Condothai คอนโดไทย


???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

ห้องพักหรือบ้านขนาดเล็ก ถึงจะไม่มี โถงทางเข้า ที่เป็นสัดส่วน แต่เราก็จะมองข้ามมันไปไม่ได้นะ เพราะบริเวณประตูทางเข้า ถือเป็นหน้าเป็นตาของห้อง และยังเป็นความประทับใจแรกของแขกผู้มาเยือนอีกด้วย การเปิดออกมาเจอรองเท้าเกะกะ เสื้อคลุม ร่มวางกองๆ กันก็ไม่เวิร์คเลย เพราะฉะนั้นเพื่อความสวยงาม ขาดเหลืออะไร ก็เนรมิตขึ้นมาเองเลยสิคะ! แต่ถ้าให้เริ่มเองบางคนคงคิดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่ต้องห่วง  มาเก็ทไอเดียแต่งทางเข้าแบบเพิ่มนิดขยับหน่อยแต่ดูดีกัน จาก 10 โถงทางเข้าสวยๆ เหล่านี้!


Refinery29 : ใช้ความยาวของมุมทางเข้าให้เป็นประโยชน์ ด้วยกล่องวางของติดตั้งแบบลอย ไล่ลงมาเป็นกระจกและชั้นวางของจุกจิก ติดตั้งราวแขวนกระเป๋าให้หยิบจับสะดวก ตบท้ายด้วยต้นไม้เล็กๆ แสนน่ารัก ไม่น่าเชื่อว่าจะจุได้ขนาดนี้ใช่ไหมล่ะคะ!


Fresh Crush : ภาพสวยๆ ราวแขวนกุญแจที่ขาดไม่ได้ และชั้นวางของเข้าคู่กับชั้นวางรองเท้าจากท่อทองแดงสุดคูลที่ใครก็สามารถทำเองได้


Pottery Barn Inside & Out : แปลงพื้นที่ซอกข้างประตูให้กลายเป็นโซนที่เหมาะสมและพอดีกับราวแขวนเสื้อผ้าทำจากทองแดง และยังให้กลิ่นอายแบบการตกแต่งสไตล์โฟล์คอีกด้วย


Entrance Makleri :การตกแต่งแบบคุมโทนมองกี่ครั้งก็ยังสวย เสริมบุคลิกเคร่งขรึม คลาสสิค และดูเป็นผู้ใหญ่ด้วยโทนสีเทาดำ  เพิ่มชั้นวางลอยตัวเข้ามุมทั้งส่วนบนและล่าง โดยส่วนบนสามารถติดตะขอเพิ่มเพื่อแขวนเสื้อผ้าและส่วนล่างเป็นพื้นที่สำหรับวางรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย


Desire to Inspire :รูปภาพที่ว้าวสุดๆ จะแสดงรสนิยมและความชอบของเจ้าของบ้านออกมาได้ตั้งแต่แรกพบ และหากมีอุปกรณ์จำเป็นต่อการใช้งานที่คุณไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันไม่ได้ ก็สามารถบังสายตาจากผู้มาเยือนด้วยชั้นวางของได้เช่นกัน


Cathy & Tony’s Calm, Creative English Home : โดดเด่นด้วยกระจกและกรอบที่ทำจากไม้แผ่นหนา ทาสีให้เข้าคู่กับชั้นวางและแผ่นไม้ติดตะขอ เลือกใช้สีขาวเพราะผนังสีเข้มจะช่วยขับแสง แค่นี้ก็ดูลงตัวที่สุดแล้ว


Bolig : ต้องปรบมือให้กับความครบครัน โดยทางเข้าแห่งนี้มีทั้งตะขอแขวนสิ่งของ ชั้นวางรองเท้า สถานที่สำหรับเก็บอุปกรณ์เสริม เช่น หมวกและถุงมือ พร้อมกับกระเช้าที่ซ่อนอยู่ด้านใต้เพื่อให้ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและยังง่ายต่อการแบ่งประเภทอีกด้วย


A Cup of Jo : เป็นไอเดียที่ดีสำหรับการแบ่งชั้นแขวนสำหรับของที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากัน การจับแยกกันจะยิ่งทำให้ของดูเป็นหมวดหมู่และใช้งานได้อย่างเหมาะสม


Kjerstis Lykke : การเพิ่มที่นั่งตรงทางเข้าสามารถทำให้บรรยากาศดูหรูหรา ทั้งยังสะดวกต่อการนั่งเพื่อถอดหรือใส่รองเท้า ชั้นวางของที่ยกสูงทำให้ผนังดูยาวและตะขอทรงแปลกตาเป็นตัวเพิ่มความน่าสนใจ


dét Dia : ทางเข้าสีขาวสะอาดจะรับกับแสงที่สาดผ่านบานหน้าต่างได้อย่างดี และแทนที่จะมีแค่ชั้นวาง การเปลี่ยนเป็นกล่องเล็กๆ เพื่อใส่ของจุกจิกก็น่ารักไปอีกแบบ

ที่มา : Mthai
2

มีเวลาน้อยไม่ต้องห่วง อย่างน้อยการหมั่นปัดกวาดเช็ดถูจากงานเล็กๆ บ่อยๆ จะทำให้การ ทำความสะอาด กลายเป็นงานที่ง่ายและเบาลง เพราะฉะนั้นมาเริ่มจากงานสบายๆ ทำเพลินๆ มาเก็บแต้มความคลีนกันดีกว่า ใช้เวลาน้อยนิดแลกกับสุขภาพและความสะอาด ยังไงก็คุ้ม!


ทำความสะอาดลิ้นชัก

เริ่มจากลิ้นชักขนาดเล็ก ไม่ว่าจะจากตู้ในห้องครัว ห้องนอน โต๊ะทำงาน หรือในห้องน้ำของคุณ ตัดใจทิ้งสิ่งที่มันเก่าเก็บเกินไปและไม่เป็นประโยชน์ และข้อดีจากการเคลียร์ลิ้นชัก คือคุณอาจจะเจอของที่หายไป ความทรงจำเก่าๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ แต่อย่ารำลึกเพลินจนเลิกทำความสะอาดและหันไปสนใจแต่ของที่เพิ่งหาเจอแทนล่ะ


ดูดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ


ไม่เฉพาะการดูดฝุ่นบนพื้น อย่าลืมใช้ท่อดูด ดูดฝุ่นที่แทรกตัวติดแน่นอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น ตู้ โต๊ะ โซฟา ผ้าม่าน เพราะละอองฝุ่นพวกนี้ไม่ดีเลยกับระบบทางเดินหายใจ ยิ่งหากมีตัวไรฝุ่นด้วยแล้ว ยิ่งเป็นตัวต้นเหตุของโรคภูมิแพ้อีกต่างหาก


ขัดร่องกระเบื้อง

ร่องกระเบื้องที่ขาวสะอาดทำให้ห้องดูใหม่และน่าใช้ขึ้นเป็นกอง การทำความสะอาดร่องกระเบื้องจะช่วยขจัดคราบสกปรก รวมถึงเชื้อราที่หมักหมม ยึดตัวติดแน่นและเจริญเติบโตกลายเป็นแหล่งเชื้อโรคให้ออกไป


ปัดฝุ่นหยากไย่ตามฝ้า มุมห้อง ซอกมุมที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาด

ใช้แปรงปัดฝุ่นด้ามยาว หรือ ไม้ขนไก่ ปัดไปตามมุมห้องที่ฝุ่นชอบไปจับตัวกัน รวมถึงหยากไย่ใยแมงมุมที่แอบซ่อนอยู่  และอย่าลืมเช็คบนหลังตู้หนังสือ ตามโคมไฟแขวน และซอกมุมต่างๆ


คราบบริเวณห้องครัว

เคาน์เตอร์หรือตู้ในห้องครัวต่างต้องเคยเลอะคราบสกปรกจากการทำอาหาร ซึ่งคราบเหนียวเหนอะนี้ นับวันก็จะยิ่งทำความสะอาดยากขึ้นๆ ทุกที จึงควรหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงพื้นผิวเพื่อทำความสะอาด


ทำความสะอาดผนัง

คุณสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีในการทำให้สีผนังดูสดใสกว่าที่เคย ลบคราบด้วยครีมทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบสกปรก รอยขูดขีดหรือรอยดินสอ


อย่าลืมซอกหลืบหลังเฟอร์นิเจอร์ หลังตู้

ดูดฝุ่นด้านหน้าแล้ว ก็อย่าลืมด้านหลัง เสียเวลาขยับเฟอร์นิเจอร์ออกมานิด เพื่อความสะอาดที่ทั่วถึงกว่าเดิม


ทำความสะอาดพัดลมเพดาน

ถ้าคุณติดตั้งพัดลมเพดานไม่ว่าจะมีการเปิดใช้งานหรือไม่ก็ตาม ถึงมันจะยากลำบากในการทำความสะอาด ก็ควรหาเศษผ้ามาเช็ดทำความสะอาดบ้าง


ดูดฝุ่นบนเตียงด้วย

ฝุ่นละอองมีทุกที่ บนเตียงก็เช่นกัน เลิกนอนบนเตียงที่หมักหมมไปด้วยฝุ่น คว้าเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดไรฝุ่นมาทำความสะอาดเตียงเพื่อสุขภาพและการนอนหลับที่สบาย หายใจโล่งขึ้น


ทำความสะอาดปล่องดูดควัน

ฮู้ดในห้องครัว คือ อีกหนึ่งจุดที่มีการหมักหมมคราบสกปรกมากที่สุด ยิ่งคราบน้ำ น้ำมัน และควันจากการทำอาหารเข้าไปเกาะตัวด้านใน ยิ่งสกปรก ถอดแผ่นกรองสิ่งสกปรกออกมาขัด ล้าง และตากบ้างอะไรบ้าง จะดีต่อระบบหายใจของเราและคนในบ้านขึ้นเยอะ


ทำให้เครื่องใช้สแตนเลสกลับมามีประกายอีกครั้ง

ผสมผงซักฟอก 1 ช้อนชา เข้ากับน้ำอุ่น 1 ช้อนชา และผ้าไมโครไฟเบอร์เพื่อขัดถูเครื่องใช้จากสแตนเลสให้กลับมาสะอาด ล้างด้วยน้ำร้อนและเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าแห้ง วิธีนี้จะทำให้สิ่งของมีประกายแวววับน่าใช้อีกครั้ง


ล้างช่องระบายอากาศ

ท่อระบายอากาศที่สะอาดจะทำให้อากาศหมุนเวียนในบ้านของคุณได้ดีขึ้น ใช้แปรงขัดทำความสะอาดหรือดูดฝุ่นออกเพื่อลดการอุดตันของท่อ


เช็ดกระจก

เช็ดกระจกของคุณให้สะอาดน่ามองอีกครั้ง เพื่อเป็นทางเข้าของแสงที่มากขึ้นและเพิ่มความรื่นรมย์ในการมองออกไปนอกหน้าต่าง


อย่าลืมพวก Gadgets ของชิ้นเล็กๆ

ของใกล้ตัว เช่น โทรศัพท์ พวงกุญแจ รีโมท เม้าส์คอมพิวเตอร์ สกปรกและมีเชื้อโรคมากกว่าที่คิด หาเวลาว่างใช้แอลกอฮอล์เจือจางเพื่อเช็ดทำความสะอาดเป็นบางครั้ง

ที่มา : Mthai
3
สาระความรู้ / 5 เทคนิค ช่วย ประหยัดค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 11:01:45 AM »

เรามีไอเดียดีๆ เกี่ยวกับ เทคนิค ช่วย ประหยัดค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ ค่าไฟเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่ทุกคนต้องจ่ายเลยก็ว่าได้นะคะ แต่ถ้าเราสามารถลดจำนวนการใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากจะทำให้ค่าใช้จ่ายในบ้านลดลงแล้ว ยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วยค่ะ


5 วิธีใช้ไฟฟ้าให้ถูกหลัก ลดค่าใช้จ่ายได้จริง

1.ปิดสวิตช์ไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เมื่อเลิกใช้งาน และไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้เมื่อไม่มีคนอยู่

2.ลดจำนวนหลอดไฟฟ้าในห้อง หันมาพึ่งพาพลังงานแสงธรรมชาติให้มากขึ้น

3.เลือกใช้หลอดไฟที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นอีกด้วยนะคะ

4.ตั้งโคมไฟที่โต๊ะทำงาน หรือติดตั้งไฟเฉพาะจุด แทนการเปิดไฟทั้งห้องเพื่อทำงาน

5.ถ้าจำเป็นต้องเปิดไฟบางจุดไว้ทั้งคืน ให้เลือกใช้หลอดไฟที่มีกำลังวัตต์ค่อนข้างต่ำ เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟค่ะ


หมั่นดูแลรักษาหลอดไฟ ทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มแสงสว่างให้ห้อง และจะช่วยลดการใช้พลังงานได้อีกด้วย และถ้าบ้านของเพื่อนๆ ยังใช้หลอดไฟไส้อยู่ให้หันมาเปลี่ยนเป็นหลอดประหยัดพลังงาน หรือหลอดไฟ LED กันค่ะ

ที่มา : Mthai
4

วันนี้เราได้รวบรวม 5 เคล็ดลับ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การที่ห้องน้ำส่งกลิ่นเหม็นก็มีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการอุดตันของท่อ หรืออาจจะเป็นเพราะกลิ่นของเสียของสมาชิกในบ้านค่ะ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ ก็มีด้วยกันหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้สารเคมีดับกลิ่น หรืออาจจะใช้สมุนไพรดับกลิ่นก็ได้เช่นกัน  ว่าแล้วเราไปดูเคล็ดลับที่เรานำมาฝากในวันนี้กันเลยค่ะ


ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยลูกเหม็น : วิธีนี้เป็นวิธีเบสิคที่ถ้าพูดถึงการดับกลิ่นห้องน้ำ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงวิธีนี้เป็นอันดับแรกๆ เป็นวิธีที่ได้ผลและขั้นตอนการการเตรียมอุปกรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ซื้อลูกเหม็นมา 1 ห่อ นำไปวางไว้บริเวณชักโครก แค่นี้กลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำก็จะหมดไป

สบู่เหลวอาบน้ำเดทตอล : อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ สบู่เดทตอลช่วยขจัดกลิ่นในห้องน้ำได้จริงๆ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่เพื่อนๆ อาบน้ำ และล้างน้ำ น้ำสบู่ที่เรานำมาถูตัวก็จะไหลลงท่อไปช่วยขจัดเชื้อโรค และก็จะมีกลิ่นหอมของสบู่หอมทั่วทั้งห้องเลยค่ะ

ดับกลิ่นชักโครกด้วยเกลือ : คุณสมบัติของเกลือจะขจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็นในห้องน้ำได้ วิธีการก็คือเทเกลือลงไปในน้ำ และราดลงไปที่ชักโครกทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือนานกว่านั้นก็ได้นะคะ  เพียงแค่นี้ห้องกลิ่นเหม็นในห้องน้ำก็จะลดลง

ถ่านหุงต้ม : ถ่านสีดำๆ ที่เราไว้ใช้เป็นฝืนเพื่อจุดไฟนอกจากจะช่วยลดกลิ่นอับในตู้เย็นได้แล้ว ยังสามารถดูดกลิ่นอับในห้องน้ำได้ด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำถ่านใส่ถุงพลาสติกและนำไปวางไว้ในห้องน้ำ ถ่านก็จะดูดกลิ่นอับในห้องน้ำให้หมดไป

ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูด : การดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผ่ามะกรูดให้เป็นชิ้นๆ แล้วก็นำไปวางไว้ตามชักโครก มะกรูดจะดับกลิ่นเหม็นของปัสสาวะได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ได้เห็นเคล็ดลับ ดับกลิ่นในห้องน้ำ กันไปแล้ว ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาวิธีดับกลิ่นห้องน้ำอยู่ ก็ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้กับบ้านเพื่อนๆ กันดูนะคะ

ที่มา : Mthai
5

ตู้เย็น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ค่อนข้างกินไฟ ยิ่งซื้อตู้เย็นขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งกินไฟมากขึ้นเท่านั้น โดยการเลือกซื้อตู้เย็นควรเลือกขนาดคิวที่เหมาะสม รวมไปถึงขนาดของตู้เย็นที่จะขนย้าย จัดวางได้พอดีกับพื้นที่ที่จะติดตั้ง โดยการเลือกซื้อตู้เย็นให้ดูจากจำนวนสมาชิกภายในบ้าน และ วิถีชีวิต พฤติกรรมการกินของครอบครัวเป็นหลัก ถ้าประกอบอาหารเองบ่อยๆ จำเป็นต้องแช่อาหารไว้ในตู้เย็นคราวละมากๆ ก็อาจจะต้องเลือกคิวใหญ่หน่อย  ปกติถ้าอยู่กัน 2-3 คน ให้ใช้ขนาด 6-10 คิว, 4-5 คน ใช้ขนาด 10-15 คิว, 6 คนขึ้นไป ให้ใช้ขนาดไม่ต่ำกว่า 15 คิวค่ะ


ส่วนขนาดของตู้เย็น ให้วัดจาก กว้าง X ลึก X สูง โดยวัดเป็นหน่วยเซนติเมตรจะเทียบง่ายกว่านะจ๊ะ อย่าลืม วัดพื้นที่ตำแหน่งที่จะจัดวางตู้เย็น ตั้งแต่วงกบประตู ไปจนถึงห้องครัว ( อย่าลืมวัดเป็นหน่วยเซนติเมตรเช่นกันนะจ๊ะ) จะได้กะขนาดขนย้ายได้สะดวกค่ะ ทั้งนี้การเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว จะประหยัดไฟมากกว่า 2 ตู้ เนื่องจากตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน เพราะต้องใช้ท่อน้ำยาทำความเย็นที่ยาวกว่าและใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่า ค่ะ

และนี่คือ วิธีติดตั้งตู้เย็น ให้ประหยัดค่าไฟ ค่ะ

– ควรตั้งตู้เย็นบนพื้นที่เรียบ มั่นคงและแข็งแรง พื้นที่ที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้เกิดการสั่น เป็นเหตุให้เกิดเสียงดังได้ หากตู้เย็นตั้งวางแล้วไม่ได้ระดับกับพื้น สามารถปรับระดับได้โดยหมุนขาตั้งปรับระดับเพื่อให้ตู้เย็นวางตั้งอย่างมั่นคง

– ควรตั้งตู้เย็นในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ให้ด้านบนห่างจากเพดานอย่างน้อย 30 ซม. ด้านหลังและด้านข้างห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. และ 10 ซม. ถ้าอากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะทำให้คอมเพรสเซอร์ร้อนและทำงานหนักและอุณหภูมิภายในตู้ไม่เย็น

– ไม่ควรตั้งตู้เย็นบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงหรือใกล้แหล่งความร้อนอื่น และไม่ควรใช้ผ้าคลุมด้านบนหรือด้านข้างของตู้เย็น เพราะจะทำให้การระบายความร้อนไม่ดี

-อย่าตั้งตู้เย็นบริเวณที่มีความชื้น หรือบริเวณที่อาจมีน้ำกระเด็นมาถูกตู้เย็นได้ เช่น ใกล้ก็อกน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน เพราะความชื้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดสนิมหรือกระแสไฟฟ้ารั่วได้

-ก่อนเสียบปลั๊กตู้เย็นทุกครั้งต้องแน่ใจว่าแรงดันไฟฟ้าและความถี่ไฟฟ้าถูกต้องตามระบุ และต้องไม่เสียบปลั๊กตู้เย็นร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ

-ในกรณีที่ต้องการต่อสายดินเพิ่ม สามารถต่อสายดินเข้ากับจุดต่อ Earth Screw ซึ่งจะอยู่ด้านหลังของตู้เย็น ยึดสายดินเข้ากับ Ground Rod แล้วฝังลงดินลึกลงไป 2.4 เมตร

-หลังการขนย้ายตู้เย็นควรตั้งตู้เย็นทิ้งไว้ 3-6 ชั่วโมง ก่อนเสียบปลั๊กใช้งาน เพื่อให้ระบบน้ำยาทำความเย็นอยู่ในสภาวะเสถียร เพื่อการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ

– ควรตั้งสวิตซ์ควบคุมอุณหภูมิของตู้เย็นให้เหมาะสม การตั้งที่ตัวเลขต่ำเกินไปอุณหภูมิจะเย็นน้อย ถ้าตั้งที่ตัวเลขสูงจะเย็นมาก เพื่อให้ประหยัดพลังงานควรตั้งที่เลขต่ำที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ

สิ่งที่ควรทำเป็นประจำหลังจากใช้งานแล้วเพื่อประหยัดค่าไฟ

-หมั่นละลายน้ำแข็งที่เกาะภายในตู้เย็นสม่ำเสมอ

-หมั่นตรวจสอบขอบยางของตู้เย็น เช็คสภาพขอบยางไม่ให้มีรอยรั่ว หรือ เสื่อมสภาพ ปิดสนิทไหม ?

-ควรหมั่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อน

ที่มา : Mthai
6

เครื่องซักผ้า อบผ้าของเรา อาจจะเป็นตัวช่วยแสนสะดวกสบายภายในบ้าน แต่ก็อย่าลืมนะคะ ว่ามันก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งเช่นกัน เพราะงั้นกลไกการทำงานและระบบที่ถูกตั้งไว้ ล้วนต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน การใช้งานที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยยืดอายุของเครื่อง และส่งเสริมการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุเช่น การเกิดอัคคีภัย ไฟรั่ว ไฟช็อต จากเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อีกต่างหาก รู้อย่างนี้แล้ว ก็มาหลีกเลี่ยงพฤติกรรม 6 อย่างที่อาจทำให้ เครื่องซักผ้าพัง เกิดความเสียหายโดยไม่รู้ตัวกันไว้ก่อนดีกว่านะคะ


วางและเสียบปลั๊กเครื่องซักผ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มากเกินไป

การวางเครื่องซักผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ร่วมกันอย่างหนาแน่นภายในห้องเดียวกันนั้นค่อนข้างอันตราย เพราะเวลาเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานพร้อมๆ กัน ย่อมเกิดความร้อนที่สะสม ซึ่งห้องที่แออัดจะทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกไปได้ดีเท่าห้องที่โปร่งโล่ง และการนำปลั๊กไฟพ่วงมาต่อกันหลายๆ อันเพื่อให้มีรูเสียบที่เพียงพอกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ก็อาจทำให้ไฟตกหรือไฟช็อตจากการดึงกระแสไฟที่มากเกินไป และเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างง่ายดาย

ใส่เสื้อผ้าในเครื่องซักมากเกินปริมาณความจุของถังซักผ้า

อย่าพยายามอัดใส่เสื้อผ้าในการซักแต่ละครั้งมากเกินไป เพราะน้ำก็ต้องการพื้นที่เพื่อซักล้าง กองเสื้อผ้าที่อัดกันแน่นจะทำให้เครื่องซักผ้าทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากเสื้อผ้าที่ได้ออกมาจะไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควรแล้ว มอเตอร์ที่ทำงานหนักไปก็อาจจะเสียหายตามกันมาติดๆ เลยล่ะค่ะ

ไม่เคยทำความสะอาดเครื่องซักผ้า

เครื่องซักผ้าคือเครื่องที่ทำงานกับน้ำ เพราะงั้นเป็นที่แน่นอนว่ามีน้ำก็ต้องมีความชื้น และความชื้นนี่แหละ ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อรา เพียงเสียเวลาทำความสะอาดนิดหน่อย จะช่วยให้ลดเชื้อโรค ปลอดเชื้อราที่ก่อโรคให้ร่างกาย และเสื้อผ้าก็ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ มีแต่ข้อดีขนาดนี้แล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดเครื่องซักผ้ากันอย่างน้อยซักเดือนละครั้งกันนะคะ

ปัญหาเรื่องการติดตั้งเครื่องซักผ้า

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่เครื่องซักผ้าในบ้านชอบสั่นและเขยิบออกจากตำแหน่งที่ตั้งทุกครั้งที่มีการทำงาน อาจเกิดจากการติดตั้งที่มีปัญหาไม่ได้ระดับอย่างที่ควรจะเป็นก็ได้นะ เพราะการสั่นกระแทกจนเครื่องเคลื่อนที่นั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นและผนัง รวมถึงตัวเครื่องในระยะยาว ต้องรีบแก้ไขก่อน ดีกว่ามานั่งเสียเงินซ่อมแซมในภายหลัง

ใช้ผงซักฟอกมากเกินไป

หลายๆ คนอาจคิดว่าการใส่ผงซักฟอก ยิ่งมาก ยิ่งดี ผ้ายิ่งหอม แต่ความเป็นจริงแล้วกลับกันเลยนะคะ เพราะผงซักฟอกที่มีปริมาณมากเกินไป อาจตกค้างและไปอุดตันตามท่อต่างๆ ภายในเครื่องซักผ้า ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด เพียงใช้ผงซักฟอกเทียบเท่ากับปริมาณที่แนะนำก็เพียงพอแล้ว

ไม่เอาของในกระเป๋าออกก่อนนำเสื้อผ้าไปซัก

สิ่งของขนาดเล็ก เช่น เหรียญ กุญแจ และวัตถุเนื้อแข็งอื่นๆ ล้วนสร้างความเสียหายให้กับภายในเครื่องซักผ้าของเราได้ทั้งนั้น เพราะการที่ชิ้นส่วนเล็กๆ  พวกนี้ จะเข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำหรือช่องระบายอากาศก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เสียเวลาซักนิดเพื่อเช็คของออกจากกระเป๋าก่อนซักผ้าทุกครั้ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าใช่ไหมล่ะคะ

ที่มา : Mthai
7

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง แน่นอนว่าจะช่วยเสริมให้ห้องของคุณดูดี มีรสนิยม แต่หากไม่เอาใจใส่ เฟอร์นิเจอร์หนังที่สกปรกและยับเยิน จะเปลี่ยนลุคห้องได้แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อห้องสวยและอายุการใช้งานที่ยืนยาวของเฟอร์นิเจอร์ มารีบอ่าน วิธีทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง ง่ายๆ ด้วยสารธรรมชาติ ให้เฟอร์นิเจอร์ในบ้านสวย คงทน และปลอดภัย ไร้สารพิษ แล้วอย่าลืมนำไปแชร์ นำไปใช้กันนะคะ


1. ดูดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์หนัง
วิธีที่ง่ายในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง คือ การดูดฝุ่น โดยเน้นบริเวณซอกมุม เพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าไปสะสม

2.ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ด
ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้แห้งหมาดๆ ระวังไม่ให้แฉะ เช็ดไปตามพื้นผิวของหนังอย่างรวดเร็วเพื่อขจัดสิ่งสกปรกเบื้องต้น หากมีคราบน้ำหลงเหลือจากการเช็ดให้นำผ้าแห้งมาเช็ดอีกครั้ง เพราะหนังบางชนิดไม่ควรโดนน้ำแฉะๆ  จะสามารถทำให้หนังเปลี่ยนสีได้

3. ใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอยเปื้อนของหมึก
สำหรับรอยขูดขีดจากหมึกในปากกา สามารถทำความสะอาดได้โดยนำสำลีก้านชุบแอลกอฮอล์และถูเบาๆ บริเวณที่เปื้อน พอหมึกเริ่มละลายออกให้เช็ดซ้ำด้วยผ้าอีกครั้ง

4. ใช้แป้งข้าวโพดและน้ำมะนาวเช็ดคราบติดแน่น
สำหรับคราบติดแน่น เช่นคราบอาหาร คราบเลือด สามารถเช็ดออกได้ โดยนำ แป้งข้าวโพดปริมาณ 2 ส่วนและน้ำมะนาวอีก 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน ก่อนนำไปเช็ดบริเวณรอยเปื้อน

5.ใช้น้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์เช็ดรอยข่วน
สำหรับรอยขูดขีดเล็กๆ ใช้สำลีก้านชุบน้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์ไปทาบริเวณรอยให้รอบ ทิ้งไว้เป็นเวลา  5 นาที ก่อนเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด

6.ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ผสมขึ้นมาเอง
สำหรับพื้นผิวหนังทั้งหมด ลองใช้น้ำส้มสายชู 2 ส่วน ผสมกับ น้ำมันมะกอก 1 ส่วน บรรจุลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้พ่นเช็ดทำความสะอาด และถ้าใครชอบกลิ่นหอม ก็สามารถหยดน้ำหอมลงไปเพิ่มซักเล็กน้อยได้นะ

7. เคลือบผิวเครื่องหนังด้วยน้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าวคือทางเลือกที่ดีในการนำมาเคลือบผิวหนังเพื่อความเงางามของเฟอร์นิเจอร์หนัง อีกทั้งยังเป็นการเติมเต็มรอยขีดข่วนเล็กๆ ขั้นตอนทำได้ง่ายๆ ด้วยเริ่มจาก ถูเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วทั้งบริเวณ ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที และเช็ดออก เพียงเท่านี้รับรองว่าเฟอร์นิเจอร์หนังของคุณจะดูใหม่กิ๊งอย่างแน่นอน

ได้ทริคดีๆ อย่างนี้แล้ว อย่าลืมนำไปใช้ดูแลเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดของคุณให้สวย คงทน ยืดอายุในการใช้งานได้มากขึ้นด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้กันนะคะ

ที่มา : Mthai
8
สาระความรู้ / วิธีไล่หนู ออกจากบ้านแบบง่ายๆ
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ วันนี้ เวลา 10:03:17 AM »

ถ้าบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเจ้าหนูตัวเล็กมาวิ่งป่วนบ้าน กัดกินสิ่งของในบ้านอยู่ล่ะก็… วันนี้เรามีวิธี ไล่หนู ออกจากบ้านแบบง่ายๆ มาเสนอเพื่อนๆ ค่ะ ถ้าอยากรู้แล้วว่าทำยังไงก็ตามมาดูวิธีกันเลยดีกว่า

หนูถือเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ถ้าเจ้าหนูได้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านของเราแล้ว ความน่ารำคาญของหนูไม่เล็กเลยนะคะ ทั้งทำลายข้าวของ แถมยังทิ้งเชื้อโรคและความสกปรก สร้างความเดือดร้อนให้คนในบ้านไม่น้อยเลยค่ะ

วิธีไล่หนูออกจากบ้านมี ทั้งหมด  4 วิธี

1. เลี้ยงแมว : วิธีนี้เป็นวิธีที่ไล่หนูได้ดีที่สุด ถ้าเราเลี้ยงเจ้าแมวน้อยไว้ในบ้านรับรองว่าหนูไม่มากวนแน่นอน แค่ได้กลิ่นของแมว หนูก็วิ่งเผ่นป่าราบหายไปหมดแล้ว แต่ก็ถ้าเพื่อนๆ ไม่รักสัตว์ไม่ชอบเลี้ยงแมวก็ลองไปดูวิธีอื่นกัน

2. ลูกเหม็นไล่หนู : เพียงแค่เพื่อนๆ ซื้อลูกเหม็นมาวางไว้ตามพื้นที่ที่สกปรก ตามซอกตามหลืบภายในบ้าน บริเวณที่พบเห็นหนูบ่อยๆ พอเจ้าหนูมาเห็นหรือได้กลิ่นลูกเหม็นหนูก็จะไม่เข้ามาใกล้เด็ดขาด เพราะหนูไม่ชอบกลิ่นของลูกเหม็น และหนูก็จะหนีหายไปจากบ้านของเรา

3. กรงดักหนู : จริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่คนโบราณทำกันมานาน แต่เป็นวิธีที่กำจัดหนูได้ในระยะเวลาสั้นๆ วิธีใช้ก็คือ นำอาหารมาไว้ในกรง เพื่อให้หนูเข้ามากิน จากนั้นกรงดักหนูก็จะปิดอัตโนมัติ มองดูแล้วอาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ที่สำคัญต้องหาที่ทิ้งหนูให้ได้นะคะ ควรนำหนูไปทิ้งในป่าไกลจากบ้าน เขาจะได้ไม่กลับมากวนใจเราได้อีก

4. สมุนไพรไล่หนู : สารสกัดจากสมุนไพรต่างๆ ไล่หนูได้จริง มีให้เลือกทั้งแบบแผ่น วางเป็นจุดๆ และแบบสเปรย์ ส่วนผสมหลักๆ ของสมุนไพรไล่หนูคือ สกัดจากสมุนไพรพื้นบ้านได้แก่ กะเพรา สะระแหน่ มะกรูด เป็นต้น จึงไม่เป็นอันตรายกับคนในบ้านค่ะ

การดูแลบ้านให้เป็นระเบียบ ช่วยกำจัดหนูได้


การจัดระเบียบบ้านเป็นวิธีทีดีที่สุด : การเก็บบ้าน ทำความสะอาดบ้านไม่ให้บ้านรก ไม่ให้มีของสกปรก ไม่ให้มีกลิ่นเหม็น และไม่ให้มีเศษอาหารตกค้างอยู่ภายในบ้าน จะทำให้หนูไม่อยากอยู่ในบ้านของเรา เพราะเจ้าหนูก็จะไม่มาอยู่อาศัย เนื่องจากนิสัยของหนูชอบอยู่ในที่สกปรก ยิ่งรกยิ่งหนูยิ่งชอบค่ะ ถ้าบ้านสะอาดรับประกันได้ว่าปราศจากหนูแน่นอนค่ะ

ถ้าบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบปัญญาเรื่องหนูมารบกวนอยู่ละก็ ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้ดูนะคะ รับรองได้ว่าเจ้าหนูจะไม่มากวนใจเพื่อนๆ อย่างแน่นอนค่ะ

ที่มา : Mthai
9

เพื่อนๆ ที่เลี้ยงเจ้าแมวตัวน้อยไว้ในบ้าน คงจะต้องประสบพบเจอกับปัญหาขนแมวติดตามเสื้อผ้า ติดตามเตียง และตามหลืบเต็มบ้านไปหมดอย่างแน่นอนใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราเลยนำ วิธีกำจัดขนแมว ที่ติดตาม เฟอร์นิเจอร์ และ  ของใช้ในบ้าน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ


ขั้นตอนแรกต้องดูแลน้องแมวเพื่อลดภาวะขนร่วง ให้ร่วงน้อยที่สุดก่อนนะคะ

              1. บำรุงขนด้วยฟักทอง : ฟักทองจะมีกากใยอยู่ในตัว ถ้านำมาให้แมวกินจะช่วยบำรุงขนให้ขนสวย และไม่หลุดร่วงง่ายค่ะ แต่ควรเอาฟักทองไปนึ่งให้สุกก่อนนำไปให้เขากินนะคะ แต่ถ้าเขาไม่ยอมกินให้คลุกกับอาหารแล้วค่อยให้เขากินค่ะ

            2. ใช้น้ำยาอาบน้ำ : ที่มีสูตรบำรุงขน เพราะแชมพูที่มีส่วนผสมของ Amino Acids, Omega 3 & 6 Fatty Acids จะช่วยลดปัญหาเส้นขนหลุดร่วงได้เป็นอย่างดีค่ะ

            3. แปรงขน : การแปรงขนน้องแมวบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ขนของเขาร่วงน้อยลงได้นะคะ

            4. ปรึกษาสัตวแพทย์ : ถ้าลองทำวิธีเหล่านี้แล้วขนของเจ้าตัวน้อยยังไม่หยุดร่วงให้ไปปรึกษาแพทย์นะคะ แพทย์จะให้คำปรึกษาว่าเราควรดูแลเจ้าแมวเหมียวของเรายังไงให้ขนร่วงน้อยที่สุด เพราะแมวบางตัวที่ขนร่วงอาจจะไม่ใช่เพราะขาดสารอาหาร แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องการขับถ่ายค่ะ


หลังจากที่เราดูแลขนแมวเหมียวของเราให้ขนร่วงน้อยที่สุดแล้ว เราก็ต้องมาเรียนรู้วิธีกำจัดขนของเขาไม่ให้มากวนใจเราด้วยนะคะ เพราะขึ้นชื่อว่าสัตว์มีขนยังไงก็ยังมีขนหลุดร่วงหล่นอยู่ดีค่ะ

วิธีกำจัดขนแมวไม่ให้มากวนใจ

              1. ไม้กวาดซิลิโคน : ลักษณะจะเหมือนที่ร้านตัดผมใช้ เวลากวาดจะไม่ทำให้ขนฟุ้ง ขนจะเป็นก้อนเก็บใส่ถุงขยะได้ง่ายขึ้นค่ะ

              2. ถุงมือยาง : เป็นวิธีที่ทำความสะอาดขนแมวที่ติดตามผ้าเราได้ดีมากๆ เลยนะคะ เพียงแค่เพื่อนๆ ใส่ถุงมือยางไว้กับมือ แล้วก็รูดตามแนวยาว ขนแมวก็จะรวมตัวกันเป็นก้อนกลมๆ สามารถหยิบไปทิ้งได้ง่าย

             3. ลูกกลิ้งอเนกประสงค์ : วิธีนี้สามารถใช้กำจัดขนบนเสื้อผ้าได้ดี แต่ไม่เหมาะกับการนำไปทำความสะอาดบริเวณที่มีพื้นที่ใหญ่ๆ เพราะลูกกลิ้งอเนกประสงค์มีราคาค่อนข้างแพงค่ะ

            4. เครื่องดูดฝุ่น : เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำความสะอาดขนแมวได้ดี แต่อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้น้องแมวตกใจกับเสียงเครื่องดูดฝุ่น วิ่งหนีอย่างหวาดกลัวได้ค่ะ

             5. เทปกาว : จริงๆ วิธีนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำให้ใช้กับเสื้อผ้าที่เป็นขนง่ายนะคะ เพราะว่าเทปกาวจะไปทำลายใยผ้า แนะนำให้ใช้กับพวกผ้าผืนใหญ่ๆ อย่างเช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือผ้าม่านค่ะ เพราะจะประหยัดกว่าการที่เอาลูกกลิ้งอเนกประสงค์มาใช้ค่ะ

ถ้าเพื่อนๆ เป็นทาสแมว อยากเลี้ยงน้องแมวไว้ในบ้านต้องศึกษาวิธีพวกนี้ไว้นะคะ เพราะเรื่องขนแมวอาจจะแลดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนเลี้ยงแมวเลยก็ว่าได้ค่ะ

ที่มา : Mthai
10

ในทางโหราศาสตร์ ตัวเลข กำหนดชีวิตคนเราได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะวัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฟาก เลขที่บัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขทะเบียนรถ และแน่นอนไม่เว้นแม้กระทั่ง บ้านเลขที่ โดยมาก บ้านเศรษฐี หรือ คนใหญ่คนโต ก็มักจะสร้างตามหลักฮวงจุ้ย มีบ้านเลขที่สวยๆ ตัวเลขงามๆ แบบที่คนทั่วๆ ไป เขาไม่มีกันนั่นแหละค่ะ แล้ว บ้านเลขที่ ดี – ไม่ดี เขาดูกันยังไงนะ ?เรามีคำตอบ อยากรู้ตามมาๆ


ตามความรู้ของศาสตร์จีน ฮวงจุ้ย หรือที่อยู่อาศัยดี มีผลกับความสำเร็จ 33% ฮวงจุ้ยเลขที่บ้าน ก็เกี่ยวข้องและส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนภายในบ้านได้เช่นกัน (แต่มิได้มีผลกับเจ้าของบ้านถ้ามิได้อาศัยในบ้านหลังนั้น) เรามาดูความหมายของบ้านเลขที่กันว่าทำให้คนในบ้านอยู่สงบสุข หรือ ทุกข์เข็ญ


วิธีดูชะตาบ้าน : ซึ่งเลขที่บ้านดังกล่าวสามารถคำนวณได้จากการนำเลขที่บ้านทั้งหมดมาบวกกัน จนกระทั่งได้หมายเลขสุดท้ายเป็นหมายเลขเดียว

1.นำตัวเลขท้ายทุกตัวของบ้านเลขที่ (เลขที่หมู่ไม่นำมาคำนวณ)

2.ทั้งตัวเลขด้านหน้าและหลังเครื่องหมายทับ ( / ) ถ้ามี

3.นำมาหาผลรวมให้ได้เลข 1 หลัก

4.ถ้าท่านได้เลขศูนย์ ให้คำนวณใหม่ เพราะแปลว่าท่านคำนวณผิด 555

เช่น 321/60 = 3+2+1+6+0 = 12 = 1+2 = 3 ผลรวมได้เท่าไหร่ ให้ดูผลดวงชะตาเจ้าของบ้านในแต่ละเลข 1-9

หมายเหตุ : ตามตำราโบราณจะใช้เฉพาะเลขหลังทับเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างของบ้านเรากับเพื่อนบ้านเช่น 321/60 = 6+0 = 6 ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เพื่อความสบายใจ ข้าพเจ้าแนะนำให้พิจารณาทั้ง 2 แบบ คือทั้ง นำเลขก่อนทับมารวม และ ไม่มารวม

ความหมายแต่ละหมายเลข เลขทะเบียนบ้าน สงบสุข หรือ ทุกข์เข็ญ


เลข 1
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านหลังนี้ มักมีความเป็นผู้นำสูง ใจร้อน กล้าคิดกล้าทำ อีกทั้งยังเป็นคนใจอ่อนชอบช่วยเหลือคนอื่นๆ เสมอ จึงทำให้มีเรื่องไม่สบายใจอยู่บ่อยครั้ง ส่วนในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหลังนี้จะมีความเจริญรุ่งเรืองดี หากรับราชการก็จะมีผู้คนนับหน้าถือตา มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน

เลข 2
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย เป็นคนที่ชอบพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคม เนื่องจากเป็นคนอบอุ่น จึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูงและมีเพื่อนมากพอสมควร อีกทั้งยังเป็นคนที่มีเสน่ห์ อ่อนไหวง่าย ผู้ที่อาศัยบ้านหลังนี้มักจะมีหน้าที่การงานที่ราบรื่น แต่มักจะพบกับปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือเรื่องหนี้สิน ดังนั้นจึงต้องมีความรอบคอบ ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

เลข 3
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย มักเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่ก็เป็นคนใจร้อน ตรงไปตรงมา ชอบใช้กำลัง มักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งจนอาจจะถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเลยทีเดียว ผู้ที่อยู่อาศัยบ้านหลังนี้มักประสบแต่ความทุกข์ คนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย และไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการงาน หรือหากประกอบกิจการต่างๆ ก็มักจะล้มเหลวไม่รุ่งเรือง

เลข 4
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย มักเป็นคนช่างเจรจา ชอบในเรื่องการติดต่อสื่อสาร มีสติปัญญาแหลมคม แต่จะเป็นคนที่ขาดความระมัดระวังรอบคอบและขาดความอดทนเท่าที่ควร จึงควรระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดี นอกจากนี้แล้วบ้านหลังนี้ยังเป็นบ้านที่ดี ให้โชคลาภแก่ผู้ที่อยู่อาศัย ลูกหลานมีการศึกษาที่ดี อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขาย จะมีกิจการที่รุ่งเรืองดี

เลข 5
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย มักเป็นที่รักของบรรดาญาติมิตรและเพื่อนๆ อีกทั้งยังเป็นคนที่มีเสน่ห์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอๆ แต่การช่วยเหลือคนอื่นมากเกินไป ก็ถือเป็นข้อเสียของผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ เพราะจะนำพาแต่ความทุกข์มาให้ ส่งผลทำให้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอยู่บ่อยครั้ง ประกอบธุรกิจก็จะประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรืองได้


เลข 6
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย เป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่รักของผู้คนมากมาย มักมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้การเกื้อหนุนอยู่เสมอ แต่ก็เป็นคนค่อนข้างใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ถึงอย่างไร บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขาย หรือเป็นเจ้าของกิจการ จะยิ่งเจริญรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา ประสบความสำเร็จ

เลข 7
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย มักเป็นคนหนักแน่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นคนมีเคราะห์กรรม เนื่องจากเลข 7 นั้นเป็นเลขของอุปสรรค ผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหลังนี้มักพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ มากมายกว่าที่จะประสบความสำเร็จ หรือ ต้องทำงานหนัก แต่มักไม่มีเงินเหลือเก็บ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัว หากมีลูกน้องบริวารก็มักจะไม่ซื่อสัตย์

เลข 8
หมายความว่า เจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย ควรเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ มีสติอยู่เสมอ ไม่ลุ่มหลงอยู่ในกิเลสเพราะจะทำให้มีแต่ความทุกข์ใจ อีกทั้งบ้านหลังนี้จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของผู้ที่อยู่อาศัยเอง หากเป็นคนดวงแข็งและอยู่ในช่วงดวงดี ก็จะทำให้ส่งผลแต่เรื่องดีๆ แต่หากเป็นคนที่มีดวงไม่แข็งพอหรืออยู่ในช่วงดวงตก ก็จะพบแต่ความทุกข์หนัก อาจจะมีเคราะห์เกี่ยวกับอุบัติเหตุ

เลข 9
หมายความว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน หรือ ผู้อยู่อาศัย มักเป็นคนที่มีอำนาจบารมี มีคนเคารพ ยกย่อง นับหน้าถือตาอยู่เสมอ สำหรับเลข 9 นั้นเป็นเลขที่เป็นมงคลอย่างมาก เป็นเลขของคุณงามความดี ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดก็มักจะมีคนคอยเกื้อหนุนรับใช้อยู่เสมอ ผู้ที่อยู่อาศัย มักมีอายุยืนยาว หากประกอบธุรกิจหรือกิจการของตนเองก็จะประสบความสำเร็จมีกิจการใหญ่โต


วิธีแก้ แบบที่ 1

1. แปะสติ๊กเกอร์ตัวเลขที่ต้องการ (เล็กๆ) ด้านท้ายบ้านเลขที่เดิม

2. เพื่อให้ผลรามเป็นเลขที่ต้องการ

เช่น เลข 223 ให้แปะเลข 2 ต่อท้าย เพื่อผลรวม = 9

วิธีแก้ แบบที่ 2

1.ซื้อแผ่นทองคำเปลว 1 แผ่นเล็ก (ทองคำแท้)

2.นำมาแปะบนตัวเลขที่ไม่ต้องการผลรวม 1 ตัว (ไม่ต้องปิดมิดก็ได้)

3.แปะทับเป็นรูป สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หมายถึงมุมแหลมขึ้นบน

4.ให้นำเทียนไขมาถูบริเวณที่แปะแผ่นทอง เพราะแปะปกติจะไม่ติด

5.แปะครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิต แม้แผ่นทองจะหลุดออกหลังฝนตก

***อย่าลืม แปะเลขไหนก็ได้ที่ไม่ต้องการนับรวม แต่ให้คำนึงถึงผลรวมเลขที่เหลือ ให้ได้ความหมายที่ต้องการได้

และทางที่ดี เจ้าของบ้านไม่ควรอยู่บ้านตลอดเวลาในกรณีที่ได้เลขผลรวมไม่ดี เช่น 3 หรือ 7

ที่มา : Mthai
หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????