Condothai คอนโดไทย


???????????

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 212
1

ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2561 มีแนวโน้มเติบโตมากกว่าปีก่อน ด้วยปัจจัยเศรษฐกิจประเทศขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอัตราดอกเบี้ยทรงตัว

ประกอบกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและเริ่มกลับเข้าสู่การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้

ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ของศุภาลัย วางเป้าหมายเติบโตอย่างยั่งยืนเฉลี่ยปีละ 15-20% ที่ผ่านมาสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จากการลงทุนที่อยู่อาศัยแนวราบ ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และโครงการแนวสูง ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่  รวมทั้งการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบในต่างประเทศร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายธุรกิจประเภทเช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำ

สำหรับแผนการลงทุนปีนี้ โปรเจคใหญ่ คือการเปิดตัวแผนพัฒนาที่ดินสถานทูตออสเตรเลีย บนถนนสาทร ติดถนนสวนพลู ซึ่งเตรียมพัฒนาที่ดินเป็นโครงการมิกซ์ยูส  ประกอบด้วย อาคารชุดพักอาศัยและอาคารสำนักงานให้เช่า พื้นที่ค้าปลีก โรงแรม คาดว่ามูลค่าโครงการจะอยู่ที่ 18,000-20,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวช่วงไตรมาส 4 โดยใช้ชื่อโครงการว่า “ศุภาลัย ไอคอน” ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่บนถนนสาทร

"การพัฒนาที่ดินสถานทูตออสเตรเลียยังไม่นิ่ง มูลค่าอาจแตะ 2 หมื่นล้านบาท อยู่ที่แผนการลงทุนว่าต้องการพัฒนาพื้นที่ประเภทใด ขณะนี้มีผู้สนใจต้องการพันธมิตรพัฒนาพื้นที่ในส่วนที่เราไม่ถนัดหลายราย และกำลังดูแนวทางที่เหมาะสม"

ปี61เปิดโครงการ4หมื่นล้าน

ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการดำเนินงานปี 2560 ที่ผ่านมาได้หลายโครงการได้รับการตอบรับดี เช่น คอนโดหรู ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร สามารถปิดการขายได้ภายในวันแรกที่เปิดจอง ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายกว่า 30,777 ล้านบาท เติบโต 27% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มียอดขาย 24,132 ล้านบาท และเติบโตเกินเป้า 14% เมื่อเทียบกับเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้ 27,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเติบโตมาจากยอดขายคอนโด 15,440 ล้านบาท และแนวราบ 15,337 ล้านบาท โดยเปิดตัวโครงการทั้งหมด 20 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 15 โครงการ และคอนโด 5 โครงการ มูลค่า 31,220 ล้านบาท

สำหรับแผนงานปี 2561 ตั้งเป้าหมายยอดขาย 33,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 26,000 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 35 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 30 โครงการ และคอนโด 5 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท เติบโต 28%  โดยปี 2561 มีแบ็คล็อก 10,901 ล้านบาท  กำหนดงบประมาณจัดซื้อที่ดินปีนี้  9,000 ล้านบาท

ลุยต่างจังหวัด-ตปท.

ไตรเตชะ กล่าวอีกว่าปีนี้จะได้เห็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา และเตรียมพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ในหลากหลายด้าน เพื่อปรับตัวทำตลาดตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมก้าวเข้าสู่อสังหาฯ ยุค 4.0 รับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ ด้านแผนการเปิดตัวโครงการ จะมีการเปิดตัวบิ๊กโปรเจคบนที่ดินสถานทูตออสเตรเลีย ถนนสาทร โดยในส่วนของคอนโดจะเป็นกลุ่มลักชัวรีในราคาที่น่าสนใจ

อีกทั้งมีการขยายโครงการสู่ตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยจะเริ่มบุกตลาดอสังหาฯ ใน จ.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งมีที่ดินรอการพัฒนากว่า 10 แปลง  ปีนี้วางแผนเปิดโครงการแนวราบ จ.ชลบุรี 4-5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท  และ จ.ระยอง 2 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท  ที่ผ่านมาศุภาลัย เป็นบริษัทที่ลงทุนที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี มากที่สุดรายหนึ่ง

ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นขยายตลาดต่างประเทศ เช่นการร่วมลงทุนกับบริษัทอสังหาฯ ในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนไปแล้ว 6 โครงการ ปีนี้จะลงทุนเพิ่ม 1-2 โครงการ และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในประเทศอาเซียนต่างๆ

พัฒนาดีไซน์-นวัตกรรม

ด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ มีการปรับโฉม พัฒนาแบบบ้านรูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ Essence ที่พัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในยุคดิจิทัล และยังมีการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี เข้ามาปรับใช้ในโครงการใหม่ๆของบริษัทฯ เช่น ระบบ Home automation, Home security เป็นต้น รวมทั้งมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้เอื้ออำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้สูงอายุมากขึ้น

ด้านกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขาย สานต่อการใช้สื่อออนไลน์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเฟชบุ๊ค ไลน์ ยูทูบ เว็บไซต์ และอินสตาแกรม เพื่อสื่อสารถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และนำเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆ ตลอดทั้งปี

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

2

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับมือดีทางด้านการตลาดรายใหม่ที่มาร่วมผลักดันให้พฤกษาครองความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือ

สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายหญิงคนแรกแห่งยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง บริษัทผู้นำสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก ที่คนไทยเกือบทุกคนต้องเคยใช้งานที่นั่งแท่นบริหารมากว่า 20 ปี ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพฤกษา เมื่อเดือน ก.ย. 2560 โดยเข้ามารับตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง

เธอกล่าวว่า การตัดสินใจมาร่วมงานกับพฤกษาใช้เวลาไม่นาน และมองว่าการตลาดในสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นสามารถนำมาใช้กับที่อยู่อาศัยได้ โดยวิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัทที่จะก้าวไปสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจคนไทยและเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาฯ กลยุทธ์การทำตลาดจึงมุ่งไปที่เมกะเทรนด์ของตลาด เริ่มจากการสร้างประสบการณ์ที่อยู่อาศัยครบวงจรโดยการเอาประสบการณ์จริงมาใช้ผสานกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีไออาร์และเออาร์ การนำเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมเข้ามาใช้งานมากขึ้น ภายใน 5 ปีข้างหน้ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันจะต้องสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าเป็นแบรนด์ของจริง พัฒนาสินค้าด้วยความจริงใจให้ลูกค้าสัมผัสและสามารถตรวจสอบได้ รวมไปถึงพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ที่ตัวเลขประชากรสูงวัยจะมากขึ้นเกือบ 20 ล้านคน ภายในเวลา 5 ปี นอกจากนี้จะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยปีที่ผ่านมาพฤกษามียอดขายจากสื่อดิจิทัล 16,101 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 98%


สำหรับแผนงานในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปี 2561 อยู่ที่ 5.37 หมื่นล้านบาท เติบโต 13.1% จากปีก่อนที่ทำยอดขายได้ 4.75 หมื่นล้านบาท พร้อมกับวางแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ในกลุ่มแวลูและพรีเมียมรวม 75 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6.67 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 44 โครงการ บ้านเดี่ยว 18 โครงการ คอนโดมิเนียม 5 โครงการ และโครงการในกลุ่มพรีเมียมอีก 8 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เปิดไปแล้วทั้งหมด 56 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 5.92 หมื่นล้านบาท ด้านเป้าหมายรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 5.05 หมื่นล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน เบื้องต้นจะมีการโอนโครงการคอนโดใหม่ที่สร้างเสร็จทั้งหมด 5 โครงการ และบริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิปีนี้ที่ ไม่ต่ำกว่า 13.5% ด้านงบซื้อที่ดินวางไว้อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้ไป 1.3 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้ซื้อที่ดินในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต ขณะที่ความคืบหน้าของโรงพยาบาลวิมุตติอยู่ระหว่างการเริ่มก่อสร้าง โดยใช้งบก่อสร้างจำนวน 650 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการแก่ลูกค้าภายในปี 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาแผนงานกับพันธมิตร ที่จะเข้ามาร่วมกันดำเนินงาน

สุพัตรา ประเมินภาพรวมตลาด อสังหาฯ ในปี 2561 ว่า ตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปีก่อน 5% หรือมีมูลค่าตลาดรวม ราว 4.2 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคมของภาครัฐ ขณะที่ภาพรวมของยอดโอนในปีนี้ทั้งตลาดคาดว่า อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ปัจจุบันตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของภาค อสังหาฯ ยังคงเป็นตลาดในกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโตอย่างมาก จากการลงทุนต่างๆ ในด้านการคมนาคมของ ภาครัฐที่จะมีรถไฟฟ้าครอบคลุมหลายๆ พื้นที่ ในกรุงเทพฯ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นส่งผลบวก ต่อภาพรวมของอสังหาฯ ไทย

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

3

จากการแข่งขันในธุรกิจอสังหาฯ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัว รายใดที่ปรับตัวได้ไวย่อมได้เปรียบ

อนันต์ อัศวโภคิน อดีตประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกับตลาดโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่สถาบันการเงินไทยเริ่มคุ้นเคยกับการปล่อยสินเชื่อ มีความระมัดระวัง และค่อยๆ ปรับตัวในการปล่อยกู้สินเชื่อรายย่อย ขณะที่ผู้ประกอบการพยายามแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าของตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ยอดถูกปฏิเสธสินเชื่อเริ่มลดน้อยลง

ขณะที่แรงงานก่อสร้างนั้นมีปัญหามาตลอด ส่งผลให้หลายบริษัทหันมาใช้ระบบสำเร็จรูปหรือพรีแฟบกันหมด และมุ่งเน้นการพัฒนาด้านไอที เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

“ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคา 1 ล้านกว่าบาท ที่เคยมียอดขายที่ดีกลับขายไม่ดี แต่ตลาดบนระดับราคา 6-7 ล้านบาท ขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่แห่แย่งซื้อที่ดินกันมาก ในราคาไม่ค่อยสมเหตุสมผล ล่าสุดราคาสูงถึงกว่า 3 ล้านบาท/ตารางวา ซึ่งนึกไม่ออกว่าจะนำไปพัฒนาในรูปแบบไหน ซึ่งต้องคำนึงถึงตัวเลขที่เป็นไปได้ในการขายสินค้าด้วย” อนันต์ กล่าว

อีกประการที่ต้องระมัดระวังคือผู้ประกอบการรุ่นใหม่มักเร่งซื้อที่ดินและเร่งปิดการขายที่รวดเร็วจนเกินไป เพื่อเร่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งผลให้สินค้าที่ผลิตมาไม่มีคุณภาพ ซึ่งมองว่าโอกาสของตลาดอสังหาฯ ยังมีอีกมาก และยังสามารถไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาอสังหาฯ ยังมีโอกาส

“อยากจะฝากข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ว่า อย่ามัวแต่เร่งยอดขายโดยไม่นึกถึงยอดกำไร และอย่าเร่งงานก่อสร้างจนสินค้าไม่มีคุณภาพ”นายอนันต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกที่สหรัฐอเมริกายังมีความน่าสนใจ เพราะราคาสินทรัพย์ประเภทนี้เริ่มตกลง จึงมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุน ส่วนอาคารสำนักงานในประเทศไทยราคายังดี หลายโครงการราคาเกิน 1,000 บาท/ตารางเมตร ส่วนธุรกิจรีเทลในประเทศไทยก็ยังไปได้ดี

ธีระชาติ มโนธรรมรักษา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จะต้องทบทวนจุดยืนของตัวเองให้ดี ซึ่งในปี 2561 บริษัทจะพยายามปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัทเพื่อเพิ่มผลกำไรและรักษารายได้ให้ต่อเนื่อง

ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจจะต้องการมองหาช่องว่างตลาดประเภทของโครงการในเซ็กเมนต์ที่ยังมีเรียลดีมานด์ จะวางจุดเด่นของโครงการและซัพพลายในทำเลนั้นๆ ต้องไม่มี และมองว่าตลาดใน กทม.ยังมีที่ดินที่ใกล้รถไฟฟ้าที่ยังสามารถพัฒนาโครงการที่รายใหญ่ไม่เข้าไปทำได้ เพราะเป็นที่ดินขนาดเล็ก โดยเน้นสินค้าที่ไม่ค่อยมีคู่แข่งในตลาด

ด้าน ถิรชนม์ ธเนศเดชสุนทร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเวล แกรนด์ แอสเสท กล่าวว่า บริษัทจะเปิดโครงการที่มีขนาดเล็กลง แต่เพิ่มจำนวนที่มากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

4
ข่าวสาร / ตลาดนัด-ตึกสูง
« เมื่อ: มกราคม 17, 2018, 11:07:50 AM »

คอลัมน์ Market-think โดย สรกล อดุลยานนท์

หลังจากเขียนเรื่องคุณตัน ภาสกรนที กับธุรกิจตลาดนัด
วันก่อน ผมได้ไปสัมภาษณ์ คุณตัน อีกครั้งทาง facebook live คุยกันเรื่องวิธีคิด เรื่องธุรกิจตลาดนัด สนุกมากครับหลังจากคุยจบ ผมก็มานั่งคิดต่อ กดเครื่องคิดเลขเล่นไปเรื่อยๆคิดไปคิดมาพบว่าธุรกิจนี้น่าสนใจมาก ถ้าทำเป็นยิ่งคิดเชิงเปรียบเทียบกับอาคารสำนักงานที่ปล่อยเช่าใน กทม.แล้ว บางทีทำ “ตลาดนัด” กำไรดีกว่าที่สำคัญเงินลงทุนก็ต่ำกว่าแต่ “ค่าเช่า” ต่อ “ตารางเมตร” เท่ากับหรือสูงกว่าอาคารสำนักงานที่ตลาดนัดนินจาอมตะ คุณตันคิดเช่าแผงละ 100 บาท แผงหนึ่งมีขนาด 3×2 เมตร หรือ 6 ตารางเมตร ตลาดนัดนี้เปิดขายสัปดาห์ละ 6 วัน หยุด 1 วัน คิดง่าย ๆ ว่าเดือนหนึ่งขาย 25 วันเท่ากับเรามีรายได้แผงละ 25 วันx100 บาท หรือ 2,500 บาท 6 ตารางเมตร ก็ตกตารางเมตรละ 416 บาท พอ ๆ กับค่าเช่าอาคารสำนักงานใน กทม. พื้นที่รอบนอกเลยนะครับ ระดับเซียร์ รังสิต หรือเซ็นทรัลซิตี้ บางนา แต่ถ้าขยับราคาค่าเช่าแผงขึ้นจาก 100 บาท เป็นแผงละ 200 บาทต่อเดือน ค่าเช่าก็จะขยับขึ้นเป็นตาราเมตรละ 832 บาทต่อเดือน เทียบเท่ากับอาคารสำนักงานในพื้นที่ชั้นใน กทม.ตึกดัง ๆ หลายตึกก็ราคาประมาณนี้ ลองคิดเล่น ๆ สิครับ กว่าจะสร้างอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งต้องใช้เงินและเวลานานเท่าไร ใน กทม. ทำเลที่สร้างอาคารสำนักงานได้ ราคาที่ดินก็ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 300,000 บาท ใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 240 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำสำหรับพื้นที่ชั้นกลาง หรือชั้นนอกลงทุนสร้างตึกสูงใช้เงินอีกเป็น 1,000 ล้านบาท
1,200 ล้านบาทกับอาคารสำนักงานเพื่อจะได้ค่าเช่าประมาณ 400-600 บาทต่อตารางเมตร แต่ “ตลาดนัด” แบบดี ๆ ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าหลายเท่าตัว
ห้ามเอาคุณตันเป็นต้นแบบนะครับเพราะขานั้นทำแบบคนมีเงินนึกอยากจะใส่อะไรก็ใส่ ในต่างจังหวัดราคาที่ดินยังไม่แพงเท่ากับ กทม. เริ่มต้นจากการเช่าที่ หรือจะซื้อก็ได้แค่ปรับพื้นที่ให้เรียบ เทปูน หรือยางมะตอยธรรมดา มีเต็นท์หรืออาคารขนาดใหญ่แบบง่าย ๆ กันฝนและแดดได้ใส่งบฯการตลาดแบบป๋า-ป๋า
สัก 3 เดือนแรกให้ตลาดติด“ตลาดนัด” ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าอาคารสำนักงานหลายเท่าตัวค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ต่ำแต่ “ค่าเช่า” เท่ากับอาคารสำนักงานเลครับ ไม่ต้องมีลิฟต์เล่นแนวราบอย่างเดียวไม่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานเป็นปีแค่ 3-4 เดือนก็เปิดได้แล้วลองคิดแบบบริษัทยักษ์ใหญ่ทำตลาดนัดขนาดใหญ่ 1 แห่งในต่างจังหวัดก็คล้าย ๆ กับเรามีบิ๊กซี หรือโลตัสตลาดนัด 10 แห่งในต่างจังหวัดอาจใช้เงินเท่ากับทำอาคารสำนักงานที่ถนนสุขุมวิท 1 ตึกแต่ “กำไร” สูงกว่ามาก ไม่หรูเท่า แต่กำไรดีกว่าความเสี่ยงก็ต่ำกว่าคิดเล่น ๆ สนุกดีครับ

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

5
วันนี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์และเจ้าแห่งนวัตกรรมคอนโดมิเนียมเพื่อส่งมอบ ‘คุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์อย่างยั่งยืน’ จับมือ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก มูจิ ประเทศไทย (MUJI) ร่วมนำเสนอการดีไซน์ห้องชุดสู่อัตลักษณ์ใหม่ของสเปซคุณภาพ ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตในอนาคต ด้วยดีไซน์พื้นที่การใช้ชีวิตที่ผสานชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ผ่านความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์สเปซสำหรับการอยู่อาศัยของเอพี และความชำนาญในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่น            การใช้งาน เพื่อการอยู่อาศัยอย่างพอเพียง พอดีและเป็นมิตรกับโลกของมูจิ นำร่องโครงการแรก Life  ปิ่นเกล้า ไฮเอ็นด์คอนโดพร้อมเข้าอยู่แห่งแรกและแห่งเดียวใจกลางปิ่นเกล้า ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท พร้อมเปิดชมห้องจริงแล้ววันนี้

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปีของเราที่เข้าใจการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์คนเมือง เรามีความเชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่การใช้ชีวิตคุณภาพ เอพีจึงมุ่งนำเสนอการออกแบบที่อยู่อาศัยร่วมกันแห่งอนาคต ผ่านวิธีการมองสเปซในทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมที่ทุกตารางนิ้วมีคุณค่า จึงต้องใช้ได้อย่างมากประโยชน์ ในครั้งนี้เราได้ผสานความเชี่ยวชาญในการบริหารสเปซของเรา ผนวกกับความเป็น Function Expert ของ  MUJI ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ นอกจากจะโดดเด่นในเรื่องความเรียบง่ายของผลิตภัณฑ์แล้ว แนวคิดการออกแบบของมูจิที่ละเอียดอ่อนในทุกๆขั้นตอน ยังสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนไทยยุคใหม่ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้งานได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดทุกตารางนิ้ว”
“โปรเจคพิเศษการออกแบบห้องชุด 1 Bedroom plus ขนาด 35 ตร.ม. โครงการ Life ปิ่นเกล้า โดดเด่นด้วยการโชว์เอกลักษณ์วัสดุจากธรรมชาติ อาทิ ลวดลายไม้ หิน และสวนแนวตั้ง ภายใต้วิธีคิดการวางแผนการใช้ชีวิตด้วยการออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ตกแต่งมากประโยชน์ของมูจิ ทำให้เกิดความลงตัวของการผสานพื้นที่ส่วนตัวและชีวิตการทำงานเข้าไว้ด้วยกัน ในคอนเซปต์ “Co-working Space Insert layout” จัดสรรพื้นที่ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ทำงาน ที่ผสานได้อย่างลงตัวกับการใช้ชีวิตประจำวัน ชั้นวางของ และตู้เก็บของสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน พื้นที่ทำงานขนาดใหญ่รองรับการทำงานเป็นกลุ่ม ทั้งยังสามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนได้ ผนังห้องสามารถใช้เขียน หรือปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับฉายโปรเจคเตอร์ หรือสามารถตกแต่งเพื่อความสวยงามได้เช่นเดียวกัน” นายวิทการ กล่าวเสริม

มร.อากิฮิโระ คาโมโกริ กรรมการผู้จัดการ บจก.มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) กล่าวว่า “แบรนด์ MUJI เติบโตอยู่บนแนวคิดเชิงพัฒนาที่แตกต่างจากไลฟ์สไตล์แบรนด์อื่นๆ ที่เน้นความชัดเจนในด้านคอนเซปท์ด้วยแนวคิด Compact Life โดยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้รับการออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการใช้งานจริงได้อย่างหลากหลาย ด้วยความโดดเด่นของการเลือกใช้วัสดุอิงธรรมชาติ พร้อมด้วยโทนสีที่เน้นความสุขุมของผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยขับความโดดเด่นของงานอินทีเรียดีไซน์เพื่อสร้างสเปซให้เด่นยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและยั่งยืน และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ”
โครงการ Life ปิ่นเกล้า คอนโดมิเนียม 23 ชั้น บนเนื้อที่ 4.3 ไร่ มีทั้งหมด 803 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีบางยี่ขันเพียง 40 เมตร ผสมผสานรูปแบบแนวคิดญี่ปุ่น ที่มีความละเมียดละไม ทั้งยังนำความเป็นธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ด้วยสระว่ายน้ำบรรยากาศในสวนแบบญี่ปุ่น และล็อบบี้เปิดรับวิวต้นไม้


นายวิทการ จันทวิมล  รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)



(จากซ้าย) มร. อากิฮิโระ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บจก. มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) และนายวิทการ จันทวิมล  รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)






คอนโดมิเนียมโครงการ Life ปิ่นเกล้า

6
ขาย Ashton Chula-Silom ชั้น 35 ห้อง 3506 (63 ตรม.)   ราคา VVIP T.089-891-1176 หรือ 02-579-2233


Ashton Chula-Silom โครงการจาก Ananda Development ตั้งอยู่ติดกับถนนพระราม 4 จาก BTS ศาลาแดง 550 เมตร และ 180 เมตร จาก MRT สามย่าน  ทางรถยนต์สามารถ เข้า-ออกได้ 2 ทาง คือ ทางถนนพระราม 4 และจากถนนสุรวงศ์ ตึกจามจุรีสแควร์อยู่เยื้องๆกันกับโครงการ  มองตรงไปจากหน้าโครงการ จะเห็นโรงแรมมณเฑียรและโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233


















สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. จามจุรีสแควร์
2. สยามพารากอน
3. สยามเซ็นเตอร์
4. เซ็นทรัลเวิล์ด
5. มาบุญครอง
6. สวนลุมพินี
7. ม.จุฬาลงกรณ์
8. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9. โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ
10. โรงพยาบาลจุฬา
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233


























โครงการอยู่ใกล้ๆกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึกจามจุรีสแควร์อยู่เยื้องๆกันกับโครงการ ซึ่งมีทั้งที่เรียนพิเศษ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแหล่งชอปปิ้งของจะไปเดินเล่นสยามหน้าตึกก็มีป้ายรถเมลล์นั่งไปนิดเดียว ย้อนกลับมาฝั่งโครงการมีวัดหัวลำโพงซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนบริเวณนี้ Too Fast To Sleep ร้านกาแฟเปิดตลอด 24 ชม. สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233
















สิ่งอำนายความสะดวกภายในโครงการ
– สระว่ายน้ำแบบโอโซน
– สระว่ายน้ำแบบออนเซ็น
– Double Floor Sky Fitness
– Life Style Club & Wine Bar
– Panoramic View Library
– Panoramic Exclusive Business Lounge
– สวนหย่อมขนาดใหญ่
– จุดจอดจักรยานรองรับ Eco-Friendly Lifestyle
– CCTV
– รปภ. 24 ชม.












สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233

พิเศษ! สำหรับท่านที่แนะนำลูกค้ามาซื้อคอนโดกับ Condothai ท่านจะได้รับเงินสด 15,000 บาท เป็นค่าแนะนำทันที เมื่อทาง Condothai ปิดการขาย

หากท่านใดมีความประสงค์ ฝากซื้อ หรือ ฝากขาย Luxury Condo สามารถติดต่อทาง Condothai ได้ที่ 089-891-1176 หรือ Line : @condothai

7

การเคหะแห่งชาติสนองนโยบายรัฐบาล เร่งพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับผู้มีรายได้น้อย-กลุ่มแรงงานพื้นที่อีอีซี ปี61 เตรียมพัฒนา 3 โครงการ กว่า 1.2 พันหน่วย

นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่ารัฐบาลมีนโยบายพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนในอาเซียน ซึ่งประเทศไทยจะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าเดิมในอนาคตอันใกล้ เพื่อมุ่งไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยใช้พื้นที่ อีอีซี เป็นประตูเชื่อมไทยสู่โลก สร้างฐานเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตเกิดความเข้มแข็งก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” โดยนําร่องในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้ กคช.ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเขตอีอีซี เพื่อรองรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางและรองรับผู้ใช้แรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (ปี2560-2579) จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กคช.ได้จัดสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใน จ.ชลบุรี 27 โครงการ กว่า 18,000 หน่วย จ.ฉะเชิงเทรา 10 โครงการ จำนวน 4,800 หน่วย และ จ.ระยอง 16 โครงการ จำนวน 6,637 หน่วย

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 โครงการ จำนวน 1,891 หน่วย ได้แก่ โครงการเคหะชุมชน จ.ชลบุรี (บ่อวิน) ระยะที่ 2 จำนวน 415 หน่วย โครงการเคหะชุมชน จ.ระยอง (ตะพง) ระยะที่ 2 จำนวน 344 หน่วย โครงการอาคารเช่า จ.ฉะเชิงเทรา (บางปะกง) จำนวน 588 หน่วย และโครงการอาคารเช่า จ.ชลบุรี (แหลมฉบัง) ระยะที่ 1 จำนวน 544 หน่วย

ในปีงบประมาณ 2560 กคช.ได้นำเสนอโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เพื่อขอความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนนำเสนอขออนุมัติการจัดทำโครงการจากคณะรัฐมนตรีภายในเดือนเม.ย.2561 โดยมีโครงการที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี 3 โครงการ 1,298 หน่วย ได้แก่ โครงการเคหะชุมชน จ.ฉะเชิงเทรา (แปลงยาว) จำนวน 362 หน่วย โครงการอาคารเช่า จ.ระยอง (มาบตาพุด) ระยะที่ 1 จำนวน 392 หน่วย และโครงการอาคารเช่า จ.ชลบุรี (แหลมฉบัง) จำนวน 544 หน่วย

นอกจากโครงการดังกล่าว กคช.ยังมีที่ดินที่รอการพัฒนาอีก 4 แปลง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา (ลาดขวาง), ชลบุรี (บ้านบึง), ชลบุรี (พลูตาหลวง) และระยอง (ตะพง) รวมทั้งมีแผนการจัดหาที่ดินเพื่อจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยให้บรรลุตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

8

ออลล์ อินสไปร์ ชี้โครงการลงทุนภาครัฐ รถไฟฟ้า ปัญหาหนี้ครัวเรือนลด ดันตลาดอสังหาฯ ปีนี้ขยายตัว เดินหน้าลงทุนรับกำลังซื้อเพิ่ม ตั้งเป้าเปิดตัว 7 โครงการ มูลค่า 1 หมื่นล้าน ครอบคลุมทั้งคอนโด แนวราบ คาดรายได้แตะ 5 พันล้าน เผยปี 60 ยอดขายโตก้าวกระโดด

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯ ปีนี้มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยยบวกหลายอย่าง ทั้งการที่ภาครัฐเดินหน้าโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่จะเริ่มทยอยแล้วเสร็จ นอกจากนี้ภาวะหนี้ภาคครัวเรือนในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง และระดับล่าง มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง จะเป็นปัจจัยเสริมให้ปีนี้เกิดกำลังการซื้อที่อยู่อาศัย และเกิดการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น

เพื่อรับกับทิศทางดังกล่าว ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีแผนรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจากนั้นปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของการบุกตลาดทั้งโครงการแนวราบ โครงการคอนโดมิเนียม ไฮไรส์ และโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี โดยจะยังคงพัฒนาโครงการในทำเลใกล้รถไฟฟ้าที่เดินทางสะดวก ส่วนรูปแบบโครงการต้องเป็นที่อยู่อาศัยที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ และสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ผู้พักอาศัย

สำหรับโครงการเด่นของปีนี้ คือ คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์และชาวต่างชาติ โครงการแนวราบที่พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม และ โครงการคอนโดมิเนียมรูปแบบไฮ ไรส์  ซึ่งทั้ง 3 โครงการถือว่าเป็นครั้งแรกในการบุกตลาดเซ็กเมนท์ใหม่ของบริษัท เพื่อปรับตัวรับการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น ด้วยการขยายสินค้าไปในทุกสินค้า ทุกระดับราคา สร้างความยืดหยุ่นและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

ส่วนด้านรายได้ปีนี้ ตั้งเป้า 5,000 ล้านบาท ยอดขาย 8,000 ล้านบาท

นายธนากรกล่าวว่า บริษัทเริ่มต้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบันรวม 11 โครงการ รวมกว่า 4,000 ยูนิต มูลค่ากว่า 8,700 ล้านบาท ส่วนยอดขายปี 2560 อยู่ที่ 5,500 ล้านบาท ซึ่งเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปี 2559 ที่มียอดขาย 2,300 ล้านบาท ขณะที่มียอดขายรอรับรู้รายได้ประมาณ 7,500 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทอสังหาฯ น้องใหม่ที่เติบโตได้รวดเร็ว

 “ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน บริษัทฯ วางรากฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยให้ความสำคัญกับทุกบริบทและในทุกมิติความต้องการของผู้อยู่อาศัย รวมถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยที่มีดีไซน์ตรงกับความต้องการของลูกค้าในราคาที่น่าจับต้องแล้ว ตามสโลแกน คลาส ออฟ ลิฟวิง มากกว่าการส่งมอบเพียงแค่ที่อยู่อาศัย” นายธนากรกล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

9
ขาย Ashton Chula-Silom ชั้น 22 ห้อง 2206 (63 ตรม.) ราคา VVIP T.089-891-1176 หรือ 02-579-2233


Ashton Chula-Silom โครงการจาก Ananda Development ตั้งอยู่ติดกับถนนพระราม 4 จาก BTS ศาลาแดง 550 เมตร และ 180 เมตร จาก MRT สามย่าน  ทางรถยนต์สามารถ เข้า-ออกได้ 2 ทาง คือ ทางถนนพระราม 4 และจากถนนสุรวงศ์ ตึกจามจุรีสแควร์อยู่เยื้องๆกันกับโครงการ  มองตรงไปจากหน้าโครงการ จะเห็นโรงแรมมณเฑียรและโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233


















สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. จามจุรีสแควร์
2. สยามพารากอน
3. สยามเซ็นเตอร์
4. เซ็นทรัลเวิล์ด
5. มาบุญครอง
6. สวนลุมพินี
7. ม.จุฬาลงกรณ์
8. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9. โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ
10. โรงพยาบาลจุฬา
สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233


























โครงการอยู่ใกล้ๆกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึกจามจุรีสแควร์อยู่เยื้องๆกันกับโครงการ ซึ่งมีทั้งที่เรียนพิเศษ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแหล่งชอปปิ้งของจะไปเดินเล่นสยามหน้าตึกก็มีป้ายรถเมลล์นั่งไปนิดเดียว ย้อนกลับมาฝั่งโครงการมีวัดหัวลำโพงซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนบริเวณนี้ Too Fast To Sleep ร้านกาแฟเปิดตลอด 24 ชม. สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233
















สิ่งอำนายความสะดวกภายในโครงการ
– สระว่ายน้ำแบบโอโซน
– สระว่ายน้ำแบบออนเซ็น
– Double Floor Sky Fitness
– Life Style Club & Wine Bar
– Panoramic View Library
– Panoramic Exclusive Business Lounge
– สวนหย่อมขนาดใหญ่
– จุดจอดจักรยานรองรับ Eco-Friendly Lifestyle
– CCTV
– รปภ. 24 ชม.












สนใจคุยกันได้ครับ คุณศักดิ์สิทธิ์ 089-891-1176 หรือ 02-579-2233

พิเศษ! สำหรับท่านที่แนะนำลูกค้ามาซื้อคอนโดกับ Condothai ท่านจะได้รับเงินสด 15,000 บาท เป็นค่าแนะนำทันที เมื่อทาง Condothai ปิดการขาย

หากท่านใดมีความประสงค์ ฝากซื้อ หรือ ฝากขาย Luxury Condo สามารถติดต่อทาง Condothai ได้ที่ 089-891-1176 หรือ Line : @condothai

10

ตลาดคอนโดหรูปี61 โตต่อเนื่อง "ซีบีอาร์อี“ชี้ทำเลกลางเมืองเปิดใหม่ลุ้นแตะ 1.5 หมื่นยูนิต แรงซื้อต่างชาติขยายตัว มั่นใจตลาดไม่โอเวอร์ ซัพพลาย ด้าน”คูเปอร์ สยาม"เปิดตัวคอนโดไฮไรส์ ทำเลปทุมวันเจาะกลุ่มเจนวาย รับย่านนวัตกรรมแห่งสยาม

นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดมิเนียม มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในอัตราสูงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2560 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ จากปัจจัยบวกทั้งทิศทางเศรษฐกิจเติบโต รวมทั้งสถานการณ์การเมืองที่กำหนดการเลือกตั้งปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า สร้างความเชื่อมั่นและสัญญาณการลงทุนภาคเอกชน

สัญญาณบวกดังกล่าวส่งผลต่อทิศทางตลาดคอนโดมิเนียมหรู ในทำเลใจกลางเมือง มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีนี้  ทั้งกลุ่มไฮเอนด์ ราคา  1.2-1.9 แสนบาทต่อตร.ม. กลุ่มลักชัวรี ราคา 2-3 แสนบาทต่อตร.ม. และกลุ่มซูเปอร์ลักชัวรี ราคามากกว่า 3 แสนบาทต่อตร.ม.

ปัจจุบันคอนโดหรู ถือเป็นตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวช่วงก่อนหน้านี้  เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งกลุ่มนักลงทุนต่างชาติสนใจซื้อคอนโดหรูเพื่อลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นตลาดที่เข้ามารองรับซัพพลายที่มีการลงทุนจำนวนมากในปีที่ผ่านมา

“การออกไปทำตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ถือเป็นการสร้างการรับรู้การลงทุนคอนโดในประเทศไทย ที่เป็นตลาดให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ”

คอนโดหรู“กลางเมือง”โต

จากการสำรวจของ"ซีบีอาร์อี" ในกลุ่มคอนโดหรูทำเลกลางเมือง "เปิดใหม่" ปี 2560 มีจำนวน 12,358  ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน  8,325 ยูนิต  คาดการณ์ปี 2561 ยังขยายตัวต่อเนื่องด้วยจำนวนมากกว่าปีก่อน และอาจขึ้นไปแตะ 14,000-15,000 ยูนิต  โดยทำเลยอดนิยมที่มีการลงทุนสูง คือ สุขุมวิท ,ปทุมวัน , สีลม ,สาทร, ลุมพินี ,ริมน้ำ

นางสาวอลิวัสสา กล่าวว่าอัตราผลตอบแทนคอนโดหรูทำเลกลางเมืองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ย 10-15% ต่อปี  เช่นเดียวกับผลตอบแทนการเช่าที่ 4-5%  จึงได้รับความสนใจจากคนไทยและต่างชาตเข้ามาลงทุน   

ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เดิมนิยมซื้อที่ราคาห้องชุด 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่จากการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2560 อยู่ที่ 35 ล้านคน  และปีนี้คาดการณ์เพิ่มขึ้น 10% กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่มีกำลังซื้อสูงและรู้จักสถานที่ต่างๆ ในไทย ทำให้มีความสนใจซื้อคอนโดไฮเอนด์ในทำเลต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีดีมานด์สูงมาก

“คอนโดหรูที่เปิดตัวจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีข้อจำกัดที่ดินกลางเมืองหายากและมีราคาสูง ทำให้ซัพพลายที่ออกมา ยังมีดีมานด์รองรับทั้งกำลังซื้อคนไทยและต่างชาติ เชื่อว่าจะไม่เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย”

คูเปอร์สยามเจาะเจนวาย

นายธเนศ อรุณวณิชย์พร กรรมการบริหาร บริษัท คูน เอสเตท จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าได้เปิดตัวโครงการคอนโดพรีเมียม "คูเปอร์ สยาม"ทำเลย่านสยาม-ปทุมวัน ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ 700 เมตร ซึ่งเดิมเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ของบริษัทไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นที่ดินฟรีโฮลด์ ขนาด 1 ไร่ 2 งาน 21.5 ตร.ว.

โดยพัฒนาเป็นคอนโด ไฮไรส์ สูง 24 ชั้น  จำนวน 188 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโซน Combo Loft เพดานสูง 4.6 เมตร แบบ Single และ Double ขนาด 41-71 ตร.ม. วางกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ สตาร์ทอัพ กลุ่มเจนวาย ที่ต้องการสร้างธุรกิจ เพราะสามารถใช้เป็นพื้นที่สำนักงานและจดทะเบียนธุรกิจ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ  ห้องประชุมส่วนตัว และห้องอเนกประสงค์

ส่วนโซนพักอาศัยชั้นสูง หรือ Sky Residence แบบ 1 และ 2 ห้องนอน ขนาด 30 -67 ตร.ม. และเพนท์เฮ้าส์ดูเพล็กซ์ 3 ห้องนอน ขนาด 188 -220 ตร.ม. มี 2 ยูนิต โดยใช้ลิฟท์แยกโซน  โครงการมีราคาเฉลี่ย 140,000 บาทต่อตร.ม. เปิดขายในเดือน ก.พ.นี้ คาดเริ่มก่อสร้างไตรมาส2 ปีนี้ แล้วเสร็จไตรมาส 3ปี 2564

“โครงการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ตลาดนิชพรีเมียม สอดคล้องกับผังเมืองใหม่ในย่านนวัตกรรมแห่งสยาม เพื่อยกระดับให้เป็นมหานครต้นแบบในด้านนวัตกรรม”

ย่านปทุมวันซัพพลายต่ำ-ขายสูง

นางสาวอลิวัสสา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริเวณโซนพื้นที่ย่านปทุมวัน โดยเฉพาะบนถนนรองเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ใจกลางเมือง ถูกจับจองพื้นที่มาเป็นเวลานาน แต่อยู่ใกล้กับสยามในระยะที่สามารถเดินได้ ซึ่งในอนาคตพื้นที่บริเวณนี้จะถูกพัฒนาให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อรองรับย่านนวัตกรรม ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ตามเมืองที่เริ่มมีการขยายตัว 

สำหรับคูเปอร์ สยาม ที่เปิดตัวในทำเลปทุมวัน เป็นโครงการแรกที่อยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งเปิดราคาขายที่ 140,000 บาทต่อตร.ม. หรือเริ่มต้นยูนิตละ 4 ล้านบาท เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากตลาดไทยและนักลงทุนต่างชาติ  ด้านซัพพลายย่านปทุมวัน ที่สร้างเสร็จแล้วมีเพียง 12,906 ยูนิต หรือคิดเป็น 10% ของซัพพลายคอนโดหรูกลางเมืองทั้งหมด และที่กำลังก่อสร้างมีเพียง 4,013 ยูนิต หรือคิดเป็น 13% ของซัพพลายทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ในขณะที่ความต้องการคอนโดในย่านนี้มีสูง โดยอัตราการขายของคอนโดในย่านนี้สูงถึง 86%

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

11

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำดัชนีราคา“ที่อยู่อาศัย” ประเภทอาคารชุด(คอนโดมิเนียม) และแนวราบรายไตรมาส เพื่อสำรวจราคาขายและจำนวนโครงการเปิดใหม่ และวิเคราะห์สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

สำหรับการสำรวจล่าสุด ไตรมาส 4 ปี 2560 ด้านราคาขายของโครงการอาคารชุดสร้างใหม่ ที่ยังอยู่ระหว่างการขาย (มีหน่วยเหลือขายตั้งแต่ 6 หน่วย ขึ้นไป) ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 2 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี และสมุทรปราการ ไม่นับรวมห้องชุดมือสอง โดยใช้ราคา ปี2555 เป็นปีฐาน

วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานกลยุทธ์ 2  ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  กล่าวว่าภาพรวมดัชนีราคาห้องชุดใหม่ในตลาด ในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2560 เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามพื้นที่ พบว่า กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 6.3%  พื้นที่ปริมณฑล 2 จังหวัด คือ นนทบุรีและสมุทรปราการ เพิ่มขึ้น 6.2%

จากการสำรวจพบว่า อาคารชุดใหม่ ในระดับราคาต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงของราคาต่อ ตร.ม.ในทุกกลุ่ม ไตรมาส4 ปี2560 เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ระดับลักชัวรี ราคาสูงกว่า 2 แสนบาทต่อตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้น 10-12% ถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่ราคาลดลง 5.4-7.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560

ส่วนกลุ่มราคาสูง  ราคา 1.2-2 แสนบาทต่อตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้น 0.9-2.9%  ขณะที่กลุ่มราคาปานกลางค่อนข้างสูง ราคา 8 หมื่นบาท - 1.2 แสนบาทต่อตร.ม. มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 1.5-3.5%

กลุ่มราคาปานกลาง ราคา 5-8 หมื่นบาทต่อตร.ม. ปรับราคาลดลง 0.5 -1%  สำหรับกลุ่มราคาล่าง ราคาไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้น 2.9-3.9%

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 พบว่ากลุ่มลักชัวรี กลุ่มปานกลางและระดับราคาล่าง มีราคาปรับลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการมีการเร่งยอดขาย จึงมีข้อเสนอเป็นส่วนลดเงินสดและของแถมต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

 รูปแบบส่งเสริมการขายกลุ่มอาคารชุด ไตรมาส 4 ปี 2560 ส่วนใหญ่ 42.3%  มีข้อเสนอเป็นของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ รองลงมา 36.2% เป็นส่วนลดเงินสด และ 19.2% ออกค่าธรรมเนียมการโอนให้กับลูกค้า ส่วนข้อเสนออื่นๆ เช่น ดอกเบี้ยพิเศษ, อยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ มีเพียง 2.3%

การสำรวจยังพบว่า พื้นที่ซึ่งราคาห้องชุดใหม่ปรับเพิ่มขึ้นมากสุด 5 ลำดับแรก ในไตรมาส 4 ปี 2560 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่  สมุทรปราการ ในทุกอำเภอ ราคาเพิ่มขึ้น 20.9%

เขตปทุมวัน ราคาเพิ่มขึ้น 20.3%  พื้นที่สุขุมวิทตอนกลาง เขตวัฒนาและเขตคลองเตย ราคาเพิ่มขึ้น 20%   พื้นที่สุขุมวิทตอนต้น เขตวัฒนาและเขตคลองเตย ราคาเพิ่มขึ้น 18.2%   พื้นที่ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง ราคาเพิ่มขึ้น 18%

สำหรับ ดัชนีราคาบ้านแนวราบใหม่ ไตรมาส 4 ปี 2560  ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัด  คือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพิ่มขึ้น 2.7%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เมื่อจำแนกตามพื้นที่แล้ว พบว่า  กรุงเทพฯ  เพิ่มขึ้น 2.4%  ปริมณฑล 3 จังหวัด เพิ่มขึ้น 3%

หากพิจารณา ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยแนวราบใหม่ในตลาด ในแต่ละประเภท ได้แก่ บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ จะพบการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคา ในไตรมาส 4 ปี 2560 เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า

ราคาบ้านเดี่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัด เพิ่มขึ้น 2.2%  พบว่า กรุงเทพฯ ราคาเพิ่มขึ้น 1.8%  ส่วนปริมณฑล 3 จังหวัด เพิ่มขึ้น 2.4%

ดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัด ราคาเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อจำแนกตามพื้นที่แล้ว พบว่า  กรุงเทพฯ ราคาเพิ่มขึ้น 2.9%  ส่วนปริมณฑล 3 จังหวัด   ราคาเพิ่มขึ้น 3.6%

ทั้งนี้ พบว่ารูปแบบรายการส่งเสริมการขายในไตรมาส 4 ปีก่อน ในกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบ ส่วนใหญ่ 34.5%  มีข้อเสนอเป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ทองคำ ฯลฯ รองลงมา  30.9%  มีข้อเสนอเป็นการออกค่าธรรมเนียมในการโอนให้ผู้ซื้อ , 18.6% มีข้อเสนอเป็นส่วนลดเงินสด และ 16% มีข้อเสนอเป็นรายการส่งเสริมการขายอื่นๆ เช่น จัดสวนฟรี 1 ปีแรก ติดตั้งอินเตอร์เน็ตฟรี 1 ปีแรก กำจัดปลวกฟรี 1 ปีแรก ค่าสโมสรฟรี 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยพิเศษในการผ่อนชำระ 2-3 ปีแรก ติดตั้งสัญญาณกันขโมย และแจกทองคำ เป็นต้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

12

ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นจากการคิดนอกรอบ ทำให้เกิดไอเดียการดัดแปลง ที่เรียบง่าย แต่เก๋ไก๋ และ น่าทึ่ง มากมาย บางครั้ง ของใช้ในบ้าน ประเภทของกระจุกกระจิก ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าแค่ที่เราเคยชิน แต่ทำไมเราคิดไม่ถึงกันล่ะเนี่ย? นั่นสินะ ? เอาล่ะ ลองมาดูไอเดียประยุกต์ของใช้สุดเก๋ที่เราคาดไม่ถึงมาก่อนว่าจะทำได้ด้วยเหรอเนี่ยกันค่ะ รับรองว่า คุณจะได้ไอเดียเจ๋งๆ แจ่มๆ ไปตกแต่งบ้านของคุณอย่างแน่นอน


นี่คือ แถบแม่เหล็กเก็บมีด สำหรับใช้งานในห้องครัวค่ะ  แต่บ้านหลังนี้เค้านำมาติดผนังขอบประตูบ้าน เพื่อแขวนกุญแจได้อย่าง เก๋ไก๋ และใช้งานง่ายด้วย …เห้ย ไอเดียเจ๋งจริง ยอม!


นี่คือ ฐาน หรือ ขาตั้งหิ้งค่ะ แต่ลองคว่ำ และติดเข้ากับผนัง ก็จะได้ราวแขวนเสื้อผ้าในสไตล์โมเดิร์นไม่ซ้ำใคร …บ๊ะเห้ย คิดได้ไงเนี่ย!



นี่คือ ชั้นวางหนังสือ ค่ะ  แต่สามารถนำมาประยุกต์ต่อเติม ด้วยการใช้ไม้ลังมาต่อเติมเป็นเตียงแบบพับเก็บได้ โดยให้ตู้หนังสือเป็นขาเตียง เมื่อยามกางออกเพื่อใช้งาน


ประยุกต์ใช้ด้วยการคิดต่างเล็กๆ  เปลี่ยนชั้นวางของเป็นโต๊ะทำงานเก๋ๆ เพียงอาศัยช่องกรอบของบานหน้าต่าง เป็นที่วางหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้เรามีพื้นที่เพียงพอที่จะวางคีย์บอร์ดและเม้าท์สำหรับทำงานบนชั้นวางของพื้นที่เล็กๆ นี้ค่ะ


เตียงนอนยกสูงที่คุณเห็นอยู่นี้อาจจะมองแล้วรู้สึกว่าก็เป็นแค่เตียงนอนธรรมดาๆ นี่ ไม่น่าแปลกตรงไหน แต่ตามจริงแล้ว ตัวฐานที่ยกเตียงให้สูงขึ้นนี้ คือตู้เก็บของหลายๆ ตู้นำมาวางเรียงกันเป็นฐานเตียงเพื่อให้มีพื้นที่จัดเก็บของเพิ่มมากขึ้นค่ะ


ชั้นวางของเล็กๆ  กลับกลายมาติดเป็นโต๊ะหัวเตียงเล็กๆ แทน เพียงติดตั้งบริเวณหัวเตียงเท่านั้น …เห้ย แค่คุณเปิด โลกก็เปลี่ยนนะ!


เปลี่ยนราวผ้าขนหนูเป็นชั้นวางไวน์ มองเผินๆ ถ้าไม่บอกว่าเป็นราวผ้าขนหนู คุณก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะคะ


หากมองดูภายนอกแล้วนี่ก็คือตู้ธรรมดาๆ บานหนึ่งใช่ไหมคะ


เมื่อเปิดบานตู้ออก จะเห็นฟังก์ชั่นช่องเก็บของ และตะขอแขวนของใช้ภายใน ไม่ได้มาพร้อมตู้หรอกค่ะ  เป็นไอเดียเก๋ๆ ของเจ้าของบ้าน ที่ต่อเติมตะขอสำหรับแขวนสิ่งของต่างๆ เข้าไป  ส่วนช่องพลาสติกที่เก็บของนั้น ก็ติดตั้งเองเช่นกัน โดยหาซื้อกระบอกพลาสติกที่มีด้านระนาบเรียบๆ สำหรับติดกาวสองหน้า และติดเข้าไปในตู้ได้แล้ว จะได้ฟังก์ชั่นเก็บของเพิ่มได้อีก


ตะขอแขวนรองเท้า ที่คุณเห็นอยู่นี้ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นตะขอสำหรับแขวนรองเท้าหรอกค่ะ  แต่เป็นตะขอแขวนผ้าขนหนูต่างหาก เปลี่ยนตำแหน่งที่วาง …ความหมายก็เปลี่ยนนะ เห็นไหม


ติดตะกร้าเอกสารในบานตู้เก็บของ ก็จะได้ช่องสำหรับเก็บของจุกจิกเพิ่มอีก 1 ช่อง หูย นี่ไม่เคยคิดเลยเนี่ย บอกตรง


ราวผ้าขนหนู แทนที่จะติดผนังห้องน้ำ แต่เพียงอย่างเดียว มาติดในบานประตูตู้ในครัว ได้ที่เก็บฝาหม้อเพิ่มเฉยเลย…คูลๆ เนอะ


กระจกบานพับ แบบเปิด ปิดได้ ก็แปลงพื้นที่ด้านในเป็นที่แขวนเก็บเครื่องประดับเก๋ๆ ได้แล้ว


ใต้เตียงถึงแม้จะไม่สูง แต่ก็สามารถใช้เป็นพื้นที่จัดเก็บของได้อย่างมีระเบียบด้วยการหาลิ้นชักล้อเลื่อนที่มีความสูงไม่เกินระดับใต้เตียงของคุณ ก็สามารถจัดเก็บของได้แถมใช้งานได้ง่ายดายด้วย

มาถึงตรงนี้ ได้ไอเดียแจ่มๆ ไปเยอะทีเดียวใช่ไหมล่ะค่ะ หากตัวคุณเองมีไอเดียแต่งบ้านแจ่มๆ เช่นกันก็อย่ารอช้า แบ่งปัน บอกเล่าไอเดียเจ๋งๆ ของคุณมาให้เราบ้างนะคะ

ที่มา : MTHAI

13

นอกจากบ้านจะเป็นที่พักอาศัยแล้ว บ้านที่ดีต่อสุขภาพยังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน บ้านอยู่แล้วมีความสุขไม่มีมลภาวะ หรือมีแหล่งทำให้เกิดโรคภัย ย่อมทำให้ผู้พักอาศัยมีความสุขกายสบายใจ ดังนั้นการออกแบบบ้านที่ดีเอื้อต่อสุขภาพจึงมีความสำคัญ และเหล่านี้คือไอเดียการออกแบบบ้านตามมุมต่างๆ ให้เหมาะสม ทำให้บ้านเป็นบ้านที่ดีต่อสุขภาพ

1.บริเวณห้องนั่งเล่น ห้องดูทีวี ห้องทำงาน หรือพื้นที่ๆ เราต้องใช้สายตามากๆ สิ่งสำคัญคือในบริเวณเหล่านั้นต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอและทั่วถึง เพราะในพื้นที่เหล่านี้หากแสงสว่างน้อยเกินไป จะส่งผลต่อสายตาทำให้เกิดความล้า ไม่สบายดวงตาและอาจส่งผลไปสู่อาการอื่นๆ ดังนั้นบริเวณด้านหลังของทีวี หรือโต๊ะทำงานควรเป็นผนังทึบ และหากบริเวณนั้นมีแสงน้อยอาจเพิ่มแสงสว่างเฉพาะจุด

2.สกายไลต์ กระจกบานใหญ่ บานเกล็ด บล็อกแก้ว วัสดุเหล่านี้สามารถใช้เพิ่มแสงสว่างให้กับบริเวณทางเดินมืดๆ หรือโถงกลางบ้านที่แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้าไม่ถึง

3.ห้องไหนที่เราใช้เวลาในแต่ละวันนานๆ เช่นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ควรคำนึงถึงการเลือกสีที่เหมาะสม และสีที่เหมาะสมคือสีโทนอ่อนแบบสบายตา ซึ่งมีทั้งเฉดพาสเทล เอิร์ธโทน โดยควรให้ความสำคัญกับประเภทของสีเช่นควรเป็นสีน้ำอะคริลิก หรือสีที่ไม่สร้างมลพิษภายในบ้าน

4.บ้านที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ใกล้ถนนมีเสียงดังรบกวน อาจออกแบบให้ผนังบ้านมีความหนากว่าบ้านทั่วไป หรือใช้แผ่นดูดซับเสียง รวมไปถึงการใช้ผ้าเป็นวัสดุในการตกแต่งบ้านก็ช่วยลดเสียงจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้

5.เพิ่มเสียงธรรมชาติเช่นเสียงน้ำ เสียงนก ฯลฯ ให้กับพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้าน จะทำให้บ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยคุณอาจเลือกบริเวณที่คุณใช้เวลาสำหรับนั่งพักผ่อนในบ้านเป็นที่ตั้งของสิ่งเหล่านี้

6.กลิ่นยังเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเรื่องของรูป เสียงแล้ว เรื่องกลิ่นยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะภายในบ้านอาจมีกลิ่นจากทั้งการปรุงอาหาร กลิ่นจากห้องน้ำ หากทำให้บ้านไร้กลิ่นหรือมีกลิ่นหอมจากของจากธรรมชาติ ทั้งน้ำมันหอมระเหย กลิ่นจากมะกรูด อาจจะวางไว้กลางบ้าน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือในห้องน้ำก็ยังได้

7.การตกแต่งบ้านแบบเรียบๆ ไม่ซับซ้อน รวมถึงการเลือกวัสดุที่เหมาะสมเช่นผ้าสังเคราะห์ หนัง แทนผืนผ้าที่อมฝุ่นได้ง่ายอย่างผ้าฝ้ายก็ช่วยทำให้บ้านไม่เป็นที่สะสมของฝุ่นและเชื้อโรค

8.บ้านเย็นด้วยต้นไม้ และวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ เช่นกระเบื้องดินเผา กระเบื้องแกรนิต รวมไปถึงการเปิดช่องไปสู่แสงและลมจากธรรมชาติ

ที่มา : sanook

14

งานทำความสะอาดบ้าน ถ้าลงมือทำแล้วคุณแม่บ้านคงรู้ดีว่า ทำไปได้เรื่อยๆ ปัดกวาด เช็ดถู ซอกเล็กซอกน้อยเรียกได้ว่าทำไปทั้งวันก็ยังไม่เสร็จ ถ้าไม่มีการวางแผนหรือแบ่งการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม แต่เคยสังเกตไหมว่าพอนั่งพักเพราะคิดว่าทำความสะอาดเสร็จแล้วเท่านั้นแหละ จะมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเผลอลืมทำความสะอาดไปเสียทุกครั้ง ลองมาดูไหมคะว่าใช่ 12 จุดต่อไปนี้หรือเปล่าที่คุณแม่บ้านมักลืมทำความสะอาดไป ครั้งถัดไปจะได้ลิสต์ไว้ล่วงหน้าไม่ลืมอีก


1.ไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไม่ใหญ่นักชิ้นนี้เราใช้งานกันบ่อยครั้ง โดยลืมสังเกตไปว่าความสกปรกของไมโครเวฟนั้นเกิดขึ้นจากการอุ่นร้อนอาหารและอาหารอาจกระเด็นโดนบริเวณด้านใน เมื่อสะสมไปนานๆ เข้าจะกลายเป็นคราบเกาะแน่น ครั้งหน้าอย่าลืมทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนี้กันนะคะ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะถ้าทิ้งไว้นานๆ ไม่ดีต่อการอุ่นอาหารรับประทานครั้งถัดไปแน่นอนค่ะ

2.ท่อน้ำบริเวณซิงค์ ซิงค์ล้างจานใช้ทำความความสะอาดถ้วยชาม แก้วน้ำ ฯลฯ เวลาทำความสะอาดเราอาจจะล้างตัวซิงค์หรือบริเวณก๊อกเปิด-ปิดน้ำ แต่คงลืมทำความสะอาดท่อน้ำซึ่งอาจจะมีคราบไขมัน เศษอาหารกระเด็นไปโดนบริเวณท่อน้ำด้วย ดังนั้นครั้งหน้าอย่าลืมทำความสะอาดท่อน้ำด้วย


3.ชั้นวางของ เพื่อเก็บข้าวของในบ้านเรามักจะมีชั้นเก็บของวางของหลายๆ จุด ซึ่งชั้นวางของมีหลายแบบ แต่แบบที่สกปรกและเกิดฝุ่นได้ง่ายคือชั้นวางของแบบเปิดและก็มักจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราลืมทำความสะอาด เพราะมัวแต่ทำความสะอาดข้าวของบนชั้น

4.หูจับถังขยะและด้านนอกตัวถังขยะ ถังขยะเป็นที่ทิ้งของที่ไม่ได้ใช้ เศษขยะ จนเราอาจลืมนึกไปว่าตัวถังขยะเองก็ต้องการทำความสะอาดเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงด้านในถังขยะแต่หูจับด้านนอกและตัวถังขยะเราก็ต้องไม่ลืมทำความสะอาดด้วย


5.หลอดไฟ หากหลอดไฟขาดการทำความสะอาด แสงไฟจะไม่สว่าง แต่ส่วนใหญ่เรามักหลงลืมทำความสะอาดของใช้ในบ้านชิ้นนี้ไป ดังนั้นทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าใส่ชื่อหลอดไฟไว้ในลิสต์จุดที่ต้องความสะอาดด้วยนะคะ

6.ลิ้นชักตู้ เชื่อว่าคุณแม่บ้านไม่ลืมทำความสะอาดตู้ด้านนอกหรือบนเคาน์เตอร์ตู้แน่นอน แต่ลิ้นชักอีกหนึ่งส่วนของตู้เป็นจุดกักเก็บฝุ่นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นควรทำความสะอาดส่วนนี้ให้สม่ำเสมอเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ที่เรามักลืม


7.ลูกบิดประตู นี่น่าจะเป็นอีกจุดหนึ่งในบ้านที่เราลืมได้ง่ายๆ กับลูกบิดประตู เพราะเป็นส่วนเล็กๆ ที่แม้มือเราจะจับบ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยสะดุดใจและคิดทำความสะอาด ยิ่งมือเราจับลูกบิดเปิดประตูไปมา สิ่งสกปรกที่ติดมือยิ่งติดสะสมบริเวณลูกบิดประตู ถ้าทิ้งไว้นานๆ ยิ่งกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

8.ผนังห้องน้ำ เพื่อสุขอนามัยของเราและคนในครอบครัว นอกจากสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่เราไม่ค่อยลืมทำความสะอาดแล้ว จะสังเกตเห็นว่าผนังห้องน้ำก็มีคราบสบู่ เชื้อรา ร่องรอยความสกปรกต่างๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นทุกครั้งที่ทำความสะอาดโถส้วม ซิงค์ล้างหน้า กระจก ฝักบัวอาบน้ำ ฯลฯ ในห้องน้ำ ก็อย่าหลงลืมที่จะทำความสะอาดผนังห้องน้ำด้วยอีกจุดหนึ่ง


9.ผ้าเช็ดมือในห้องน้ำ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราหลงลืมได้ง่ายจริงๆ แต่เชื่อไหมว่านี่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอีกแหล่งหนึ่งที่คุณต้องใส่ใจ และเปลี่ยนผ้าเช็ดมือในห้องน้ำหรือแม้แต่พรมเช็ดเท้าหน้าห้องน้ำก็ควรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

10.ของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง แม้จะเป็นของที่เราไม่ได้ใช้เอง แต่บรรดาลูกรัก หรือสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเราก็ใช้เล่น เรื่องสถานที่ๆ สัตว์อยู่เราต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอแล้วพวกของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เราก็ต้องทำความสะอาดด้วย


11.ตะกร้าใส่ผ้า ของใช้ในบ้านชิ้นนี้ยอมรับเลยว่าลืมได้ง่ายๆ เพราะเราใช้ใส่ผ้าที่สวมใส่แล้ว โดยไม่ได้คิดว่าคราบเหงื่อ คราบสกปรก กลิ่นผ้าจะติดและสะสมในตะกร้า ดังนั้นเมื่อนำผ้าออกจากตะกร้าแล้ว นำตะกร้าไปทำความสะอาดด้วยนะคะ และถ้าจะให้แนะนำควรเลือกตะกร้าที่ทำจากวัสดุทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บกลิ่นหรือสะสมฝุ่นได้ง่าย

12.เครื่องมือทำความสะอาด หลังทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความสะอาดด้วยคืออุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านเหล่านี้ด้วย เพื่อจะได้ไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและพร้อมใช้ทำความสะอาดบ้านในครั้งถัดไป

ที่มา : sanook

15

เวลาได้ยินสไตล์การออกแบบและตกแต่งในชื่อต่างๆ ทั้งสไตล์มินิมอล สไตล์ลอฟท์ สไตล์โมเดิร์น หรือสไตล์คอนเทมโพราลี ฯลฯ เราก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าเราเข้าใจลักษณะของสไตล์การออกแบบตกแต่งเหล่านั้นดีเพียงใดหรือของตกแต่งบางชนิดบ่งบอกถึงสไตล์ใดเป็นพิเศษ เราจึงขอมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การออกแบบตกแต่งบ้านแต่ละชนิดเพื่อคุณจะได้รู้ลักษณะเฉพาะ รวมไปถึงเลือกรูปแบบให้เหมาะสมหากวันนึงคุณคิดจะตกแต่งบ้าน

1.สไตล์โมเดิร์น บ้านที่ออกแบบสไตล์นี้เน้นความเรียบง่าย โดยนำรูปทรงเลขาคณิตทั้งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลมเข้ามาใช้ในการออกแบบ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นคือเน้นความเรียบ ดังนั้นของตกแต่งที่มีลวดลายจะไม่ใช่ของที่เข้ากับสไตล์นี้

2.สไตล์คอนเทมโพรารี ลักษณะเด่นของการตกแต่งบ้านสไตล์นี้คือ การนำสไตล์การตกแต่งในอดีตมาพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ที่สำคัญในอดีต เช่นการลดทอนรายละเอียดของบ้านทรงไทยหรือเครื่องเรือนโบราณทำให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น


3.สไตล์ทรอปิคอล การออกแบบตกแต่งบ้านสไตล์ทรอปิคอลนั้นจะเน้นเรื่องความใกล้ชิดกับธรรมชาติผ่านการตกแต่งในทุกรายละเอียดของบ้าน ดังนั้นการตกแต่งสไตล์นี้จึงเน้นการตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ 100 % เช่นไม้ หวาย ส่วนโทน
สีสำคัญของการตกแต่งสไตล์นี้คือเอิร์ธโทน สีที่เป็นส่วนผสมของธรรมชาติทั้งสีเขียว น้ำตาลเป็นต้น

4.สไตล์คันทรี่ เน้นความอบอุ่นแบบผู้ที่รักชนบท รวมไปถึงความงามแห่งธรรมชาติ ของตกแต่งอาจจะเป็นไม้ กระเบื้องดินเผาผ้าฝ้ายที่มีลวดลายดอกไม้สดใสน่ารัก


5.สไตล์คลาสสิค เป็นสไตล์การออกแบบตกแต่งที่เน้นความหรูหราเต็มไปด้วยของตกแต่งที่มีรสนิยม เน้นความละเอียด ความอลังการ บ้านที่ต้องการตกแต่งสไตล์นี้ควรเป็นบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ส่วนวัสดุที่นิยมใช้สำหรับการออกแบบสไตล์นี้คือหินอ่อน หรือหินแกรนิต รวมไปถึงหินแบบขัดมัน รวมไปถึงแชนเดอเลีย โคมไฟระย้าต่างๆ

6.สไตล์โมโนโทน เป็นการออกแบบตกแต่งบ้านหรือห้องเพื่อรักษาอารมณ์ความต่อเนื่อง และบรรยากาศโดยรวมของบ้านสีที่ใช้จึงมีความใกล้เคียงกัน


7.สไตล์ชิค การตกแต่งบ้านสไตล์นี้เน้นความแปลก เก๋ สามารถเลือกใช้สีสันสดใสได้หลากหลาย จึงเป็นการตกแต่งที่ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว จุดเด่นหลักๆ คือเน้นความแปลกใหม่

ที่มา : sanook

หน้า: [1] 2 3 ... 212

???????????