั้นอีกต่างหาก ใครที่ยังใช้หลอดไส้อยู่ลองเปลี่ยนมาใช้ “หลอดประหยัดไฟ”อย่างหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดLED แทน ที่นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังไม่ทำให้ห้องร้อนอีกด้วย




5. ปลูกต้นไม้ริมระเบียง : การปลูกต้นไม้เป็นความฝันของชาวคอนโดหลายๆ คน นอกจากต้นไม้จะดูสวยงาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายแล้ว ต้นไม้ยังช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นลง โดยต้นไม้ที่เลือกควรเป็นไม้กระถางที่สามารถดูแลและเคลื่อนย้ายได้ง่าย

ใครนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปลองใช้แล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะครับ

 

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : designpaperroom
ภาพ : pinterest

ที่มา : http://home.sanook.com/12457/
หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????