Condothai

???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
“ออริจิ้น” ชูแบรนดิ้ง My Life. My Origin บุกตลาด
ดึง “ณเดชน์” ซุปเปอร์สตาร์อันดับ 1 ของไทย ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์
พร้อมเปิดตัวคอนโดใหม่อีก 4 โครงการรวมมูลค่า 8,400 ล้านบาท





ออริจิ้น เปิดตัวแบรนดิ้งแคมเปญ “My Life. My Origin” เสริมแกร่งภาพลักษณ์ หลังโตพรวดต่อเนื่องตลอด 8 ปี เชื่อหมดยุคคนแห่อยู่ในเมือง ถึงยุคใช้ชีวิตแบบเป็นตัวเองในถิ่นทำเลที่คุ้นเคย พร้อมดึง “ณเดชน์” เป็นพรีเซ็นเตอร์ สะท้อนภาพลักษณ์บริษัทและคอนโดทั้ง 3 แบรนด์ ถือโอกาสดี ประกาศเปิดตัวคอนโดใหม่พร้อมกันอีก 4 โครงการ 3 แบรนด์ มูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท
 
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), และเคนซิงตัน (Kensington) กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2552 บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และมีก้าวสำคัญใหม่ๆ ทุกปี อาทิ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การมียอดขายทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น วันนี้ ในช่วงที่บริษัทกำลังจะครบรอบ 8 ปีและก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทในการจัดทำแบรนดิ้งแคมเปญภายใต้แนวคิด “My Life. My Origin” หรือ “ชีวิตในฝันแบบที่เป็นคุณ” เพื่อให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน สะท้อนตัวตนของแบรนด์โดดเด่นยิ่งขึ้น
 
“เราค้นพบว่า สาเหตุที่ยอดขายตลอด 8 ปีที่ผ่านมาของเราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราสามารถเข้าถึงตลาดผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในแต่ละทำเล ยอดขายหลายๆ โครงการของเราเป็นผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในทำเลนั้นกว่า 70% สะท้อนว่าความสุขของลูกค้าของเรา คือการได้มีที่อยู่อาศัยในทำเลที่เขาคุ้นเคย ติดรถไฟฟ้า และนี่จึงเป็นที่มาของแบรนดิ้งแคมเปญ My Life. My Origin เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตในฝันแบบที่เป็นคุณ” นายพีระพงศ์ กล่าว
 
ที่ผ่านมา คอนโดมิเนียมมักถูกกล่าวถึงในฐานะบ้านหลังที่ 2 ผู้คนมักคิดว่าบ้านหลังที่ 2 ต้องอยู่ในเมือง เพื่อให้ใกล้ที่ทำงานที่สุด แต่นับจากนี้ไปจะไม่ใช่ยุคคนแห่ไปอยู่ในเมือง เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมอย่างรถไฟฟ้าสามารถกระจายเข้าถึงผู้คนในทุกพื้นที่ ตลาดคอนโดมิเนียมจะกลายเป็นบ้านหลังแรกของคนรุ่นใหม่ที่เกิดจากครอบครัวขยายหรือต้องการอยู่ในแนวรถไฟฟ้าใกล้แหล่งงาน กล่าวคือเดิมเคยอาศัยอยู่บ้านแนวราบในทำเลไหน พอมีครอบครัวเพิ่มเติม ก็ขยายไปอยู่ในคอนโดมิเนียมทำเลใกล้เคียงเดิม เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ในย่านที่คุ้นเคย ไปหาญาติพี่น้องได้สะดวก ประเทศไทยจะเหมือนประเทศญี่ปุ่นที่ผู้คนไม่ได้คาดหวังว่าต้องดิ้นรนเข้าไปอยู่ในเมือง อาศัยรถไฟฟ้าไปทำงานในแต่ละวัน การเป็นแบรนด์ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตในฝันในแบบที่เป็นตัวเอง ไม่ต้องตามใคร จึงน่าจะเป็นแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตมากที่สุด
 
“ค่าครองชีพในเมืองจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาคอนโดมิเนียมในเมืองที่ราคา 3-5 ล้านจะไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ แถมอีกหน่อยคอนโดมิเนียมในเมืองอาจจะกลายเป็นคอนโดมิเนียมแบบลีสโฮลด์ ที่ผู้ซื้อไม่ได้มีสิทธิ์ขาดตลอดไป ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันของคนทั่วไป เพราะคนทั่วไปยังต้องการมีคอนโดมิเนียมที่ตัวเองมีสิทธิ์ขาด ราคาเข้าถึงได้ มีการตกแต่ง มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นรากดั้งเดิมของเขา ออริจิ้น ซึ่งมีความหมายถึงรากหรือต้นกำเนิด ไม่ซ้ำใคร ไม่ตามใคร จึงต้องการแสดงจุดยืนในฐานะผู้เข้าใจผู้บริโภคที่สุดผ่านแคมเปญ My Life. My Origin นี้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว
 
ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งหน้าพัฒนาคอนโดมิเนียมเจาะตลาดพรีเมียมแมส อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต้องการเป็นแชมป์การพัฒนาคอนโดมิเนียมเจาะผู้ต้องการห้องระดับราคา 1.5 -3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
 
นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้ภาพลักษณ์ของบริษัทและคอนโดมิเนียมแต่ละแบรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้ให้นายณเดชน์ คูกิมิยะ พระเอกระดับแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งมีบุคลิกที่สอดคล้องกับแบรนด์คอนโดมิเนียมทั้ง 3 แบรนด์ของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในแคมเปญ My Life. My Origin ด้วย
 
“ณเดชน์ คือคนธรรมดาที่มีสไตล์ คือตัวแทนของคนทั่วไปที่มีทั้งมุมเนี้ยบดูดี มุมเท่ๆ และมุมสบายๆ ไม่ต้องแต่งตัวหรูหรา สะท้อนภาพได้ตั้งแต่คอนโดมิเนียมแบรนด์เท่แบบเรียบหรูอย่างไนท์บริดจ์ แบรนด์ที่มีความทันสมัยหรือโมเดิร์นอย่างนอต-ติ้ง ฮิลล์ และแบรนด์เท่แบบลุยๆ อย่างเคนซิงตัน นอกจากนี้ยังเป็นคนตั้งใจทำงานเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และอ่อนน้อมถ่อมตนซึ่งตรงกันกับวิธีการทำงานแบบออริจิ้น” นายพีระพงศ์ กล่าว
 
พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการอีก 4 โครงการใหญ่ ได้แก่ 1. ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน-อินเตอร์เชนจ์ (Knightsbridge Phaholyothin-Interchange) มูลค่า 2,100 ล้านบาท 2.นอตติ้ง ฮิลล์ สกายสแครปเปอร์ @ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ (Notting Hill Skyscraper@Central Rattanathibet) มูลค่า 2,500 ล้านบาท 3.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 (Notting Hill Sukhumvit 105) เฟส 2 มูลค่า 1,300 ล้านบาท และ 4.เคนซิงตัน สุขุมวิท- เทพารักษ์ (Kensington Sukhumvit-Theparak) มูลค่า 2,500 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการกว่า 8,400 ล้านบาท เปิดวีไอพี พรีเซลพร้อมกัน 17 มิ.ย. นี้
 
ปัจจุบัน บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 35 โครงการ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 30,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

2
รถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย รองรับโลจิสติกส์ป้อนพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นยุคที่ไทยเร่งเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าด้วยระบบราง โดยปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) กำลังก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบัง กับพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพบว่ามีการนำสินค้าปูนซีเมนต์ น้ำมันก๊าซ และสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์หันมาใช้การขนส่งด้วยระบบรางกันมากขึ้นในปัจจุบัน

รถไฟทางคู่เส้นทางนี้มีระยะทาง 106 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นการก่อสร้างทางเพิ่มใหม่อีก 1 ทาง เริ่มต้นจากสถานีฉะเชิงเทราถึงสถานีแก่งคอย ซึ่งมีการก่อสร้างทางคู่เลี่ยงเมือง 2 ทางเพื่อใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงเมืองจำนวน 3 แห่ง ระยะทาง 7.1 กิโลเมตร ได้แก่ 1.จุดชุมทางฉะเชิงเทรา(ระหว่างกม.61+190 ถึง กม.62+600) เชื่อมสายคลองสิบเก้า-แก่งคอย กับฉะเชิงเทรา-สัตหีบ ระยะทาง 1.4 กิโลเมตร 2.จุดชุมทางบ้านภาชี (ระหว่างกม.92+000 ถึงกม.93+600) เชื่อมสายเหนือกับสายตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และ 3.จุดชุมทางแก่งคอย (ระหว่างกม.163+350 ถึง กม.167+400) เชื่อมสายตะวันออกเฉียงเหนือกับฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 4.05 กิโลเมตร

ในการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 สัญญา โดยสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง ระยะทาง 97 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 25612 ปัจจุบันก้าวหน้าไปแล้ว 15.85% ส่วนสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ระยะทาง 9 กิโลเมตร (รวมอุโมงค์ 1.2 กิโลเมตร) เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดแล้วเสร็จเดือนเมษายน 2561 ปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 23.32%

โดยจุดสำคัญในการก่อสร้างอุโมงค์บริเวณเขาพระพุทธฉาย ที่ก่อสร้างขนานไปกับอุโมงค์เดิม เริ่มจาก กม.147+100 ถึง กม.148+307 ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร อีกทั้งยังได้มีการก่อสร้างสถานีเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 สถานี ได้แก่ สถานีไผ่นาบุญ ช่วง กม.162+819 ระหว่างสถานีบุใหญ่และสถานีแก่งคอย ตลอดจนการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคมให้แล้วเสร็จตามแผน

โครงการดังกล่าวเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่ง ไปสู่เมืองศูนย์กลางของภูมิภาค ช่วยเชื่อมโยงกับเส้นทางสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาสู่การค้าหลักและประตูการค้าชายแดน ต่อไป

ดังนั้นคงต้องอดใจรออีกสักนิดรถไฟทางคู่เส้นทางนี้ก็จะทยอยเปิดให้บริการ โดยตามแผนนั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งเส้นทางในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่ร.ฟ.ท.จะเร่งเปิดให้บริการเดินรถช่วงแรกในเดือนตุลาคม 2560 นี้


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,255 วันที่ 23 - 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ที่มา : http://www.thansettakij.com/content/142997
3

การทางพิเศษลุ้นครม.ไฟเขียวลงทุนสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือช่วง N2 ไม่ต่อสัญญาร้านค้าเช่าพื้นที่รอบจุดตัดทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา เร่งเคลียร์พื้นที่รองรับการก่อสร้าง ด้านสหภาพกทพ.ชี้เบาะแสร้องสตง.สอบผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดิน

นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าได้สั่งรื้ออาคารและสิ่งปลูกสร้างกรณีให้เช่าพื้นที่รอบแยกจุดตัดทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรากับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 (ถนนประเสริฐมนูกิจหรือเกษตร-นวมินทร์) เนื่องจากครบกำหนดสัญญาเช่าไปตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา โดยกทพ.มีแผนนำพื้นที่ดังกล่าวไปก่อสร้างจุดเชื่อมต่อทางด่วนสายเหนือ ช่วง N2 ที่อยู่ระหว่างการเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติดำเนินการจึงมีความจำเป็นต้องเร่งเคลียร์พื้นที่ดังกล่าวให้พร้อมส่งมอบได้ทันที

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเป็นทั้งร้านอาหาร ลานค้าขายสินค้าในรูปแบบเปิดท้ายขายของ สวนอาหารขนาดใหญ่ที่เช่าพื้นที่จากกทพ.ไปดำเนินการ อาทิ สวนอาหารสมพงศ์ ร้าน And More ร้านบุฟเฟ่ต์ทะเลเผา ตลอดจนตลาดนัดขนาดใหญ่ที่มีผู้ค้าเช่าค้าขายวันละนับพันรายที่เช่าทำการค้าขายบนพื้นที่ดังกล่าว “หากคิดรายได้เข้ากทพ.ทั้ง 4 มุมพื้นที่เดือนละประมาณ 10 ล้านบาท ดังนั้นนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 มาจนถึงปัจจุบันกทพ.ต้องเสียรายได้จากกรณีค่าเช่าไปเดือนละ 10 ล้านบาทจากกรณีบอกเลิกสัญญาเช่าเพื่อนำที่ดินไปพัฒนาทางด่วนช่วง N2 ที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากครม. ปัจจุบันยังไม่มีการต่อสัญญาเช่าแต่อย่างใด และกทพ.แจ้งยกเลิกสัญญาเช่าพร้อมกับขอให้เร่งส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้กับกทพ.โดยเร็วต่อไป ทั้งนี้กทพ.จะดำเนินการฟ้องข้อหาบุกรุกต่อไปหากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้เช่าไม่ได้มีการวางเงินค่าเช่าไว้กับศาลนับตั้งแต่ที่ได้บอกเลิกสัญญาไปแล้ว แต่ช่วงนี้เข้าใจว่าผู้เช่าคงจะรอความชัดเจนโครงการก่อสร้างทางด่วนช่วง N2 ก่อนเนื่องจากยังไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) คงจะมีการขอบรรเทาไว้ก่อน และอาจจะมีการนำเงินค่าเช่าไปวางไว้ที่ศาลเนื่องจากกทพ.ไม่ยอมรับค่าเช่าตั้งแต่การบอกเลิกสัญญาไปทั้งหมดแล้ว”

ด้านนายลาภดี กลยนีย์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(สร.กทพ.) กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวได้ร้องไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ว่ากทพ.นำที่ดินจากการเวนคืนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยนำไปปล่อยเช่าให้กับผู้โดนเวนคืนอีกทอดหนึ่ง ส่วนหนึ่งนำไปทำสวนหย่อม ที่จอดรถ แต่ภายหลังผู้เช่านำไปสร้างลานเบียร์แทน จึงเป็นการจัดหาผลประโยชน์มากกว่าจะเป็นพื้นที่สันทนาการตามที่ระบุในสัญญาเช่า

โดยกรณีดังกล่าวนี้สหภาพกทพ.ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีกทพ.ได้ให้บริษัท เนค เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เช่าพื้นที่ในเขตทางพิเศษสายฉลองรัช บริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรมตัดถนนเกษตร-นวมินทร์ เนื้อที่รวม 25 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ระยะเวลา 3 ปี สัญญาดังกล่าวระบุให้คู่สัญญาทำธุรกิจที่จอดรถยนต์ เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 32.5 ตารางวา ค่าเช่าปีที่ 1 ตารางวาละ 164 บาท/เดือน ปีที่ 2 และปีที่ 3 ตารางวาละ 172 บาท/เดือน และให้จัดทำสวนหย่อม 14 ไร่ 1 งาน 77.5 ตารางวา ค่าเช่าตารางวาละ 30 บาท/เดือน ตลอดระยะเวลา 3 ปี

“จากการตรวจสอบพบว่าภายหลังพื้นที่ดังกล่าวมีการนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ทั้งลานจอดรถและร้านค้าซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญา ทำให้กทพ.เสียประโยชน์ ได้รับค่าเช่าน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ และกทพ.ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาจึงร้องเรียนไปยังสตง.ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,255 วันที่ 23 - 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ที่มา : http://www.thansettakij.com/content/142999
4
"เผยโฉมเฟสแรก เมกะโปรเจกต์ที่ มัลดีฟส์

สิงห์ เอสเตท ลุยจับมือพันธมิตรระดับโลกเนรมิต World Destination"




สิงห์ เอสเตท ล่าสุดเนื้อหอมได้รับการทาบทามจาก Café Del Mar ผู้บริหารบีชคลับแนวหน้าของโลกจากเกาะ IBIZA อันโด่งดัง เติมเต็มเมกะโปรเจกต์ที่มัลดีฟส์ เพื่อให้ครบทุกมิติของการท่องเที่ยว ภายหลังได้พันธมิตรโรงแรมดังอย่าง ฮาร์ด ร็อค มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีหน้า ตั้งเป้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันอันดับหนึ่งแห่งมหาสมุทรอินเดียที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างนึกถึง

 

สิงห์ เอสเตท เผยความคืบหน้าโครงการเมกะ โปรเจกต์ ที่มัลดีฟส์ ในเฟสแรกที่จะประกอบด้วย ยอร์ช มารีน่า, ร้านค้ารีเทล, โรงแรม และชายหาดสีขาว  ซึ่งมีพันธมิตรระดับโลกให้ความเชื่อมั่นในการร่วมทำธุรกิจมาแล้ว โดยส่วนโรงแรมห้องพักได้ Hard Rock Hotel Group มาร่วมรังสรรค์  ธีมโฮเทลแนวใหม่ซึ่งไม่เคยมีที่ใดมาก่อน

 

ล่าสุดทางบริษัทได้เซ็นสัญญาบริหารโครงการกับCafé Del Mar เพื่อเติมเต็มความเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่จะสามารถรองรับทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน โดยนายฐิติ ทองเบญจมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บมจ. สิงห์ เอสเตท กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการเซ็นสัญญาเพื่อเปิดบีชคลับแห่งใหม่ ภายใต้แบรนด์ Café Del Mar ยิ่งเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้า ที่สำคัญของเมกะโปรเจกต์ที่มัลดีฟส์ และจะเป็นอีกหนึ่งสีสันของ  มัลดีฟส์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะไม่ยอมพลาด

 

“สำหรับ Café Del Mar นั้นเป็นบีช คลับที่ได้รับความนิยม และมีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำในหลายๆ ประเทศ  อาทิ ออสเตรเลีย สเปน ฮาวาย และอีกหลายแห่งทั่วโลก โดยเรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับของบีช คลับ ส่วนในประเทศมัลดีฟส์ Café Del Mar ถือเป็นบีชคลับสาขา  Flagship แห่งแรกในมหาสมุทรอินเดียที่มีขนาดใหญ่ถึง 5,000 กว่าตารางเมตร ประวัติโดยสังเขป Café’ Del Mar เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1980 ในเมือง Ibiza ประเทศสเปน และมีสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง รวบรวมสีสัน และความสนุกสนานริมทะเลไว้อย่างพร้อมเพรียง ที่สำคัญยังมีจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างก็หลงใหล คือเป็นบีช คลับ ที่มีการทำเพลงเป็นของตัวเอง มีการสร้างสรรค์ดนตรี แต่งเพลงขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้น  บทเพลงในแต่อัลบั้มคงได้ผ่านหูพวกเรามาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย โดย DJ ระดับพระกาฬอาทิเช่น Roger Sanchez, DJ Dimitri, Boy George, Paul Oakenfold , และศิลปินระดับโลกอีกมากมาย จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่น่าตื่นเต้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แฟนเพลงชาวไทยได้กระทบไหล่กับศิลปินเหล่านี้ในอนาคตอีกด้วย”             

               

ด้านนายโดมินิค แซปเปีย ผู้อำนวยการกลุ่ม คาเฟ่ เดล มาร์ กล่าวว่า บีชคลับ ภายใต้แบรนด์ Café del Mar แห่งนี้ เป็นความร่วมมือที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่บมจ.สิงห์ เอสเตท บริษัทชั้นนำ ของประเทศไทยได้ตอบรับเทียบเชิญของเรา ซึ่งจะเป็นความท้าทายของการสร้างบีช คลับ อีกครั้งหนึ่งของเรา โดยได้มีการวางคอนเซ็ปต์ให้บีชคลับบนเกาะแห่งนี้ เป็นแรงบันดาลใจอันใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

 

“มัลดีฟส์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีความสวยงามของมหาสมุทรอินเดียที่คนทั่วโลกยอมรับ เป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบ ที่เรามองหา เพื่อที่จะขยายประสบการณ์ Café del Mar ไปสู่ตลาดใหม่ ๆ โดยเราพร้อมที่จะบริการนักท่องเที่ยวทุกท่านด้วยบริการที่ประทับใจ เราจะนำเสนอความสนุกสนานในทุกแง่มุมของวันหยุดอย่างมีรสนิยมตั้งแต่การจัดปาร์ตี้ร่วมกับดีเจชั้นนำ พร้อมด้วย เครื่องดื่ม และอาหารรสเลิศที่ทำในห้องครัวผสมผสานในสไตล์ Wood Fired Cooking พร้อมกับผลิตภัณฑ์อาหารในเครือของสิงห์อยู่ด้วย”

               

ผู้บริหาร Café Del Mar กล่าวด้วยว่า บีช คลับ ที่มัลดีฟส์แห่งนี้ เป็นส่วนเชื่อมต่อจากยอร์ช มารีน่า รองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก โดยจะประกอบด้วย สระว่ายน้ำริมชายหาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ออกแบบโดยดีไซเนอร์ระดับโลก มีกิจกรรมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ต่างๆ  โดยเฉพาะทางด้านดนตรี ดีเจ ปาร์ตี้ โดยเราเชื่อว่า เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ บีช คลับแห่งนี้จะต้องเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจของโครงการเมกะโปรเจกต์นี้ และเป็นสถานที่ๆ ผู้คลั่งไคล้ในเสียงเพลงจะมาใช้เวลาเพื่อซึมซับความสนุกแบบไม่มีวันลืม โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้พร้อมกับการเปิดตัวโครงการในเฟสแรกในปี 2561

 

ทั้งนี้ ผู้บริหาร สิงห์ เอสเตท นายฐิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการเมกะโปรเจกต์นี้อยู่ระหว่างดำเนินการในขั้นต้นของเฟสแรก แต่เราได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรระดับโลก โดยโครงการนี้จะเป็นโครงการที่รองรับการท่องเที่ยวในทุกๆ ความต้องการ ทั้งในส่วนของที่พัก  แหล่งช้อปปิ้ง การพักผ่อน สีสัน และบันเทิง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในหมู่เกาะมัลดีฟส์ และเชื่อว่าจากความร่วมมือกับผู้มีประสบการณ์อย่าง Hard Rock Hotel Group  และ Café Del Mar จะทำให้ทุกคนให้ความสนใจโปรเจกต์นี้ และตั้งตารอวันที่จะได้มาเยือน โดยมีกำหนดการเผยโฉมและรูปแบบให้ทุกคนได้เห็นในเร็วๆ นี้

 

เกี่ยวกับสิงห์ เอสเตท
 

บริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจและการลงทุนผ่านการซื้อที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพภายใต้แนวคิด "Best in Class" ควบคู่ไปกับการลงทุน หรือร่วมลงทุนในธุรกิจหรือทรัพย์สินที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมีเป้าหมายคือ การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และชอปปิ้ง รวมถึงสร้างการเติบโต และส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิงห์เอสเตท มีสินทรัพย์ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ย่อย และกิจการร่วมค้า ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในธุรกิจหลัก 3 ส่วนคือ ธุรกิจ อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก, ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย

 

 

ธุรกิจสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก

The Lighthouse

อาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส

โครงการมิกซ์ยูส สิงห์ คอมเพล็กซ์

ธุรกิจที่พักอาศัย

คอนโดมีเนียม The ESSE Asoke

คอนโดมีเนียม The ESSE at Singha Complex

คอนโดมีเนียม บริเวณ ซ.สุขุมวิท 36

โครงการที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ Santiburi Residences

โครงการที่พักอาศัยภายใต้ชื่อ Nirvana

ธุรกิจโรงแรม

โรงแรม Santiburi Beach Resort & Spa, Samui

โรงแรม Phi Phi Island Beach Resort & Spa

กลุ่มโรงแรมในประเทศอังกฤษ 29 แห่ง

โครงการเมกะโปรเจกท์ที่มัลดีฟส์

5
ดับเบิ้ลยู-ชินวะจับมือเอเจ้นท์เซ็น MOU ปล่อยห้องเช่าญี่ปุ่น “รูเนะสุ ทองหล่อ 5”




มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ และ นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (co-CEO) บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ “รูเนะสุ ทองหล่อ 5” คอนโดจิตวิญญาณญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เปิดตัวฮือฮาด้วยการใช้ลิขสิทธิ์ Sigma Beam กลับคานเป็นพื้น-กลับพื้นเป็นคาน เพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น ครั้งแรกใน Southeast Asia จัดงาน Agent Day เพื่อเซ็น MOU กับตัวแทนผู้หาห้องเช่าให้ชาวญี่ปุ่นในไทย สำหรับโครงการ“รูเนะสุ ทองหล่อ 5” มีเอเจนซี่ญี่ปุ่นในไทยตบเท้าเข้าร่วมงานเกือบ 40 บริษัท โดยอาศัยจุดแข็ง คือ ระบบการบริหารและระบบงานบริการให้เช่าห้องชุดที่มีประสบการณ์มายาวนานจากบริษัทแม่-ชินวะ กรุ๊ปในญี่ปุ่น จึงมั่นใจว่าโครงการนี้จะมีคนญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาเช่าอาศัยจำนวนมาก และจะได้รับความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

 โครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ ในซอยทองหล่อ 5 เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 156 ยูนิต มี 2 type ขนาด 1 และ 2 ห้องนอน พื้นที่ 29-75 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 189,000 บาทต่อตารางเมตร ออกแบบโครงการและฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยบรรยากาศการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้จริง เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอสังหาฯในไทย ทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งบางส่วนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ห้องน้ำระบบใหม่ที่พื้นสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที, Mushu-kan Tile สุดยอดกระเบื้องเทคโนโลยีใหม่จากญี่ปุ่นที่ช่วยควบคุมความชื้น ดูดซับกลิ่น และป้องกันไรฝุ่นภายในห้องนอน เป็นต้น สำหรับพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบสมบูรณ์ด้วยสวนญี่ปุ่น สระว่ายน้ำ ออนเซนต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น ที่ฝึกซ้อมกอล์ฟ Auto Parking ระบบรักษาความปลอดภัย ฯลฯ กำหนด Pre-Sales เดือนพฤษภาคมนี้ เริ่มก่อสร้างราวไตรมาส 3 ปี 2560 แล้วเสร็จไตรมาส 4 ปี 2561 มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท

6
กทม.ปรับลดเวลาออกใบรับรองการก่อสร้าง จาก 30 วัน เหลือ 15 วัน เอื้อประกอบธุรกิจในไทย




พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายจรูญ มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนายณัฏฐ์ ศรีสุคนธนันท์ ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. เข้าร่วมการประชุมรายงานผลการดำเนินการตามแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารโลก โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 กระทรวงการคลัง

ในที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ตามตัวชี้วัดของธนาคารโลก จำนวน 10 ด้าน ได้แก่ การเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุน การชำรับภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และการแก้ปัญหาการล้มละลาย ซึ่งธนาคารโลกจะนำไปจัดทำรายงาน Doing Business เสนอผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าเอื้อต่อผู้ประกอบธุรกิจเพียงใด

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านหนึ่ง    โดยธนาคารโลกได้สำรวจและสอบถามจำนวนขั้นตอนกับหน่วยงานราชการเพื่อรับใบอนุญาตให้ก่อสร้าง ได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยมีจำนวนขั้นตอนการทำรายการทั้งหมด 17 ขั้นตอน ใช้เวลา 103 วัน ดังนั้น เพื่อให้ระยะเวลาในการตรวจสอบการก่อสร้างและออกใบรับรองการก่อสร้างอาคารเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ กรุงเทพมหานครได้เสนอให้ลดระยะเวลาการออกใบรับรองอาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่ำ จากเดิม 30 วัน ลดเหลือ 15 วัน จะทำให้จำนวนวันที่ใช้ในการดำเนินงานจากเดิม 103 วัน เหลือ 84 วัน (ลดเวลาออกใบรับรอง และเวลาการตรวจสอบ) นอกจากนี้ยังเสนอแก้ไขระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขออนุญาตและการควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2525 โดยให้ตรวจสอบการก่อสร้างเหลือ 3 ครั้ง จากเดิมตรวจทุก 15 วัน จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ได้แก่ ครั้งที่ 1 ตรวจสอบเมื่ออาคารเริ่มทำการก่อสร้าง  ครั้งที่ 2 ตรวจสอบระหว่างการก่อสร้าง และครั้งที่ 3 ตรวจสอบเมื่ออาคารทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ  สำหรับการออกใบรับรองการก่อสร้างอาคารจะกำหนดให้อาคารประเภทควบคุมการใช้ที่ไม่ใช่อาคารขนาดใหญ่ ต้องดำเนินการออกใบรับรองการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งกรุงเทพมหานครหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการประกอบธุรกิจในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493125714
7

หลากทรรศนะเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ ซึ่งรัฐบาล คสช.ประกาศล่วงหน้าในการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือพร็อพเพอร์ตี้ แท็กซ์ วันที่ 1 มกราคม 2562 เท่ากับเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปี ในการเตรียมความพร้อมรับมือ

ซีรีส์วันนี้เราขึ้นเหนือ จับเข่าคุยกับ "พี่เป้-กนกศักดิ์ เชี่ยวศิลปธรรม" กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาญจน์กนก จำกัด ดีเวลอปเปอร์เจ้าถิ่นเมืองเชียงใหม่ ถึงผลกระทบตลอดจนการเตรียมตัวรองรับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปี 2559 กลุ่มกาญจน์กนกมียอดรับรู้รายได้ 2,733 ล้านบาท มีมูลค่าเปิดตัวโครงการใหม่เฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หลายรายด้วยซ้ำไป

กนกศักดิ์ เชี่ยวศิลปธรรม

"ผมว่าจริง ๆ เป็นนโยบายที่ดี มองว่าทำให้ที่รกร้างว่างเปล่าจะมีการนำมาใช้ประโยชน์ มาเช่าทำเกษตรก็ยังดีกว่า ยังสร้างงานสร้างรายได้ขึ้นมา และภาษีก็ไม่เยอะ รัฐบาลน่าจะออกมาเพื่อกดดันให้มีการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์มากกว่า"

ในบทบาทของการเป็นดีเวลอปเปอร์แน่นอนว่ามีความจำเป็นต้องจัดซื้อจัดหาที่ดินซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการพัฒนาโครงการโดยมีแลนด์แบงก์สะสมในมือขณะนี้มากกว่า 1,000 ไร่

"แต่ละปีใช้ที่ดินพัฒนาโครงการ เฉลี่ยจำนวนยูนิตที่ก่อสร้างและส่งมอบให้กับลูกค้าน่าจะอยู่ประมาณ 800-1,000 ยูนิต แต่รวมคอนโดมิเนียมด้วยซึ่งใช้ที่ดินไม่เยอะ ตีคำนวณแนวราบเราทำปีละ 600 ยูนิต บนที่ดิน 50 ตารางวา และมีทาวน์โฮมด้วย น่าจะใช้ที่ดิน 150 ไร่"

การประเมินผลกระทบต้องมอง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งผู้พัฒนาโครงการ กับฝั่งผู้ซื้อหรือผู้บริโภค

ในส่วนของฝั่งผู้บริโภค มีประเด็นทางเทคนิคที่ต้องคำนึงอีกนิดหน่อย ตรงที่แลนด์แบงก์สำหรับรอพัฒนาโครงการ รัฐลดหย่อนให้ 3 ปีแรก เสียในอัตราน้อยมาก 0.02% หรือล้านละ 200 บาท แต่หลังจากพ้นช่วง 3 ปีไปแล้วจะต้องมีภาระจ่ายภาษีแพงขึ้น

เพียงแต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจนว่าจะเสียในอัตราของ "ที่ดินพาณิชยกรรม" ซึ่งเริ่มต้น 0.3% หรือล้านละ 3 พันบาท หรือเสียในอัตรา "ที่อยู่อาศัย" ซึ่งเริ่มต้น 0.03% หรือล้านละ 300 บาท

หมายความว่า ที่ดินเปล่าที่บริษัทนำมาพัฒนาโครงการ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อสร้าง-ขาย-โอน หากจบโครงการใน 3 ปี ผู้ประกอบการก็ไม่มีต้นทุนภาษีที่ดินฯเข้ามาบวกในราคาบ้าน

แต่หากไม่สามารถปิดการขายภายใน 3 ปี มีผลทำให้ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจนกว่าจะขายหมดโครงการ มีผลกระทบต้องจ่ายภาษีรายปีตามปกติ แน่นอนว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายถูกบวกเข้าไปในราคาบ้านโดยอัตโนมัติ

"อสังหาฯในเครือกาญจน์กนกมีตั้งแต่ 1-5 ล้าน แต่ลูกค้าฐานใหญ่ ๆ อยู่ที่ 3 ล้านกว่าบาท ถ้าหากต้องเสียภาษี สมมติ คิดแพงสุดคือประเภทพาณิชยกรรม ต้นทุนเพิ่มขึ้นตกปีละหมื่นบาท น่าจะยังไม่กระทบมาก คิดว่าผู้บริโภคยังรับได้อยู่"

ในส่วนของฝั่งผู้ประกอบการ ไม่ได้หมายความว่าถ้าขายบ้าน 3 ล้าน แล้วบังเอิญขายช้าจนทำให้มีต้นทุนภาษีเพิ่มปีละหมื่นกว่าบาทแล้วจะไม่เดือดร้อนอะไร เพราะการจ่ายภาษีเป็นการจ่ายรายปี ดังนั้น ถ้ายิ่งปล่อยไว้นาน ต้นทุนจ่ายภาษีก็จะยิ่งถูกบวกทบขึ้นไปเรื่อย ๆ ในราคาบ้าน

ดังนั้นทางออกดีที่สุด คือเปิดโครงการแล้วต้องเร่งจบให้เร็วที่สุด นำไปสู่การเตรียมรีวิวโมเดลธุรกิจ จากเดิมเฉลี่ยพัฒนาโครงการละ 70-80 ไร่ ใช้เวลา 5-6 ปี อาจต้องรีไซซ์ให้เหลือ 50-60 ไร่ เพื่อเร่งให้จบภายใน 4-5 ปี เพื่อไม่ให้ต้นทุนจากภาษีตัวใหม่เป็นภาระกับผู้บริโภคมากนัก

นอกจากนี้ยังมีอีกโจทย์ที่ต้องนำไปขบคิดต่อนั่นคือที่ดินสะสมในมือจะทำยังไง

"เรามีแลนด์แบงก์เก็บไว้อยู่ยังมีเยอะประมาณ 1,500 ไร่ คงต้องมาวางแผนว่าบางส่วนอาจปลูกสวนปาล์ม สวนต้นไม้ เพื่อนำไปใช้ในอนาคต นำกลับมาใช้อีกทีหนึ่งในส่วนที่ต้องเก็บยาว ๆ และที่ดินส่วนอื่นต้องวางแผน ให้ไปเข้าข่ายทำการเกษตร" คำเฉลยถึงแนวทางบริหารจัดการแบบตรงไปตรงมา

ในข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่าฐานภาษีของการทำประโยชน์บนที่ดินในมือภาระภาษีต่ำที่สุดคือที่ดินการเกษตร การปลูกต้นปาล์ม ปลูกสวนต้นไม้ เป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว หรือสวนสาธารณะในพื้นที่ส่วนกลางอยู่แล้ว

ข้อแตกต่างอยู่ที่แต่เดิมอาจซื้อจากซัพพลายเออร์ แต่เมื่อมีภาษีที่ดินฯเป็นตัวกดดัน การหันมาปลูกพืชบนที่ดินตัวเองจึงนับเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการ

"แลนด์แบงก์ถือไว้นานสุดตอนนี้น่าจะสัก10กว่าปีได้ ซื้อไป ทำไป เก็บไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เราเริ่มนำผังโครงการมาดูละเอียด และเริ่มวางแผนจะเดินตรงไหนก่อน ตรงไหนวางแผนไปทำอะไรก่อน ทุกแปลงจะนำไปใช้ประโยชน์หมด"

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493009696
8
ข่าวสาร / "แสนสิริ"อัพเกรดพร็อพเทคปั้นโมเดลBtoB
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 26, 2017, 12:37:42 PM »
"แสนสิริ"อัพเกรดพร็อพเทคปั้นโมเดลBtoB เพิ่ม8ฟังก์ชั่นแอปโฮมแคร์เซอร์วิสดูดลูกค้าต่างชาติ-ซื้อลงทุน



ค่ายแสนสิริเดินหน้าพร็อพเทค ยกระดับดิจิทัลบนมือถือจาก B to C มาสู่ B to B มากขึ้น เผย 3 ปีพัฒนาโฮมแอปพลิเคชั่นรุดหน้าไปไกล ปีนี้ต่อยอดโฮมแคร์เซอร์วิส จากบริการหลังการขายเน้นช่องทางสื่อสารตรง "ลูกบ้าน+นิติบุคคล" เข้าสู่โหมดรองรับพฤติกรรมลูกค้าซื้อลงทุน-ลูกค้าต่างชาติ ทำให้สารพัดทั้งปล่อยเช่า-ทำความสะอาด-ฝากขาย เล็งขายแอปให้กับดีเวลอปเปอร์ทั่วไป

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวพร็อพเพอร์ตี้เทคโนโลยีหรือพร็อพเทค ที่ยกระดับจากปัจจุบันอยู่ในรูปแบบบีทูซี (business to customer) มาสู่บีทูบี (business to business) มากขึ้น

3 ปีปั้นบริการหลังขาย

"นิยามทำธุรกิจปีนี้มีไฮไลต์ในเรื่องของเทคโนโลยี เราทำเกี่ยวกับพร็อพเพอร์ตี้เทค ผมคิดว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงแล้ว การอยู่อาศัยกับการนำเทคโนโลยีมาสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตคนที่อยู่ในบ้านมาแรงสุดแล้วตอนนี้ การที่ดิจิทัลกับโมบายเริ่มมาคอมไบน์รวมกัน ทำให้คนสามารถใช้มันในราคาไม่แพงแล้ว ไม่ว่าในเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในแง่การใช้โมบายลิงก์เข้าไปบริหารจัดการเกี่ยวกับอาคารทั้งหมด"

ทั้งนี้ บริษัทมีการพัฒนาโฮมแอปพลิเคชั่นมาใช้ในโครงการไม่ต่ำกว่า 3 ปีมาแล้ว เริ่มจากโฮมออโตเมชั่นบางอย่าง เช่น เปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ทำให้เจ้าของบ้านใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้น โดยสั่งงานผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟน โดยมีแอปโฮมแคร์เซอร์วิสใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างลูกบ้านกับนิติบุคคลโครงการในเครือแสนสิริ ซึ่งเป็นระดับบีทูซี

"คนอยู่อาศัยในบ้านได้ต้นทุนถูกลงในแง่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกสูงขึ้นการบริการรวดเร็ว และมี acculate สูงขึ้นมากมายเลย อันนี้เป็นเรื่องน่าสนุก เพราะเมื่อก่อนเราสร้างบ้านเป็นเรื่องอิฐ หิน ปูน ทราย สเปซ ต่อไปนี้จะมีบริการหลังจากเราเข้าไปอยู่อีกเยอะแยะไปหมดเลย แจ้งจ่ายค่าน้ำค่าไฟ รับพัสดุนัดฉีดปลวกฉีดกันแมลง สะดวกมาก"

ต่อยอดโฮมแคร์เซอร์วิส

ล่าสุด กำลังยกระดับจากบีทูซีไปสู่บีทูบี โดยแสนสิริได้รับการติดต่อจากกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ เช่น ห้างบิ๊กซี แจ้งความต้องการอยากขายสินค้าให้ลูกค้าแสนสิริ สถิติมี 15,000 รายในคอนโดมิเนียมกับ 20,000 กว่ารายในหมู่บ้านจัดสรร โดยลูกบ้านแสนสิริสามารถออร์เดอร์สินค้า เช่น ต้องการซื้อน้ำดื่ม 10 แพ็ก โค้ก 2 โหล เป็นต้น

แนวโน้มในอนาคต แผนธุรกิจยังสามารถมีเรื่องเกี่ยวกับฟินเทคและเรื่องอื่น ๆ ที่นำมาคิดค้นและพัฒนาต่อยอดได้อีกเยอะ กรณีฟินเทคแสนสิริมองเป็นพันธมิตรกับบริษัท รีฟิน หาออปชั่นให้ลูกบ้านที่ใช้สินเชื่อและผ่อนชำระแล้ว 3 ปี มีความต้องการรีไฟแนนซ์เงินกู้ก็สามารถใช้บริการผ่านช่องทางนี้ได้

"นึกถึงโลกในอนาคต การใช้จ่ายอยู่ที่ไหน จะพบว่าอยู่ในบ้าน เช่น ล้างแอร์ ผมมีโปรแกรมแล้วกำลังจะลอนช์ปลายเดือนนี้ ล้างแอร์ทุก ๆ 6 เดือน ล่าสุดล้างเมื่อไหร่ เขาจะ nofication มาหาคุณ ถึงเวลาแล้วครับวันนี้อยู่บ้านไหม แอร์ไม่ได้ล้างมา 6 เดือนจะล้างไหม มีซัพพลายเออร์มาให้เลยอย่างนี้ ๆ ๆ ติดต่อไหม ถ้าสนใจกด ปิ๊ง เอาฟินเทคเข้ามารวม จ่ายตังค์"

นายอุทัยอธิบายให้เห็นภาพโลกของพร็อพเทคด้วยว่า มองต่อไป 5-10 ปีหน้า เช่น ตู้เย็นอัจฉริยะซึ่งบันทึกพฤติกรรมการใช้ตู้เย็น สมมุติ กินไข่ทุกวัน ที่วางไข่ใส่ได้ 10-12 ฟอง ถ้าไข่เหลือ 2 ฟองก็จะแจ้งเตือนให้ทราบว่าเหลือน้อยแล้ว ต้องการสั่งไข่เพิ่มหรือไม่, นมซื้อมา 3-4 วันใกล้หมดอายุ มีการแจ้งเตือนและสอบถามต้องการสั่งเพิ่มหรือไม่

"หลายอย่างอัจฉริยะมาก ตัวอย่างเรื่องนม ไข่ ธุรกิจ groceries กำลังทำแอปพลิเคชั่นเพื่อรองรับการให้บริการตรงนี้ แสนสิริร่วมกับซัพพลายเออร์พัฒนาโปรแกรม 4-5 ปีพัฒนาดิจิทัลบนมือถือ เกี่ยวกับเซลส์คิตบนมือถือ ต่อไปใครสนใจมาจอยต์กับผมไหม โลตัส วิลล่า บิ๊กซี ใช้แพลตฟอร์มผมไหมในการเข้าถึงฐานลูกค้า"

ถูกจริตซื้อลงทุน-ต่างชาติ

นายอุทัยกล่าวว่า ปัจจุบันแอปโฮมแคร์เซอร์วิสของบริษัทมีบริการค่อนข้างครบวงจร ตั้งแต่รับโอนกรรมสิทธิ์และย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในโครงการ ส่วนใหญ่เป็นการติดต่อเพื่อแก้ไขซ่อมแซมดีเฟ็กต์ (งานสึกหรอจากการก่อสร้างบ้านหรือคอนโดฯ) หลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนสถานะเป็นลูกบ้านก็จะเป็นการเสิร์ฟงานบริการให้กับไลฟ์สไตล์ลูกบ้านเป็นหลัก

อาทิกรณีเจ้าของบ้านมีความต้องการปล่อยเช่าสามารถฝากเช่าไว้กับนิติบุคคล ถ้าอยู่อาศัยเองเวลาต้องการมาพักหรือถ้าเป็นลูกค้าต่างชาติจะเข้ามาพัก ข้อมูลมีพร้อมทั้งภัตตาคาร ร้านอาหาร เอเยนซี่รถเช่า เบอร์ร้านขายแก๊ส ร้านเครื่องดื่มฯลฯ ล่าสุด ปีนี้มีเพิ่มอีก 8 ฟังก์ชั่น เริ่มตั้งแต่สนใจมาจองซื้อโครงการ เริ่มวางเงินมัดจำ อยู่ระหว่างผ่อนเงินดาวน์งวด 1-2-3 มีการเตือนทุกระยะ ก่อสร้างใกล้เสร็จเตรียมโอนใน 3 เดือนก็จะแจ้งเตือนให้เตรียมตัวติดต่อขอสินเชื่อ

"อนาคตอาจมีซีซีทีวีหรือกล้องวงจรปิดเข้ามา เวลานัดหมายเจ้าของไม่ต้องอยู่บ้าน แต่สั่งการทำงานบนสมาร์ทโฟน เปิดประตูให้แขกตั้งแต่ประตูรั้ว ประตูบ้าน ประตูห้อง แล้วมีซีซีทีวีในบ้านส่องดูได้ เขาค้นบ้านเราหรือเปล่า พอเขาออกจากห้องไปเราก็ล็อกห้อง เทคโนโลยีเริ่มมา ดิจิทัลดอร์ล็อกผมทำได้แล้ว ซีซีทีวีเครือข่ายมือถือมีแล้ว เพียงแต่เขียนแอปพลิเคชั่นยังไงให้ลิงก์มาอยู่บนมือถือของเรา นี่คือพูดคร่าว ๆ ให้ฟัง สร้างฝันให้เห็นว่านี่คือพร็อพเทคเทคโนโลยี"

นายเมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ แสนสิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า โฮมเซอร์วิสแอปพลิเคชั่นปัจจุบันมี 75 โครงการที่ลูกบ้านโหลดแอปใช้สำหรับติดต่อสื่อสารกับนิติบุคคล ต่อไปจะเป็นเกตเวย์ติดต่อกับทุก ๆ ซัพพลายเชน เช่น อยากขายเฟอร์นิเจอร์ให้กับเจ้าของบ้าน ทางผู้ผลิตสามารถขายผ่านแอปได้

"ในอนาคต ไม่จำเป็นว่าจะใช้เฉพาะในเครือแสนสิริ แต่เป็นแอปที่ขายให้กับดีเวลอปเปอร์ทั่วไปด้วย โดยรวบรวมฟีเจอร์การใช้งานครบถ้วน เริ่มตั้งแต่จองซื้อ วางเงินดาวน์ ติดตามคืบหน้าก่อสร้าง การเตรียมรับมอบห้อง หลังจากเข้าไปอยู่แล้วต้องการตกแต่งห้อง มีช่องทางสื่อสารกับซัพพลายเออร์ เบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็น เช่น สถานีตำรวจ รวมถึงแสนสิริ แฟมิลี่ ซึ่งเป็นโปรแกรมซีอาร์เอ็มของบริษัท" นายเมธากล่าว

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493009220
9

คอลลิเออร์ส ชี้แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่ทำเลทองคอนโดฯ เปิดใหม่พรึบ อัตราขายดีต่อเนื่อง ดันราคาที่ดินถีบตัวสูงกว่า 50% ใน3 ปี เอพี (ไทยแลนด์) เปิดตัวไลฟ์ ลาดพร้าว คาดกวาดยอดขายพรีเซล 4 พันล้าน เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต – สะพานใหม่) ว่า มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณปี2552 – 2554 แต่เห็นได้ชัดในช่วงปี2558 เป็นต้นมา เนื่องจากการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต – คูคต มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางนี้เป็นอีกทำเลที่น่าสนใจของผู้ประกอบการ โดยโครงการที่เปิดขายยังคงกระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่มีศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย หรือชุมชนดั้งเดิม เช่น แยกลาดพร้าว แยกรัชโยธิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะพานใหม่ เป็นต้นไม่กระจายไปตลอดเส้นทาง

จากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ในพื้นที่นี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2560 พบว่า มีอยู่ที่ประมาณ 10,120 หน่วย และมีคอนโดมิเนียมเหลือไม่มากนักเพราะอัตราการขายอยู่ที่ประมาณ 90% อาจเป็นเพราะการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีความคืบหน้าต่อเนื่อง และราคาขายคอนโดมิเนียมในช่วงนี้ยังไม่สูงเกินไป โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.5 หมื่นบาทต่อตารางเมตร แต่ถ้าพิจารณาแยกเป็นทำเลก็อาจจะเห็นความแตกต่างพอสมควร เพราะพื้นที่รอบแยกลาดพร้าวอาจจะขายกันที่มากกว่า 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร ส่วนพื้นที่อื่นๆ ราคาก็ปรับลดหลั่นกันไป แต่ในอนาคตคาดว่าราคาขายเฉลี่ยจะสูงขึ้นต่อเนื่องตามความคืบหน้าของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวโดยอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปีหรือมากกว่านั้นในบางทำเล

“ปัจจัยที่มีผลต่อราคาขายโครงการคอนโดมิเนียมคือราคาที่ดินที่ปรับขึ้นต่อเนื่องมาตลอดซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้โดยเฉพาะในพื้นที่รอบๆ แยกลาดพร้าวที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4 – 5 แสนบาทต่อตารางวา จากเดิมเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 2 แสนบาทต่อตารางวา โดยช่วงแยกรัชโยธินถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ราคาที่ดินอยู่ในช่วง 2 – 3 แสนบาทต่อตารางวา ถ้าไกลออกไปก็อาจจะต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อตารางวาส่งผลให้ราคาขายคอนโดปรับสูงขึ้นตามไปด้วยจากเดิมเฉลี่ย 7 หมื่นบาทต่อตารางเมตร เป็น 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร”นายสุรเชษฐ กล่าว

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทมีแผนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป และโครงการแรกที่จะเปิดในปีนี้คือ โครงการ ไลฟ์ ลาดพร้าว บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ เยื้องเซ็นทรัลลาดพร้าวและโรงเรียนหอวัง จำนวน 2 อาคาร รวม 1,615 หน่วย มูลค่าโครงการ 7,600 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่ประมาณ 1.4 แสนบาท หรือราคาขายเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดพรีเซลล์อย่างเป็นทางการในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2560 เบื้องต้นมีผู้สนใจลงทะเบียนผ่านออนไลน์กว่า 2,500 ราย ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ณ วันเปิดขายพรีเซลล์จะมียอดขายสูงถึง 800 หน่วย คิดเป็นมูลค่าราว 4,000 ล้านบาทคาดว่าจะทำการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2563

“ในส่วนของภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าย่านสะพานควาย-พหลโยธิน พบว่าจำนวนความต้องการยังมีอยู่มาก ทั้งนี้จากการสำรวจสินค้าคงเหลือ 5 ปีย้อนหลัง(2555-2559) พบว่ามีจำนวนสินค้าเหลือขายกว่า 2,000 หน่วย ซึ่งเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ 940 หน่วย โดยระดับราคาที่มียอดขายเฉลี่ยสูง 85% คือระดับราคาขาย 3-5 ล้านบาท ด้วยยอดสินค้าเหลือขายที่ไม่สูงประกอบกับโครงการตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพจึงทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”นายวิทการ กล่าว

ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอกประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่พัฒนาในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลากว่า 2 ปี โดยมีอัตราการขายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 80% และในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 บริษัทเตรียมเปิดขายพรีเซลล์โครงการที่ 7 ภายใต้ชื่อ “ไนท์บริดจ์อินเตอร์เชนจ์” มูลค่าโครงการประมาณ 2,500 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,255 วันที่ 23 - 26 เมษายน พ.ศ. 2560


ที่มา : http://www.thansettakij.com/content/142695
10
ข่าวสาร / "สระว่ายน้ำโอโซน" ฝีมือคนไทย บอกลา "คลอรีน"
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ เมษายน 25, 2017, 09:22:10 AM »

รศ.ดร.ศิริวัฒน์ โพธิเวชกุล และ ผศ.ดร.นรเศรษฐ พัฒนเดช อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับนักศึกษา พัฒนา "นวัตกรรมระบบเครื่องกำเนิดโอโซนเพื่อการบำบัดน้ำ" ขึ้น และได้ทำการติดตั้งทดสอบระบบการทำงานที่เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผล ที่สระว่ายน้ำสมเด็จพระเทพฯ ขนาดสระ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ภายในสถาบัน ซึ่งนวัตกรรมนี้ถือเป็นการคิดค้นใหม่ เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซโอโซนระดับสูง แต่ยังช่วยประหยัดพลังงาน ขนาด 200 กรัมโอโซน/ชั่วโมง โดยใช้เทคโนโลยีสนามไฟฟ้าแรงดันไฟฟ้าความถี่สูง เพื่อให้เกิดกระบวนการแตกตัวด้วยขบวนการโคโรน่าดีสชาร์จของออกซิเจนในอากาศ แล้วรวมตัวใหม่เป็นก๊าซโอโซน โดยมีการควบคุมการทำงาน การผสม และการควบคุมคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ ซึ่งผลจากการเดินเครื่องทดสอบพบว่ามีคุณภาพและผลวิเคราะห์เชื่อถือได้ สามารถนำไปเป็นต้นแบบผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

ทั้งนี้ การใช้โอโซนบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำแทนคลอรีน ช่วยให้น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดมีคุณภาพสูง และมีข้อดี ดังนี้

1.ไม่ทำให้ระคายเคืองตา แสบตา หรือทำให้ตาแดง แม้จะมีความเข้มข้นของโอโซนในน้ำสูงก็ตาม

2.ฆ่าเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เร็วกว่าคลอรีน 3,125 เท่า

3.สลาย พิษจากปฏิกิริยาของคลอรีน ได้แก่ Chloramine ซึ่งมีกลิ่นไม่ค่อยดีและทำให้ระคายเคืองต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และ Chloro-organic Compounds หรือ Trihalomethanes (THMs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) ได้

4.ออกซิไดซ์สารอินทรีย์ เช่น เสมหะ ปัสสาวะ ขี้ไคล และสารอนินทรีย์ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟต์ เหล็ก แมงกานีส พบได้โดยทั่วไปในสระว่ายน้ำ ทำให้ตกตะกอนและน้ำดูใสขึ้นเมื่อผ่านระบบกรองและช่วยปรับสมดุล

5.ไม่ ทำให้ความเป็นกรด-เบสของน้ำเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากการใช้คลอรีนที่จะทำให้ค่า PH เปลี่ยน ต้องเติมสารช่วยปรับค่า PH อยู่เรื่อย ๆ

6.ก๊าซโอโซนผลิตได้จากก๊าซออกซิเจนซึ่งมีอยู่ใน อากาศตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องจัดหาสารเคมีหรือสารตั้งต้นอื่นมาเติม ทำให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งานเป็นอย่างมาก

7.ยืดเวลา ในการล้างไส้กรองของระบบกรองน้ำของสระว่ายน้ำ เพราะโอโซนจะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในน้ำ เมื่อโอโซนทำปฏิกิริยาทำลายผนังเซลล์ของเชื้อโรคและสิ่งต่าง ๆ ในน้ำแล้วก็จะสลายตัวเป็นออกซิเจน จึงช่วยลดภาระการทำงานของระบบกรองลงได้

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492971487
หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????