Condothai คอนโดไทย


???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
อนันดาฯ ผู้นำอสังหาฯ !! ประกาศจับมือ แกร็บ (Grab) รายแรก ยกระดับคุณภาพชีวิตเมืองยุคใหม่

ตอกย้ำแนวคิด UrbanTech อย่างเป็นรูปธรรม มอบสิทธิพิเศษเหนือใคร!! นำร่อง 20 โครงการ

       บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าและผู้นำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด ตอกย้ำแนวคิด UrbanTech ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของคนเมืองด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ล่าสุด ประกาศความยิ่งใหญ่ในวงการอสังหาฯไทยอีกครั้ง กับการเป็นรายแรก!! ที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พันธมิตรด้านการเดินทางที่จะมอบสิทธิพิเศษเหนือใครแก่ลูกบ้านของอนันดาฯ เตรียมนำร่องให้บริการลูกบ้านใน 20 โครงการ มั่นใจช่วยเพิ่มความสะดวก สบาย ปลอดภัยในทุกๆ การเดินทางเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

       นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อนันดาฯ ตระหนักและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเป็นอย่างดี จึงถือว่าเป็นความท้าทายที่จะมุ่งมั่นในการพัฒนา Urban Living Solutions ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของบริษัท  และสิ่งที่ทำให้การเดินทางนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงหรือเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ทั้งเพื่อตอกย้ำแนวคิด UrbanTech ยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในวันนี้และอนาคต ด้วยการสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยล่าสุด ประกาศความยิ่งใหญ่ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ได้แก่ แกร็บ (Grab)  ถือเป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่ง ที่อนันดาฯ สร้างสรรค์มาเพื่อมอบการบริการแก่ลูกค้าให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  โดยการมอบสิทธิพิเศษเหนือใครให้แก่ลูกบ้านของอนันดาฯ

      ความร่วมมือระหว่าง อนันดาฯ และ แกร็บ (Grab) ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ได้นำแพลตฟอร์มด้านการเดินทางมาให้บริการกับลูกบ้าน เพื่อมอบสิทธิพิเศษเหนือใคร เพิ่มความสะดวก สบาย ปลอดภัยในการเดินทาง  โดยการใช้บริการของ แกร็บ (Grab) ซึ่งลูกบ้านจะได้รับส่วนลดพิเศษโดยเริ่มต้นที่ 50 บาท สำหรับลูกค้าเดิม และ สำหรับลูกค้าที่เริ่มใช้งานเป็นครั้งแรกเริ่มต้นที่ 100 บาท โดยส่วนลดนี้สามารถใช้ได้กับลูกค้าที่จองบริการของ แกร็บ (Grab)  รับ-ส่ง ใน 20 โครงการของอนันดาฯ  นอกจากบริการด้านการเดินทางแล้วยังมีแผนเปิดตัวบริการอื่นๆ อาทิ Grab Food เป็นบริการจัดส่งอาหาร ช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออาหารได้อย่างง่ายดายจากร้านอาหารที่ชื่นชอบใกล้บ้าน บริการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญต่อการทำงานร่วมกันมากกว่าการมีส่วนร่วมทางการตลาด โดยได้แบ่งปันข้อมูลเพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ดีขึ้นในอนาคตสำหรับลูกค้าทั้งของอนันดาฯ และ แกร็บ

     ซึ่งจากสถิติที่น่าสนใจของ แกร็บ (Grab) ในภูมิภาคคือมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้แกร็บ (Grab) อยู่ที่ 360% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2013  โดยเฉลี่ยแล้วผู้โดยสารจะประหยัดเวลาในการเดินทางไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับบริการขนส่งสาธารณะทั่วไป และในส่วนของผู้ขับขี่ของ แกร็บ (Grab) ก็มีการเติบโตกว่า 340% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2013 เช่นกัน นอกจากนี้ อัตราอุบัติเหตุยังต่ำกว่าอัตราอุบัติเหตุเฉลี่ยของประเทศถึง 5 เท่า ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการใช้บริการของ แกร็บ (Grab)  จะปลอดภัยในทุกการเดินทางอย่างแน่นอน

       นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  จุดมุ่งหมายของแกร็บนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคือการ “ก้าวไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งบริการของเรา คือ การประหยัดเวลา ความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้โดยสาร  โดยเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนร่วมในการช่วยมอบความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านของอนันดาฯ  ซึ่ง อนันดาฯ ถือว่าเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าและผู้นำนวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุด และเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนกันของทั้งสองฝ่ายจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือในครั้งนี้  ซึ่งนอกจากจะมอบสิทธิพิเศษทางการเดินทางให้กับลูกบ้านของอนันดาฯ แล้ว ยังให้การบริการในทุกประเภทของ แกร็บ (Grab) ด้วยเช่นกัน อาทิ  แกร็บคาร์, แกร็บคาร์พลัส, แกร็บไบค์ (เดลิเวอร์รี่), แกร็บไบค์ (วิน), แกร็บเอ็กซ์เพรส, แกร็บ ฟอร์ บิสสิเนส,  จัสท์แกร็บ และ แกร็บเพย์ รวมถึงแกร็บรีวอร์ดส เป็นต้น

 “อนันดาฯ ในฐานะผู้นำวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเลือกสรร Innovation และ Technology ใหม่ๆ เข้ามาผสานในทุกองค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล  และยกระดับการใช้ชีวิตของคนเมืองให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป”  นายชานนท์ กล่าว


2

ทีซีซี แอสเซ็ท ลุย “เดอะปาร์ค” มิกซ์ยูสมูลค่า 2 หมื่นล้าน ดันย่านศูนย์สิริกิติ์ ฮับ “ประชุม-แสดงสินค้า“ ใหญ่สุดใจกลางกรุงเทพฯ เฟสแรก ”สำนักงาน-ร้านค้า” ดีเดย์ ปี 62

นายปณต สิริวัฒนภักดี กรรมการ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เดินหน้าก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบมิกซ์ยูส เดอะ ปาร์ค (The PARQ) มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท บนที่ดิน 24 ไร่ ตั้งอยู่หัวมุมถนนพระราม 4 ตัดถนนรัชดาภิเษก ต่อเนื่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอาคารสำนักงาน เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพของย่านนี้ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจจัดประชุม การท่องเที่ยว การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ หรือไมซ์ (MICE) ใหญ่สุดใจกลางกรุงเทพฯ

เดอะ ปาร์ค ตั้งอยู่บนที่ดินเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นระยะเวลา 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี ดำเนินการพัฒนาโดย ทีซีซี แอสเซ็ท บริหาร โดย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้แบรนด์ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาฯ ระดับนานาชาติของ บริษัท เฟรเซอร์ส เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด ผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก

มิกซ์ยูส เดอะ ปาร์ค มีพื้นที่อาคารรวม 3.2 แสนตร.ม. ประกอบด้วย สำนักงานระดับพรีเมียม ร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรม มีการออกแบบอาคารสำนักงานโดดเด่นด้วยขนาดพื้นที่ต่อชั้น (Floor Plate) ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ และปราศจากเสาภายในพื้นที่ เพิ่มศักยภาพการใช้สอยพื้นที่ภายใน มีทางเดินเชื่อมตรงเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน เอ็มอาร์ที สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้จัดสรรพื้นที่กว่า 7,000 ตร.ม.เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งกระจายทั่วโครงการ

“การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะส่งต่อความสามารถในการทำงาน เราจึงสร้างสถานที่ทำงานที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีให้กับพนักงาน”

นางสาวซู หลิน ซูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ เดอะ ปาร์ค กล่าวว่า  อาคารสำนักงาน จะรองรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการรวมการบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจทั้งหมดไว้บนชั้นเดียวกัน เพื่อให้การสื่อสารภายในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
โครงการ เดอะ ปาร์ค จะผนึกกำลังกับโครงการต่างๆ ของกลุ่มทีซีซี ในพื้นที่โดยรอบ ทั้ง อาคารสำนักงาน เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อทำให้เกิดเป็นย่านธุรกิจที่มีชีวิตชีวา และเป็นศูนย์กลางไมซ์่ใหญ่สุดใจกลางกรุงเทพฯ

เฟสแรกของ  เดอะ ปาร์ค มีพื้นที่ให้เช่า 7.1 หมื่นตร.ม. มียูนิตตั้งแต่ 2,400-5,100 ตร.ม. พร้อมด้วยร้านค้าปลีกพรีเมียม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์อาหาร พื้นที่่ 1.1 หมื่นตร.ม. คอนเซปต์ “Eat Well and Shop Well”  เปิดบริการปลายปี 2562 เฟสสองอยู่ระหว่างวางแผนเป็นพื้นที่สำนักงานระดับพรีเมียมเพิ่มเติม โรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ รองรับกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มที่เดินทางมาประชุมและสัมมนาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยทั้งโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ปี 2566
3
ข่าวสาร / MQDC บูมบางนาปั้นมิกซ์ยูสไลฟ์สไตล์
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 09:29:52 AM »

แมกโนเลียฯผนึกพันธมิตรระดับโลกปั้นโครงการมิกซ์ยูสไลฟ์สไตล์ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” มูลค่าโครงการกว่า 9 หมื่นล้านบาท บนที่ดิน 30 ไร่ย่านบางนา-ตราด

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัทในกลุ่มบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) เปิดเผยว่า ปัจจุบันควาเจริญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีนับว่ามีบทบาทความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเชื่อมโยงชีวิตและไลฟ์สไตล์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน บริษัทจึงมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดช่องว่างและสร้างความสุขอย่างยั่งยืน ด้วยการออกแบบโครงการและการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกร่วมสร้างสรรค์โครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” (THE FORESTIAS) โปรเจ็กต์แฟลกชิพครั้งแรกของโลก มูลค่าไม่ตํ่ากว่า 90,000 ล้านบาท นำเสนอโมเดลการใช้ชีวิตเข้ากับระบบนิเวศที่สมดุลเพื่อความสุขที่ยั่งยืน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Imagine Happiness” บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 7 
โดยเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างปี 2561 และจะแล้วเสร็จภายในปี 2565

ด้านนายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นอสังหาริมทรัพย์แบบ MixedUse Lifestyle เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สร้างสรรค์ประสบการณ์การอยู่อาศัยภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข ได้แก่Foster + Partners โดยที่ปรึกษาการออกแบบวางผังและงานสถาปัตยกรรม EEC Engineering Network ร่วมวิจัยและพัฒนางานระบบอาคาร Atelier Ten ร่วมทำวิจัย ศึกษาและวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงระบบนิเวศให้มีความสมดุลและยั่งยืน โดยการใช้นวัตกรรมต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ตรวจสอบและควบคุมการออกแบบและการก่อสร้างเพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการชั้นนำของโลก ITEC Entertainment จะเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์และสันทนาการที่จะเกิดขึ้นภายในโครงการ และ Six Senses ร่วมบริหารและให้บริการด้านการบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัย (Hospitality and Residential) ที่ยึดหลักการอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน
4
ข่าวสาร / พฤกษา แชมป์บ้านจัดสรร ครึ่งแรกปี 60 เปิด 23 โครงการ
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 09:25:56 AM »

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ สำรวจโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,126 โครงการ ณ ช่วงครึ่งแรกปี 2560 มีหน่วยในผังของทุกโครงการรวมกันประมาณ 208,237 หน่วย มีหน่วยเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาดประมาณ 78,219 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 328,477 ล้านบาท

หน่วยในผังโครงการทั้งหมด แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 49% บ้านเดี่ยว 34% บ้านแฝด 12% และที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า หากแยกตามระดับราคา ส่วนใหญ่ 33% อยู่ในช่วงราคา 3.01-5.0 ล้านบาท รองลงมา 26% อยู่ในช่วงราคา 2.01-3.0 ล้านบาท 24% อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท และ 17% อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท


โครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด 1,126 โครงการ แบ่งออกเป็นโครงการในกรุงเทพฯ มากที่สุด 374 โครงการ มีหน่วยในผัง 66,221 หน่วย มูลค่าโครงการ 384,258 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 18,286 หน่วย รองลงมาเป็นโครงการในจังหวัดนนทบุรี 255 โครงการ มีหน่วยในผัง 41,405 หน่วย มูลค่าโครงการ 175,517 ล้านบาท เหลือขาย 17,703 หน่วย เป็นโครงการในจังหวัดปทุมธานี 185 โครงการ มีหน่วยในผัง 40,960 หน่วย มูลค่าโครงการ 137,385 ล้านบาท เหลือขาย 17,215 หน่วย

เป็นโครงการในจังหวัดสมุทรปราการ 164 โครงการ มีหน่วยในผัง 36,068 หน่วย มูลค่าโครงการ 126,152 ล้านบาท เหลือขาย 14,846 หน่วย เป็นโครงการในจังหวัดสมุทรสาคร 79 โครงการ มีหน่วยในผัง 16,090 หน่วย มูลค่าโครงการ 50,606 ล้านบาท เหลือขาย 6,711 หน่วย และเป็นโครงการในจังหวัดนครปฐม 69 โครงการ มีหน่วยในผัง 7,493 หน่วย มูลค่าโครงการ 28,571 ล้านบาท เหลือขาย 3,458 หน่วย

ในช่วงครึ่งแรกปี 2560 บ้านจัดสรรประเภททาวน์เฮาส์ มีหน่วยขายได้ใหม่ 11,368 หน่วย มีอัตราดูดซับ 3.6% ต่อเดือน โดยบ้านเดี่ยวมีหน่วยขายได้ใหม่ 5,554 หน่วย อัตราดูดซับ 3% ต่อเดือน และบ้านแฝด มีหน่วยขายได้ใหม่ 2,690 หน่วย อัตราดูดซับ 4.1% ต่อเดือน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนทุกประเภท
5

“ไพรินทร์” สปีดโมเดล ปตท. จุดพลุเมกะโปรเจ็กต์สมาร์ทซิตี้ 10 จังหวัด ลงทุน 10 ปี กว่า 3.6 แสนล้าน เกาะแนวรถไฟทางคู่ ไฮสปีดเทรน อีอีซี นำร่อง “พหลโยธิน-เชียงรากน้อย” สร้างเมืองใหม่ที่อยู่อาศัยชั้นดี เล็งปั้นแหลมฉบังเมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับอีอีซี

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พร้อมจะช่วยผลักดันนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าโครงการ ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ เหมือนที่ประเทศอื่น ๆ ใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาประเทศมาแล้ว

ลุยเมืองอัจฉริยะเทียบ ตปท.

“ปัจจุบันนี้เกือบทุกประเทศ ไม่ว่ามาเลเซียก็มีสมาร์ทซิตี้ รัฐพยายามยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยสร้างเมืองตัวอย่างที่มีความก้าวหน้า ซึ่งสมาร์ทซิตี้มีหลายมิติ ทั้งประหยัดพลังงาน ไอที ระบบคมนาคมขนส่ง ที่อยู่อาศัย ต้องเลือกจะสร้างสมาร์ทซิตี้รูปแบบไหน”

ในอดีต บมจ.ปตท. เคยเสนอผลศึกษาโครงการสมาร์ทซิตี้ต่อกระทรวงคมนาคมสมัย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่ามีแนวคิดจะพัฒนาและเสนอเมืองจะนำร่องอยู่หลายแห่ง เพื่อเป็นโมเดลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปเป็นต้นแบบพัฒนา

“ตอนนั้น ปตท.ศึกษาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี 10 หัวเมือง มีเงื่อนไขว่าการพัฒนาจะต้องอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟ มีระบบท่อก๊าซพลังงานเข้าถึงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายไพรินทร์กล่าวและว่า

นำร่องย่านพหล-เชียงรากน้อยโดยพื้นที่ส่วนกลางเสนอย่านพหลโยธินและเชียงรากน้อย ที่เหลืออยู่ในหัวเมืองหลัก เช่น ขอนแก่น แต่ละพื้นที่จะมีจุดเด่นต่างกันไป เช่น เชียงรากน้อยเสนอเป็น Best Town หรือที่อยู่อาศัยชั้นดีที่คนเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ แบบเช้าไปเย็นกลับได้

ส่วนพหลโยธินจะเป็นศูนย์กลางของระบบคมนาคมขนส่งเพราะมีสถานีกลางบางซื่อที่มีความสำคัญเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระบบรางและถนน หากพัฒนาย่านบางซื่อ-พหลโยธินเป็นพื้นที่เดียวกัน เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมสมัยใหม่ จะทำให้ประสิทธิภาพการคมนาคมในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นมหาศาล เหมือนต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น

“โอกาสกำลังจะเกิดขึ้นที่สถานีบางซื่อถ้าได้รับการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางใหม่ของระบบคมนาคมของประเทศได้ไม่ยาก ที่ผ่านมามีต่างชาติให้ความสนใจในพื้นที่ หลังมาดูพื้นที่จริงและเห็นศักยภาพ”

เปิดผลศึกษาสมาร์ทซิตี้ ปตท.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ปตท.เสนอผลศึกษาและแผนการลงทุนโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่สัมพันธ์กับระบบคมนาคมทางราง พลังงานและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่รอบสถานีรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงใน 10 จังหวัดให้คณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)พิจารณา เพื่อขอใช้พื้นที่รถไฟ ขณะนั้นบอร์ด ร.ฟ.ท.ได้พิจารณาและมองว่าสอดคล้องกับแนวคิดของ ร.ฟ.ท.จะหารายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบสถานีรถไฟเป็นรายได้เสริม

โดย 10 พื้นที่ที่ ปตท.เสนอจะอยู่ในแนวรถไฟ และพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนที่มีศักยภาพ ใช้เวลาพัฒนา 10 -15 ปี ใช้เงินลงทุน 362,843 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน คมนาคมขนส่ง และระบบสารสนเทศประกอบด้วย 1.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสถานีรถไฟของสายสีแดง (รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์) และรถไฟความเร็วสูง พัฒนาเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจร ประกอบด้วยย่านธุรกิจ การค้า บริการที่ทันสมัยและที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี เช่น การสื่อสารระบบไร้สาย เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้แผงโซลาร์เซลล์รองรับผู้ที่ทำงานในบริเวณพื้นที่และผู้ที่ทำงานในกรุงเทพฯและนิคมอุตสาหกรรม จ.ปทุมธานี และอยุธยา

2.พหลโยธิน เป็นพื้นที่ชุมทางของรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง จะพัฒนาพื้นที่พหลโยธินเป็นเมืองใหม่รอบสถานีรถไฟ มีการออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงานต่อยอดกับโครงการเอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ของ ปตท.ในปัจจุบัน

อีกทั้งพัฒนาพื้นที่ติดสถานีกลางบางซื่อเป็นย่านธุรกิจการค้าและบริการ มีระบบบีอาร์ทีรองรับการเดินทางภายในพื้นที่โครงการ และพัฒนาพื้นที่ใหม่มีทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำนักงานและที่อยู่อาศัย

ปั้นแหลมฉบังรับอีอีซี

3.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ในเขตโครงการแหลมฉบังเมืองใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ต่อเนื่องกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือและย่านที่อยู่อาศัย จะพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยของแรงงานนานาชาติที่น่าอยู่ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะรองรับการเดินทาง มีจุดจอดรถโดยรอบสถานี และมีการพัฒนาพานิชยกรรม ศูนย์ชุมชน

4.ภูเก็ต เน้นพัฒนาเป็นย่านวิจัยและพัฒนารองรับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมหลักและย่านธุรกิจการเงินที่สำคัญทางฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย 5.เชียงใหม่ สถานีปลายทางรถไฟความเร็วสูงและทางคู่ จะพัฒนาเป็นย่านพาณิชย์และสำนักงานรองรับการท่องเที่ยว ย่านวิจัยและพัฒนารองรับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมดิจิทัลและย่านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ

6.เด่นชัย พัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟเด่นชัยด้านทิศใต้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจร รองรับการเดินทางและการท่องเที่ยว มีอาคารพาณิชย์ สำนักงาน โรงแรม ส่วนด้านเหนือจะพัฒนาเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรภายในชุมชนเมืองเด่นชัย ต่อเนื่องกับการปรับปรุงฟื้นฟูย่านพาณิชยกรรมและชุมชนเดิม และพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยชานเมือง รองรับจำนวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

7.หนองคาย การพัฒนาจะรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษและการค้าชายแดน โดยพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟหนองคายจะพัฒนาเป็นพาณิชยกรรม สำนักงาน พร้อมขยายพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบ ส่วนบริเวณสถานีนาทาจะเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าระบบตู้คอนเทรนเนอร์(CY) จากจีนและลาวเพื่อกระจายสินค้านำเข้าและส่งออก

ขอนแก่นฮับอีสาน

8.ขอนแก่น จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียนและเมืองศูนย์กลางภาคอีสาน จะขยายพื้นที่พาณิชยกรรมของเมืองให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะรอบสถานีรถไฟขอนแก่นถึงถนนมิตรภาพ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายระบบสัญจรและขยายที่อยู่อาศัยออกไปจนถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีบึงแก่นนครเป็นพื้นที่สีเขียวและนันทนาการหลัก

9.แก่งคอย จะเป็นย่านโลจิสติกส์ มีสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) มีพัฒนาพาณิชยกรรมและย่านที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟแก่งคอยและพื้นที่เมืองเดิม รวมถึงพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้เชื่อมกับ ICD บริเวณติดถนนมิตรภาพ และเพิ่มแนวถนนสายรองให้เชื่อมต่อกับย่านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ พื้นที่ ICD เพราะเป็นแหล่งงานที่สำคัญ

และ 10.คลองหลวง พัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯโดยรถไฟ ภายในพื้นที่มีพัฒนาโครงข่ายรถไฟเชื่อมพื้นที่อยู่อาศัยไปยังสถานีเชียงรากและย่านพาณิชยกรรม สถานศึกษา ที่อยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากผลประเมินทั้ง 10 จังหวัด พบว่า 10 ปีแรก เมืองที่มีศักยภาพจะนำร่อง คือ พหลโยธิน เพราะเหมาะสมทุกด้าน ไม่ว่าเศรษฐกิจ ชุมชน สิ่งแวดล้อม การคมนาคม พลังงาน และการบริหารจัดการ จากนั้นเป็นที่เชียงรากน้อย แหลมฉบังและภูเก็ต ส่วนคลองหลวง เชียงใหม่ เด่นชัย ขอนแก่น หนองคายและแก่งคอย จะเป็นช่วง 5-15 ปี
6

ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดกิจกรรมสุด EXCLUSIVE สำหรับสมาชิก INSPIRE HUB

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า จัดกิจกรรมสุด Exclusive สำหรับสมาชิก Inspire Hub (แบรนด์ CRM) เปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมสัมผัสบรรยากาศ All Inspire Lounge at Paragon Cineplex เพื่อลูกค้าคนพิเศษกับงาน Movie Inspired ครั้งที่ 1 ด้วยการชวนลูกค้าออลล์ อินสไปร์ฯ มามันส์ไปกับภาพยนตร์เรื่อง JUSTICE LEAGUE ที่ PARAGON CINEPLEX ชั้น 5 สยามพารากอน ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมายที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้าคนพิเศษ ให้คุณใช้ชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจไปกับ All Inspire ซึ่งได้รับการตอบรับจากสมาชิก Inspire Hub เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
7


ไฟแนนเชียล ไทมส์ เห็นต่างไม่เชื่อว่าสมาร์ท ซิตี้ เป็นความต้องการที่จริงแท้ของมนุษย์ แม้หลายฝ่ายเชื่อว่ามันจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมาก็ตาม

เว็บไซต์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ "สมาร์ทซิตี้ อาจไม่ใช่ไอเดียที่ฉลาดนัก" (Smart cities might not be such a bright idea) ซึ่งเสนอว่า แม้ในปัจจุบันแนวคิดเรื่อง 'สมาร์ทซิตี้้' หรือ 'เมืองอัจฉริยะ' ที่เน้นการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ระบบคมนาคมขนส่ง การรับส่งข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงเมืองแห่งรถยนต์ไร้คนขับ กำลังกลายเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายประเทศ

โดยไฟแนนเชียล ไทมส์ วิเคราะห์ว่า 'สมาร์ทซิตี้้' อาจไม่ใช่โมเดลการพัฒนาเมืองที่ดีนัก เพราะแนวคิดนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับ 'คนจน' หรือแม้แต่ 'ความเป็นชุมชน' สักเท่าไรนัก

อ่านเพิ่มเติม: บิล เกตส์ ทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์ เนรมิตเมืองอัจฉริยะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากแนวคิดสมาร์ทซิตี้ คือ กลุ่มประชากรที่หลากหลายฐานะที่อาศัยอยู่ในเมืองปัจจุบัน บ้านพักสวัสดิการของรัฐหรือบ้านพักเอื้ออาทร หรือแม้แต่อาหารข้างทาง นั่นเป็นเพราะแนวคิดเบื้องหลังสมาร์ทซิตี้้ คือ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการเชื่อมต่อมาช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น

ยกตัวอย่างเช่น การปรับเส้นเลนสำหรับรถยนต์ก็สามารถทำได้ทันที เมื่อปริมาณรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้น หรือการมีไฟจราจรอัจฉริยะที่สามารถปิดการทำงานได้โดยอัตโนมัติ หากขณะนั้นไม่มีรถยนต์บนท้องถนน ในแง่นี้ กลุ่มคนจน ขอทาน สัตว์เร่ร่อน หรือแม้แต่อาหารข้างทางจึงถูกมองว่าเป็นส่วนเกินและอุปสรรคสำหรับสมาร์ทซิตี้้

ทั้งนี้มีการยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียที่วางแผนสร้างสมาร์ทซิตี้้กว่า 100 แห่งภายในปี 2020 เพราะแม้ปัจจุบันอัตราการขยายตัวของประชากรในอินเดียจะสูงมาก จนรัฐบาลอินเดียวางแผนสร้างสมาร์ทซิตี้้เพื่อรองรับต่อการขยายตัวเหล่านี้ แต่ไฟแนนเชียล ไทมส์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลอินเดียจะสร้างสมาร์ทซิตี้้ขึ้นจริง ก็อาจไม่สามารถดึงดูดประชากรจากเขตชนบทที่มีรายได้และการศึกษาไม่มาก อย่างชาวประมงหรือเกษตรกรได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ดังตัวอย่างที่ชาวอินเดียเห็นจนชินตา คือ ตามถนนสายต่างๆ ทั้งในเมืองและเขตชนบทมักจะมีฝูงวัวออกมาเดินเป็นประจำ แต่แนวคิดในการสร้างสมาร์ทซิตี้้กลับไม่มีพื้นที่สำหรับฝูงวัว หรือแม้แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์จึงเสนอว่า สิ่งสำคัญที่นักวางผังเมืองต้องตระหนักถึง อาจไม่ใช่แนวคิดเรื่องของการเชื่อมต่อ ระบบเทคโนโลยี การส่งข้อมูลที่รวดเร็วและทันสมัย หากแต่ต้องสำรวจว่า ความต้องการที่แท้จริงของผู้คนคืออะไร แล้วออกแบบเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ซึ่งนักวางผังเมืองต้องสนใจศึกษารูปแบบเมืองและชุมชนเก่า อันประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายที่ค่อยๆ ขยายตัวตามธรรมชาติอย่างกรุงลอนดอนของอังกฤษ หรือกรุงนิวเดลีของอินเดีย ที่นอกจากจะเป็นเมืองที่คนจนและคนรวยสามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว มันยังเต็มไปด้วยเครือข่ายของความเป็นชุมชน ศูนย์กลางกิจกรรมต่างๆ และวิถีชีวิตของผู้คนที่เชื่อมต่อถึงกันและกันอีกด้วย
8
ข่าวสาร / ทหาร-ธุรกิจรื้อภาษีที่ดิน ยื้อแปรญัตติแก้ทุกหมวด
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 12, 2017, 10:11:23 AM »

ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่อยื้อยาวหลังขยายเวลาพิจารณาซ้ำ 4 รอบยังไม่แล้วเสร็จเผยโดนทึ้งยกฉบับ กรรมาธิการวิสามัญ-สมาชิกสนช.ขอแก้ยิบ 51 มาตรา ใส่เพิ่มใหม่ 4 มาตรา ไล่ตั้งแต่คำนิยาม ยันปมอัตราภาษี-ที่ดินรกร้างว่างเปล่า-บ้านหลังแรก “สภาหอการค้า-โรงเรียนเอกชน-นิคมอุตสาหกรรม-สนามกอล์ฟ-สวนสนุก” แจมยื่นข้อเสนอขอรื้อเพิ่ม

แม้รัฐบาลยังยืนยันจะประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วงต้นปี 2562 และขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …. อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบวงกว้าง โดยเฉพาะกับเจ้าของหรือผู้ถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินรายใหญ่ อย่างกลุ่มทุน ตระกูลดัง ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จนถึงประชาชนทั่วไป กระแสคัดค้านต่อต้านกฎหมายภาษีที่ดินฯจึงมีออกมาต่อเนื่อง

ยำใหญ่ 24 มาตรา ยื้อ 240 วัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลัง สนช.นำร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ บรรจุเข้าวาระการประชุมตั้งแต่ 31 มี.ค. 2560 จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเมื่อ 4 เม.ย. 2560 ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการได้ขอขยายเวลาพิจารณา 4 ครั้ง ครั้งละ 60 วัน จะครบกำหนดวันที่ 24 ม.ค. 2561 ล่าสุดปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวครบทุกมาตราแล้ว และมีการแก้ไขเป็นรายมาตรารวม 24 มาตรา รวมทั้งบัญชีอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

7 ประเด็น ขยายเวลา 3 ครั้ง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น 1 คณะ เพื่อศึกษารวบรวมผลกระทบจากการกำหนดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถึงขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการขอขยายเวลาศึกษาออกไป 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดมีการขยายเวลาศึกษาออกไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

ขณะเดียวกัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกยกแขวนรอการพิจารณารวม 7 ประเด็น อาทิ เรื่องการยกเว้นภาษี และบรรเทาภาระภาษี ซึ่งจะพิจารณาว่า การยกเว้นภาษีนั้นควรจะไม่จัดเก็บภาษีกับบางกิจการหรือไม่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ

มีกิจการใดบ้างควรได้รับการบรรเทาภาษี และต้องกำหนดไว้ในตัวบทกฎหมายหรือไม่ การกำหนดให้ที่ดินบางประเภทแม้เป็นที่ดินถูกทิ้งร้าง แต่ไม่จัดเก็บในอัตราเดียวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทิ้งร้างจะกำหนดไว้อย่างไร

พิจารณาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีกรณีที่อยู่อาศัยเป็นที่เช่าระยะยาว ผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจ การเก็บข้อมูลตัวอย่างเพิ่มเติมกรณีที่ดินสนามกอล์ฟ เป็นต้น

รื้อสาระสำคัญยกกระบิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแก้ไขรายมาตรา 24 มาตรา ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 2 ร่างเดิมกำหนดให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป มาตรา 8 บทบัญญัติเกี่ยวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับยกเว้นไม่ให้จัดเก็บภาษี

มาตรา 34 อัตราภาษีที่จะจัดเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภท เช่น 1.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม จัดเก็บภาษีไม่เกิน 0.2% ของฐานภาษี 2.ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี 3.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น หรือใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี 4.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี

ถกไม่จบเว้นภาษีบ้านหลังแรก

มาตรา 37 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ฯลฯ ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกิน 50 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่ง บ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ถูกจัดเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะคงมูลค่าบ้านหลังแรกไว้ที่ 50 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย หรือปรับลดลงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาทและมีการปรับแก้ไขในส่วนของการค้างชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระภาษี การประเมินภาษี การคัดค้าน การอุทธรณ์การประเมินภาษี บทกำหนดโทษเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือบุคคลอื่นที่ขัดขวางการสำรวจประเมินภาษีของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือไม่แสดงเอกสารหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้นำมาแสดงเพื่อตรวจสอบ แจ้งข้อความ นำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เป็นต้น

ทหาร-ธุรกิจแปรญัตติ 27 มาตรา

นอกจากนี้ มีสมาชิก สนช. 14 คน เสนอขอแปรญัตติแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 27 มาตรา ในจำนวนนี้มีทั้งสมาชิก สนช.สายทหาร สายธุรกิจ สายนักวิชาการ ได้แก่ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ศ.คลินิกนิเวศน์ นันทจิต พล.อ.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน พล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร นายสุพันธุ์ มลคลสุธี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายธานี อ่อนละเอียด นายวรพล โสคติยานุรักษ์ นายเจน นำชัยศิริ นายสมชาย แสวงการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่สมาชิก สนช.แปรญัตติขอแก้ไข เริ่มตั้งแต่ มาตรา 5 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยคำนิยามต่าง ๆ เช่น ความหมายคำว่า “ภาษี” “ผู้เสียภาษี” “ที่ดิน” “สิ่งปลูกสร้าง” “ห้องชุด” เป็นต้น นอกนั้นมี อาทิ มาตรา 7 ซึ่งร่างกฎหมายเดิมกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในเขต อปท.นั้น ๆ และให้ภาษีที่จัดเก็บได้เป็นรายได้ของ อปท.แต่ละแห่ง ๆ มาตรา 8 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับยกเว้นภาษี มาตรา 15 องค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรา 20 องค์ประกอบคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจังหวัด

ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าถูกสกัด

มาตรา 32 แก้บทบัญญัติเกี่ยวกับฐานภาษี ที่ใช้ในการคำนวณภาษี ร่างเดิมกำหนดให้การคำนวณมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นไปดังนี้ 1.ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ 2.สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง 3.ห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด มาตรา 34 บทบัญญัติว่าด้วยอัตราภาษี มาตรา 37 กรณียกเว้นจัดเก็นภาษีสำหรับบ้านหลังแรก

มาตรา 39 ซึ่งร่างเดิมกำหนดให้ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษี เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีในปีที่ 4 เพิ่มขึ้นจากอัตราจัดเก็บ ตามมาตรา 34 (อัตราจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างไม่เกิน 2% ของฐานภาษี) ในอัตรา 0.5% และหากยังทิ้งว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์อีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษีอีก 0.5% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 5%

ส่วนการแก้ไขประเด็นอื่น ๆ เช่น เรื่องการแจ้งการประเมินภาษี การให้บุคคลอื่นมีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี การทบทวนการประเมินภาษี การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษี การอุทธรณ์ภาษี เป็นต้น

นักธุรกิจ-ภาคเอกชนแจม

ทั้งนี้ นอกจากการปรับแก้ไขร่างกฎหมายโดยคณะกรรมาธิการ และการแปรญัตติของสมาชิก สนช.แล้ว มีประชาชน นักธุรกิจ สมาคมภาคเอกชน ยื่นแสดงความคิดเห็นขอปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อีก 11 เรื่อง เช่น ดร.จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ ประธานสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรียนเอกชนได้รับยกเว้นภาษี โดยระบุว่า เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ จะได้ไม่เพิ่มต้นทุนโรงเรียนเอกชน และเพื่อความเป็นธรรม

นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ยื่นหลายข้อเสนอ อาทิ ให้คำนวณที่ดินฐานภาษีในนิคมอุตฯ เขตประกอบการ เขตอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ฮับ เป็นรายแปลง ให้กำหนดอัตราภาษีที่ดินในแหล่งอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นอัตราเดียว ไม่ใช้อัตราก้าวหน้า ไม่ถือว่าที่ดินรอการขายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ให้ประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลง และตามสภาพความเป็นจริงทั้งช่วงที่ขอจัดสรร และจัดสรรแล้ว ขอลดภาษี 90% ตลอดระยะเวลาที่ผู้พัฒนาโครงการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลดภาษีให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตฯ 50% เป็นระยะเวลา 5 ปี

สนามกอล์ฟ-สวนสนุกผวา

ตัวแทนผู้ประกอบการสนามกอล์ฟเยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ให้แยกจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนของสนามกีฬา หรือสถานบริการด้านการกีฬาทุกชนิด เป็นภาษีอีกประเภทหนึ่ง หรือให้ได้รับลดหรือยกเว้นภาษี

นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ นายกสมาคมสวนสนุกและสวนพักผ่อนหย่อนใจ ขอให้กำหนดอัตราภาษีสำหรับสวนสนุก และสวนพักผ่อนหย่อนใจ โดยแยกเป็นประเภท ๆ เช่น ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ถูกใช้ประโยชน์ในเชิงภาษี ใช้เพื่อการศึกษา ใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงาน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนายการสวนนงนุช พัทยา

ด้านนายผิน คิ้วคชา นายกสมาคมเพื่อสวนสัตว์ไทย ให้ปรับอัตราภาษีจากไม่เกิน 2% ของฐานภาษี เปลี่ยนเป็นไม่เกิน 0% ให้คิดภาษีที่ดินแบบเหมารวมในอัตราต่ำสุด เป็นต้น

สภาหอการค้าฯหอบผลศึกษาแจง

ขณะที่นายกลินท์ สารสิน ยื่นหนังสือในฐานะตัวแทนหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ตามผลการศึกษาของโครงการศึกษาประเด็นกฎหมายและประเมินผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนนายโสภณ พรโชคชัย เสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราเบื้องต้น 1% ทุกประเภท เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากข้อเสนอข้างต้นแล้ว จะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากการลงพื้นที่สำรวจและรับฟังความคิดเห็นประชาชนในต่างจังหวัด คือ ชลบุรี เชียงราย สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมด้วย จากนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ได้ข้อยุติทุกมาตรา และเสนอ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ให้ สนช.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
9
ข่าวสาร / กูรูอสังหาฯชี้ทำเลชานเมืองอนาคตสดใสรับรถไฟฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 12, 2017, 10:03:04 AM »

กูรูอสังหาฯ ชี้ทำเลชานเมืองอนาคตสดใสรับรถไฟฟ้า ลุ้นผังเมืองใหม่เปิดพื้นที่พัฒนาทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวถูกลง

นายสุรเชษฐ กองชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ด้วยราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% และเริ่มหายาก ทำให้การพัฒนาโครงการแนวราบทำได้ยาก นอกจากนี้การขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้าไปยังชานเมืองทำให้ผู้ประกอบการมีการขยายการลงทุนไปในพื้นที่ใหม่ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)ซึ่งจะทำให้พื้นที่สุขสวัสดิ์ ราษฎร์บูรณะ มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 10 ปีจากนี้ อีกเส้นคือรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี แม้จะมีชุมชนและบ้านจัดสรรอยู่มาก แต่จะเกิดการพัฒนาแนวสูงบริเวณสถานีรถไฟฟ้ามากขึ้น

ขณะที่กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างดำเนินโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งได้มีการเสนอแนวทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่สีส้ม (ย.5-ย.7)โดยกำหนดขนาดต่ำสุดของแปลงที่ดินใหม่ เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น หากมีผลบังคับใช้จริงจะส่งผลให้บ้านแฝดหายไปจากตลาด และประชาชนสามารถซื้อบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ชานเมืองในราคาที่ 5 ล้านบาทได้ จากปัจจุบันราคาอาจเริ่มต้นที่ 7-8 ล้านบาท

สำหรับทำเลชานเมืองที่น่าจับตามองเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่แนวราบ เช่น รามอินทรา บางนา พระราม 2 บางขุนเทียน เป็นต้น ส่วนคอนโดมิเนียมยังเป็นทำเลชั้นในซึ่งตลาดยังเป็นกลุ่มบนอย่างไรก็ดี ต้องติดตามสถานการณ์ตอนโอนกรรมสิทธิ์อีกครั้ง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อตลาดโดยรวม เพราะเมื่อโครงการสร้างเสร็จราคาขายจะมากกว่าตอนพรีเซลซึ่งนายสุรเชษฐ กล่าวอีกว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ถึงสิ้นปี 2560 คาดว่า ตลาดคอนโดจะเปิดตัวมากสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 5.6 หมื่นหน่วย และปี 2561 จะมีการเปิดตัวใหม่ใกล้เคียงกับปีนี้ ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในปีนี้จะเปิดราว 2 หมื่นหน่วย ถือว่าตลาดคงที่และคาดว่าปีหน้าจะใกล้เคียงกับปีนี้เช่นกัน

“แนวโน้มของซัพพลายในปีหน้าจะใกล้เคียงกับปีนี้ แต่กำลังซื้อจะดีกว่า เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้น คาดว่าตลาดโดยรวมจะเติบโตได้ราว 5-10%” นายสุรเชษฐ กล่าว
10

“แมกโนเลีย” เปิดมิกส์ยูสโปรเจ็กต์ยักษ์ “ฟอเรสเทียส์-Forestias” ทำเลใกล้เมือง บางนา กม.7 พื้นที่ 300 ไร่ มูลค่า 9 หมื่นล้าน ตั้งเป้าตอกเข็มปี’61 ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ธุรกิจเรียลเอสเตทของนางทิพพาภรณ์ อริยวนารมณ์ ลูกสาวของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า โครงการเดอะฟอเรสเทียส์ เป็นโครงการแฟลกชิป ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ”อิมเมจ แฮปปี้เนส” โดยบริษัทพัฒนาบนพื้นที่ 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กม.7 ติดถนนใหญ่ก่อนถึงเมกาบางนา มูลค่าโครงการ 90,000 ล้านบาท พื้นที่มากกว่า 6 แสนตร.ม. พัฒนาเป็นมิกส์ยูส ประกอบด้วย พื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ โรงแรมระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน บนพื้นที่ 1 แสน 8 หมื่น ตร.ม พื้นที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม และบ้านสกายวิลล่า


“พื้นที่สีเขียวของโครงการมากกว่า 60 % เป็นป่าประมาณ 30 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นระบบนิเวศธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รวมพันธุ์พืชกว่า 38 สายพันธุ์ และสัตว์กว่า 123 สายพันธุ์ มีทั้งป่าทึบ ป่าเพื่อที่อยู่อาศัย ป่าผจญภัยและศูนย์รวมกิจกรรม และพาวิลเลี่ยนสไตล์ธรรมชาติ“ นายกิติพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Foster+Partner ที่ปรึกษาออกแบบวางผังเหมือนและงานสถาปัตยกรรม, Atelier Ten ศึกษาวางแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ, บริษัท EEC Engineering Network ร่วมวิจัยและพัฒนางานระบบอาคาร, ITEC Entertainment สร้างพื้นที่สันทนาการ และ Six Senses ร่วมบริหารให้บริการโรงแรมและที่อยู่อาศัย ตามแผนคาดว่าเริ่มก่อสร้างในปี 2561 ตั้งเป้าเปิดบริการเป็นทางการในปี 2565

หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????