Condothai คอนโดไทย


???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

“แมกโนเลีย” เปิดมิกส์ยูสโปรเจ็กต์ยักษ์ “ฟอเรสเทียส์-Forestias” ทำเลใกล้เมือง บางนา กม.7 พื้นที่ 300 ไร่ มูลค่า 9 หมื่นล้าน ตั้งเป้าตอกเข็มปี’61 ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ธุรกิจเรียลเอสเตทของนางทิพพาภรณ์ อริยวนารมณ์ ลูกสาวของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า โครงการเดอะฟอเรสเทียส์ เป็นโครงการแฟลกชิป ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ”อิมเมจ แฮปปี้เนส” โดยบริษัทพัฒนาบนพื้นที่ 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กม.7 ติดถนนใหญ่ก่อนถึงเมกาบางนา มูลค่าโครงการ 90,000 ล้านบาท พื้นที่มากกว่า 6 แสนตร.ม. พัฒนาเป็นมิกส์ยูส ประกอบด้วย พื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ โรงแรมระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน บนพื้นที่ 1 แสน 8 หมื่น ตร.ม พื้นที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม และบ้านสกายวิลล่า


“พื้นที่สีเขียวของโครงการมากกว่า 60 % เป็นป่าประมาณ 30 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นระบบนิเวศธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รวมพันธุ์พืชกว่า 38 สายพันธุ์ และสัตว์กว่า 123 สายพันธุ์ มีทั้งป่าทึบ ป่าเพื่อที่อยู่อาศัย ป่าผจญภัยและศูนย์รวมกิจกรรม และพาวิลเลี่ยนสไตล์ธรรมชาติ“ นายกิติพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Foster+Partner ที่ปรึกษาออกแบบวางผังเหมือนและงานสถาปัตยกรรม, Atelier Ten ศึกษาวางแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ, บริษัท EEC Engineering Network ร่วมวิจัยและพัฒนางานระบบอาคาร, ITEC Entertainment สร้างพื้นที่สันทนาการ และ Six Senses ร่วมบริหารให้บริการโรงแรมและที่อยู่อาศัย ตามแผนคาดว่าเริ่มก่อสร้างในปี 2561 ตั้งเป้าเปิดบริการเป็นทางการในปี 2565

2

โค้งสุดท้ายปลายปี”60 มีปรากฏการณ์ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือแบงก์ชาติทิ้งทวนด้วยการโยนระเบิดเวลาว่าด้วย “หนี้แฝด” วงการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย “หนี้เสีย-NPL” กับ “หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน-SM” โดย SM (Special Mention Loan) หรือสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ อีกนัยหนึ่งใกล้จะเป็นหนี้เสียเต็มที ดังนั้นเมื่อนำมาประกบกันจึงเรียกว่าหนี้แฝด

แบงก์ชาติชำแหละตัวเลข NPL ภาคอสังหาฯ และก่อสร้าง (สินเชื่อผู้ประกอบการ) ไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 4.35% ไตรมาส 3/60 เพิ่มเป็น 4.51% หรือเพิ่มขึ้น 0.16% ในขณะที่หนี้แฝดอีกตัวคือ SM เพิ่มจาก 2.25% มาเป็น 3.05% หรือเพิ่มขึ้น 0.8%

ในฟากสินเชื่อรายย่อย (โพสต์ไฟแนนซ์) ตัวเลข NPL ไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 3.06% เพิ่มเป็น 3.26% หรือเพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนหนี้แฝดคือ SM จาก 1.78% เพิ่มเป็น 1.90% หรือเพิ่มขึ้น 0.12%

โดย “ดารณี แซ่จู” ผอ.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงินของแบงก์ชาติระบุว่า หนี้แฝดเพิ่มขึ้นมาจากการแข่งขันปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ของแบงก์เอกชนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โฟกัสต้นตอส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบงก์เอกชนแข่งขันกันนำเสนอดอกเบี้ยจูงใจ 3 ปีแรก หลังจากนั้นดอกเบี้ยเข้าสู่อัตราปกติ ค่างวดเคยผ่อนต่ำ ๆ ต้องมาจ่ายสูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง โป๊ะแตกกลายเป็นหนี้เสียขาขึ้น

สอดรับกับ “สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) ระบุว่า เจาะลึกรายละเอียด กลุ่มเจน Y (อายุ 20-37 ปี) ที่เป็นฐานลูกค้าสินเชื่อใหม่ของแบงก์เอกชน หนี้เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นสัญญา 6.7 หมื่นล้านบาทในปี”59 เพิ่มเป็น 7 หมื่นสัญญา วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท

นำไปสู่บทสรุปที่ว่า …กลุ่มสินเชื่อเจน Y ที่เป็นลูกหนี้หน้าใหม่ เพิ่งเริ่มกู้เงิน มีปัญหาหนี้เสียต่อเนื่อง แนวโน้มเป็นกลุ่มก่อหนี้เพิ่มในอนาคต ส่วนหนึ่งมาจากไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

เหลียวกลับมาดูฟากวงการพัฒนาที่ดิน “อิสสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ช่วยกันมองต่างมุมในเรื่องเดียวกันนี้ว่า สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวติดต่อกันหลายปี สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทั้งฝั่งสินเชื่อผู้ประกอบการและฝั่งสินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่อซื้อบ้าน มีผลทางตรงต่อตัวเลขหนี้เสียในระบบสินเชื่อ

รวมทั้งมีผลอย่างมีนัยสำคัญกรณียอดปฏิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2-3 ปี ซึ่งอาจย้อนแย้งกับตัวเลขยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ของระบบสินเชื่อที่มีอัตราโตได้อยู่ แม้จะโตไม่หวือหวาแต่ก็ยังเป็นเส้นกราฟขาขึ้น

“อิสระ” แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลจากประสบการณ์ตรงในภาคสนาม วิกฤตหนี้เสียขาขึ้นในส่วนของธนาคารก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ เพราะสินเชื่อโครงการหรือพรีไฟแนนซ์ เป็นภาพสะท้อนของผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก เพราะรายใหญ่มีช่องทางระดมทุนอย่างอื่น อาทิ หุ้นกู้

ดังนั้น หากมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นในระบบสินเชื่อจึงไม่สามารถเหมารวมได้ว่าเป็นภาพรวมวงการทั้งหมด แต่ควรเจาะรายโครงการ รายบริษัท เข้าไปคลุกวงในการทำงานกับดีเวลอปเปอร์มากขึ้น

ในส่วนผู้ประกอบการพบว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ได้เห็นภาพการทำธุรกิจแบบยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะมีการตัดขายทรัพย์สินระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง บางเคสไม่ได้เกิดจากวิกฤตแต่เป็นการทำภายใต้คอนเซ็ปต์ “วิน-วินเกม” ที่ดินในมือให้บริษัทอื่นซื้อไปพัฒนาโครงการอาจเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่าตัวอย่างเช่น มีที่ดินแปลงใหญ่แต่อยู่ชานเมืองเหมาะสมกับทำคอนโดฯ ตลาดกลาง-ล่างมากกว่าทู่ซี้ทำตลาดไฮเอนด์ เป็นต้น

“ผู้ประกอบการต้องแก้ไขตัวเองก่อนจะปล่อยให้เป็น NPL บางโครงการที่ชะลอตัวอาจต้องหยุดหรือเปล่า หันไปทำโครงการที่ยังขายได้ หรืออาจมีการพักหนี้บางโครงการไว้ รวมถึงหากจำเป็นต้องตัดขายทรัพย์สินบางส่วน”

ข้อแนะนำสำหรับดีเวลอปเปอร์ การบริหารจัดการก่อนจะกลายเป็นหนี้เสียเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยอดขายและกำไร แต่อยู่ที่ “กระแสเงินสด” หรือสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ในฐานะเอ็มดีกลุ่มกานดา พร็อพเพอร์ตี้ นโยบายหลักคือควบคุมสต๊อกบ้านไม่ให้เกิน 1.5 เท่า หมายความว่ามียอดขายเดือนละ 10 หลังจะก่อสร้างเพียง 15 หลัง

“ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้เยอะ สูตรคุมสต๊อก 1.5 เท่า คอมพิวเตอร์คำนวณให้เสร็จสรรพว่าถ้าสร้าง 15 หลังต้องสร้างประเภทไหนด้วยนะ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์เฮาส์ เวลาเศรษฐกิจฝืดต้องทำงานละเอียดยิบถึงจะอยู่รอด”

ข้อมูลที่ฝากสะท้อนมาถึงธนาคารเกี่ยวกับยอดปฏิเสธสินเชื่อ ในภาคสนามพบว่ามียอดกู้ไม่ผ่านแอบแฝง 8-9% จากภาพรวมประเมินว่ามียอดกู้ไม่ผ่าน 30-40%กล่าวคือ คำขอสินเชื่อที่ลงนามเอกสารไปอยู่ในมือพนักงานแบงก์ มีส่วนหนึ่งที่ผู้กู้เป็นฝ่ายขอยกเลิกเอง โดยไม่รอคำตอบว่ากู้ผ่านหรือไม่ มาจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น 1.ลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อโครงการอื่น 2.ลูกป่วยพ่อไม่สบาย มีภาระหลายทางจนซื้อไม่ไหว 3.ซื้อเป็นเรือนหอกำลังจะแต่งงานแต่เลิกกันก่อน 4.ย้ายที่ทำงาน เป็นต้น

“หนี้เสียเป็นปัจจัยภายนอก แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในความดูแลของดีเวลอปเปอร์ถือเป็นปัจจัยภายใน ต้องแมเนจให้ดี เช่น ลูกค้าจองซื้ออย่าดีใจว่ามียอดขายต้องทำพรีแอปพรูฟเพื่อตรวจสอบสุขภาพการเงินของลูกค้าด้วย ก่อนให้เขาวางเงินดาวน์เงินทำสัญญาต้องคัดกรองเบื้องต้นว่าสามารถรับโอนได้ด้วย”

จุดเน้นย้อนกลับมาที่สถาบันการเงิน ปัญหาหนี้เสียเป็นห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของระบบการเงินในภาคอสังหาฯ การเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นแนวโน้มที่ยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ถ้าตึงเกินไปจนแทบไม่มีการปล่อยสินเชื่อก็เหมือนกับตัดเส้นเลือดใหญ่ จึงอยากเห็นการเอกซเรย์ปัญหารายเซ็กเตอร์ รายโครงการ ไม่เหมารวมว่าปัญหาหนี้เสียขาขึ้นเป็นภาพรวมของทั้งวงการ

สอดคล้องกับ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังริมทรัพย์ไทย ยอมรับว่าการวิเคราะห์ตัวเลขภาวะหนี้เสียภาคอสังหาฯ ไตรมาส 3/60 เป็นตัวเลขเซนซิทีฟ แต่สถานการณ์จะอ่อนไหวหนักขึ้นไปอีกหากนำตัวเลขนี้มาเป็นตัวชี้วัดภาพรวมของตลาด เพราะแนวโน้มปี 2561 จีดีพีประเทศจะดีมากกว่าปีนี้ ภาคอสังหาฯ ก็มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน

“ปีหน้าประเมินน่าจะดีกว่าปีนี้ด้วยซ้ำไป แต่กำลังซื้อที่มีหลายเซ็กเมนต์มีทั้งอ่อนแอและแข็งแรง ผู้ประกอบการต้องเลือกมากขึ้น แต่ถ้ามีสัญญาณจากสถาบันการเงินออกมาอย่างนี้ ปีหน้าดีเวลอปเปอร์รายเล็กลำบากมากขึ้น รายใหญ่ไม่เดือดร้อน”
3

“พลัส พร็อพเพอร์ตี้” เผยผลสำรวจอสังหาริมทรัพย์ 5 เมืองท่องเที่ยวหลัก ” เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน-ชะอำ เขาใหญ่” คอนโดมาแรงสุดมาร์เก็ตแชร์ 76% บ้านเดี่ยว 19% ทาวน์เฮาส์ 5% โฟกัสคอนโดมียอดขายเฉลี่ย 80% จากอุปทาน 100,00 ยูนิต ส่วนตลาดเช่าภูเก็ตให้ผลตอบแทน 6-8% ต่อปี พัทยาผล 5-7% ต่อปี เขาใหญ่ราคารีเซลเพิ่ม 5-6% ต่อปี หัวหิน-ชะอำ ราคาขายต่อทำเลติดทะเลเพิ่ม 10% ทำเลไม่ติดทะเลเพิ่ม 19% เทรนด์คนรุ่นใหม่ซื้อไว้พักผ่อน-ปล่อยเช่าช่วงไฮซีซั่น

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการสำรวจที่อยู่อาศัยเมืองท่องเที่ยวสำคัญ 5 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน-ชะอำ และเขาใหญ่ พบว่า คอนโดมิเนียมมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 76% จำนวน 98,163 ยูนิต บ้านเดี่ยว 19% 24,925 ยูนิต และทาวน์เฮ้าส์ 5% 5,998 ยูนิต


โดยการสำรวจล่าสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (2558-2560) คอนโดฯมียอดขายเฉลี่ย 5 พื้นที่ประมาณ 80% จากอุปทานเกือบ 100,000 ยูนิต มาจากการท่องเที่ยวเติบโต นักท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาวนิยมเช่าคอนโดฯ ส่งผลให้การปล่อยเช่าได้รับอัตราผลตอบแทนสูง พฤติกรรมการซื้อคอนโดฯ ในเมืองท่องเที่ยวปัจจุบันนี้เป็นเทรนด์นิยมซื้อเป็นลักษณะ time sharing พักเองและปล่อยเช่าได้ด้วย โดยเฉพาะขาใหญ่ หัวหิน-ชะอำ ผู้เช่าป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเกือบ 100%เข้าพักสูงในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เฉลี่ยเข้าพักครั้งละ 1.5 เดือน

สำหรับตลาดเชียงใหม่ คอนโดฯ ที่นำมาปล่อยเช่าขนาด 30 -60 ตารางเมตร ค่าเช่า 10,000 – 25,000 บาท/เดือน ราคารีเซลบางโครงการขนาด 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตรประมาณ 75,000-80,000 บาท/ตารางเมตร หรือยูนิตละ 2.0-2.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4-5% ต่อปี ในอนาคตคาดว่าราคามีโอกาสปรับขึ้นไปได้อีก เนื่องจากมีโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นำเทคโนโลยีชินคันเซ็นมาใช้ในโครงการ ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์เชื่อมเชียงใหม่-เชียงราย และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ

ตลาดภูเก็ตคอนโดฯ นิยมปล่อยเช่าห้องชุดสตูดิโอ และ 1 ห้องนอน ขนาด 30-32 ตารางเมตร อัตราค่าเช่า City Condo 10,000 – 18,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 6-8% ค่าเช่า Resort Condo อยู่ติดหาดได้รับความนิยมค่าเช่า 50,000-70,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 4-5% ราคาคอนโดฯ เฉลี่ยทั้งตลาด 99,700 บาท/ตารางเมตร ขยับขึ้น 7% คอนโดฯ เปิดใหม่มีราคาขายเฉลี่ย 130,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งส่วนมากเป็น Resort Property ที่อยู่ริมหาด

ตลาดหัวหิน-ชะอำคอนโดที่นำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ติดชายทะเลเฉลี่ย 135,000 บาท/ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากตอนเปิดโครงการ 10% ทำเลไม่ติดชายทะเล 79,000 บาท/ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจ 19% ด้านการปล่อยเช่า หากเป็นโครงการใจกลางเมืองที่ติดชายทะเล 1 ห้องนอน ปล่อยเช่าได้ 35,000-45,000 บาท/เดือน, แบบ 2 ห้องนอน 55,000-70,000 บาท/เดือน โครงการไม่ติดทะเล แบบ 1 ห้องนอน ปล่อยเช่าได้ 15,00-20,000 บาท/เดือน, แบบ 2 ห้องนอน 30,000-50,000 ต่อเดือน

ตลาดพัทยาพบคอนโดฯ ราคารีเซลบางโครงการทำเลพัทยากลาง 110,000 บาท/ตารางเมตร ปล่อยเช่าแบบ 1 ห้องนอน 30-35 ตารางเมตรมีค่าเช่า 18,000-20,000 บาท/เดือน คิดเป็นผลตอบแทน 6-7% ต่อปี โดยราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5%

ส่วนตลาดเขาใหญ่ ราคารีเซลบางโครงการ แบบ 1 ห้องนอน 50-55 ตารางเมตร เสนอขาย 92,000 บาท/ตารางเมตร หรือยูนิตละ 4.6-5.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-6% อย่างไรก็ตาม คอนโดฯ ในเขาใหญ่นิยมปล่อยเช่าแบบระยะสั้น หรือในช่วง High Season ระหว่างพฤศจิกายน – มกราคม

“ช่วงปี 2559-2560 คอนโดฯ ในเชียงใหม่ หัวหิน-ชะอำและภูเก็ต ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศ ส่วนพัทยาและเขาใหญ่ ตลาดค่อนข้างทรงตัวจากการระบายอุปทานคงค้าง ในทางกลับกันยังมีการขยายตัวในบางทำเล ทิศทางการขยายตัวในอนาคตคาดว่าตลาดจะเติบโตได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อีกทั้งเริ่มพบเห็นอุปทานใหม่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดบ้างแล้ว” นายอนุกูลกล่าว
4

ภาษีที่ดินฯเอฟเฟ็กต์ แบงก์-โบรกเกอร์ประสานเสียงเปิดดีลเจรจาซื้อขายที่ดินไปจนถึงระบายทรัพย์ NPA “เกียรตินาคิน” แนะรัฐวันไหนบังคับจัดเก็บจริง ขอให้ออกมาตรการเว้นค่าโอน-จดจำนองเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน “คอลลิเออร์สฯ” เผย 2 ตระกูลดังมอบงานบริหารพอร์ตทรัพย์สิน

ญี่ปุ่น-มาเลย์บุกลงทุนไทย

นายรัชภูมิ จงภักดี ผู้จัดการทั่วไป คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคาดว่าเริ่มจัดเก็บจริงในต้นปี 2562 นับจากวันนี้จึงมีเวลาให้ปรับตัวรองรับกฎหมายภาษีใหม่อีก 1 ปีเศษ ปรากฏว่ามีผลกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินที่ราคาทรัพย์สินมีมูลค่าสูงเกิดความสนใจและต้องการขายมากขึ้น รวมทั้งมีแรงกระตุ้นจากความสนใจซื้อลงทุนพัฒนาโครงการของนักลงทุนไทยและชาวต่างชาติ

ล่าสุดบริษัทมีดีลเจรจานักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาซื้อกิจการ 3 ราย มาจากวงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย อีกรายมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจากมาเลเซีย เป็นเจ้าของเรียลเอสเตตในฮ่องกงกับอเมริกา แสดงความสนใจลงทุนทำเลทองหล่อ

“ญี่ปุ่นมีประสบการณ์ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ต้องการลงทุนโรงแรม ออฟฟิศ และลงทุนย่าน EEC หรือย่านภาคตะวันออก โดยสนใจลงทุนทั้งศรีราชากับหาดจอมเทียน ขนาดการลงทุนโปรเจ็กต์ละ 1,500 ล้านบาท”

นายรัชภูมิกล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่เปิดชื่อได้มีกลุ่มลีโอ พาเลซ ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 15 โครงการในญี่ปุ่น เน้นตลาดระดับกลาง ปัจจุบันซื้อโครงการและรีโนเวตเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในทำเลศรีราชา มูลค่าลงทุน 1,000 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 100 ยูนิต ค่าเช่า 50,000 บาท/เดือน

นอกจากนี้ มีที่ดินในซอยสุขุมวิท 12 ทำเลอยู่ด้านหลังย่านโคเรียทาวน์ แย่งกันซื้อระหว่างมาเลเซียกับญี่ปุ่น มูลค่า 800 ล้านบาท ขนาดที่ดิน 524 ตารางวา โดยญี่ปุ่นตอนนี้มีฮับในภูมิภาคอยู่สิงคโปร์ และเตรียมเปิดออฟฟิศในกรุงเทพฯภายในปีหน้า

“ธุรกิจอสังหาฯเมืองไทยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เขาดูจากดีลที่รัฐบาลไทยโปรโมต EEC มีการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน รถไฟความเร็วสูง เป็นแนวโน้มที่ดี โฟกัสภาคโรงแรมกับเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เขาสนใจลงทุนลีสโฮลด์เพราะฟรีโฮลด์ไม่คุ้ม และไม่สนใจเช่า 30 ปี เพราะอาจไม่คุ้มค่าลงทุน และต้องการบวกเวลาอีก 30 ปี เป็น 60 ปี”

2 ตระกูลดังเปิดดีลซื้อขาย

ขณะเดียวกัน คอลลิเออร์สฯมีดีลเจรจาซื้อขายที่ดินและบริหารพอร์ตทรัพย์สินให้กับเจ้าของ เนื่องจากมองว่าภาษีที่ดินฯที่รัฐเตรียมประกาศใช้จะมีผลกระทบ มีต้นทุนการถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยมีเจ้าของทรัพย์สิน 2 ตระกูลใหญ่ที่มอบให้คอลลิเออร์สฯ ช่วยบริหารพอร์ตให้ ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ กับตระกูลโอสถานนท์

ทำเลฮอตที่มีการเปิดดีลซื้อขายนับเฉพาะโซนบางจาก-ปู่เจ้าสมิงพราย เป็นของตระกูลโอสถานนท์ เจ้าของโอสถสภา มีที่ดิน 15 แปลง ไซซ์ตั้งแต่ 1-30 ไร่ โดยแปลงใหญ่สุดอยู่ใกล้สถานีบีทีเอสปุณณวิถี ขนาด 30 ไร่

ส่วนตระกูลปราสาททองโอสถ ของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มีดีลเจรจาที่ดินทำเลถนนเพชรบุรี 1 ไร่เศษ อยู่ติดกับโรงพยาบาลกรุงเทพ อีกแปลงอยู่บนถนนสาทร ช่วงซอยคอนแวนต์ ติดกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช

แนวทางบริหารพอร์ตทรัพย์สินมี 3 แนวทางหลัก คือ ขายกรรมสิทธิ์ออกไป, เจรจาร่วมลงทุน (JV-Joint Venture) กับเจรจาดึงธุรกิจค้าปลีกมาเช่าที่ดินระยะยาว

แนะรัฐช่วยบรรเทาภาระ

นางสุวรรณี วัธนเวคิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าฝ่ายบริหารทรัพย์สินรอขาย ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KK เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีทรัพย์ NPA 6,000 กว่าล้านบาท จำนวน 1,100 รายการ โดย 70% เป็นที่ดินเปล่า อีก 30% เป็นบ้าน ทาวน์เฮาส์ โดยปริมาณทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไหลเข้าพอร์ตเฉลี่ยปีละ 800-1,300 ล้านบาท ล่าสุดปีที่แล้วระบายทรัพย์ได้ 2,279 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลกระทบจากภาษีที่ดินฯทำให้มีต้นทุนเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1% ถึงแม้มีการพูดถึงข้อยกเว้น หรือมีอัตราผ่อนผันให้กับทรัพย์ NPA แต่ของจริงยังไม่มีการประกาศเป็นทางการ

สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีความได้เปรียบเพราะมีแลนด์แบงก์ให้เลือกซื้อมากขึ้น ขณะที่ดีเวลอปเปอร์รายกลาง-รายเล็กจะตื่นเต้นและเหนื่อย บางคนซื้อที่ดินตุน 3 แปลง เพื่อรอขายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่

“สิ่งที่เห็นว่าค่อนข้างเป็นประโยชน์ ในอนาคตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อรัฐประกาศบังคับใช้ น่าจะมีมาตรการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทรัพย์สินโดยยกเว้นค่าโอนและจดจำนองรวม 2% เพราะอย่าลืมว่าภาษีที่ดินฯเป็นภาษีใหม่ ประชาชนไม่เคยมีภาระตรงนี้ เพราะฉะนั้น หากรัฐไม่ช่วยดูแลเลย เท่ากับต้องมีค่าใช้จ่าย 2 ทาง น่าจะหนักเกินไป” นางสุวรรณีกล่าว
5

คนฝั่งธนฯเฮ ! ดีเดย์ 30 ธ.ค.นี้ กทม.ลุยตอกเข็มรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะทาง 1.8 กม. 3 สถานี “กรุงธนบุรี-ไอคอนสยาม-คลองสาน” ได้บิ๊กรับเหมา “อิตาเลียนไทยฯ” ก่อสร้าง จ้างบีทีเอสเดินรถ ใช้ระบบรถบอมบาร์ดิเอร์ เร่งสร้างให้เสร็จ 24 เดือน ปลายปีེ เปิดหวูดให้บริการ ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย พลิกโฉมทำเลเจริญนคร ราคาที่ดินพุ่งไม่หยุด อสังหาฯแห่ปักหมุด บูมคอนโดฯ-ท่องเที่ยวริมน้ำ

นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) รัฐวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้ผู้รับเหมาก่อสร้างงานโยธาและวางรางโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองเฟสแรก กรุงธนบุรี-คลองสาน ระยะทาง 1.8 กม. เรียบร้อยแล้ว โดย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นผู้ชนะประมูล วงเงินก่อสร้าง 1,070 ล้านบาท เตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้างภายในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จากนั้นจะประสานตำรวจปิดการจราจรถนนกรุงธนบุรีและถนนเจริญนคร ให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เป็นต้นไป

เร่งเสร็จใน 24 เดือน

“กทม.เป็นห่วงปัญหารถติด เพราะถนนเจริญนครค่อนข้างคับแคบ ตามสัญญากำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ 30 เดือน แต่อยากให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 24 เดือน เพราะโครงการล่าช้าจากแผนงานมามากแล้ว ตามแผนงานก่อสร้างจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการปลายปี 2562 คิดค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย คาดว่าจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 47,300 เที่ยวคนต่อวัน”

นายมานิตกล่าวว่า ในส่วนของการให้บริการเคที จะจ้าง บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เป็นผู้ติดตั้งระบบ และจัดหารถไฟฟ้า พร้อมรับจ้างเดินรถให้เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยบีทีเอสเสนอใช้ระบบอาณัติสัญญาณ และรถไฟฟ้าของบอมบาร์ดิเอร์ รุ่นอินโนวา 300 จำนวน 2 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ รวม 6 ตู้ เป็นระบบขนส่งมวลชนนำทางอัตโนมัติ (AGT) ระบบล้อยาง ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบไร้คนขับ ซึ่งรถ 1 ตู้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 80-100 คน และต่อพ่วงได้ถึง 6 ตู้ วิ่งด้วยความเร็ว 3 นาทีต่อขบวน

“รถไฟฟ้าสายสีทองได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอเรียบร้อยแล้วทั้งโครงการ 2.7 กม. ตอนนี้เร่งเดินหน้าก่อสร้างให้ได้ตามแผน ซึ่งโครงการสามารถดำเนินการได้เร็วและไม่ต้องใช้เงิน กทม. เนื่องจากกลุ่มไอคอนสยามจะสนับสนุนค่าก่อสร้างให้ กทม. 2,080 ล้านบาท โดยเคทีขายสิทธิสัมปทานพื้นที่โฆษณาให้ 20 ปี เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนรูปแบบแมตชิ่งธุรกิจกัน”

แนวเส้นทางโครงการเฟสแรก มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสกรุงธนบุรี วิ่งไปตามถนนกรุงธนบุรี เลี้ยวเข้าถนนเจริญนคร ผ่านวัดสุวรรณ จากนั้นแนวเส้นทางเกาะไปตามถนนเจริญนคร ถนนเจริญรัถ จนถึงแยกคลองสาน และสิ้นสุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลตากสิน

ปักหมุด 3 สถานี

มีทั้งหมด 3 สถานี ได้แก่ 1.สถานีกรุงธนบุรี เชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส 2.สถานีเจริญนคร (ไอคอน สยาม) อยู่บริเวณเจริญนคร 6 บริเวณสะพานข้ามคลองวัดทองเพลง และ 3.สถานีคลองสาน อยู่เยื้องกับโรงพยาบาลตากสิน มีทางเดินหรือ sky walk เดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลตากสินได้โดยตรง และจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง (หัวลำโพง-บางบอน-มหาชัย) ในอนาคต

ส่วนระยะที่ 2 เริ่มจากโรงพยาบาลตากสิน-วัดอนงคารามวรวิหาร ระยะทาง 0.9 กม. มี 1 สถานี ได้แก่ สถานีประชาธิปก อยู่บริเวณซอยสมเด็จเจ้าพระยา 6 กับซอยสมเด็จเจ้าพระยา 8 อนาคตจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ตามแผนจะดำเนินการระยะถัดไป ใช้เงินลงทุน 1,333 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปี 2566 มีผู้ใช้บริการ 81,800 เที่ยวคนต่อวัน ส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า (เดโป้) จะสร้างอยู่ที่สถานีกรุงธนบุรี

ราคาคอนโดฯ-ที่ดินพุ่งไม่หยุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจทำเลพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าริมถนนเจริญนคร เป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวค่อนข้างมากและต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่สะพานสาทรขึ้นไป มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากการเปิดตัวของโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ “ไอคอน สยาม” ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น มูลค่าโครงการกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีทองที่มีความชัดเจน จะทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในแนวถนนเจริญนครช่วงสะพานสาทรไปทางคลองสาน มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยราคาขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดฯในทำเลนี้ปรับขึ้นที่ 3-10% ซึ่งโครงการที่เปิดขายในปี 2557-2558 ราคาขายเฉลี่ยที่ 270,500 บาท/ตร.ม.

ขณะราคาที่ดินก็ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ราคาซื้อขายในปี 2554 ที่ 265,000 บาท/ตร.ว. ปรับเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านั้น 240% ปี 2557 ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาซื้อขายที่ราคา 450,000 บาท/ตร.ว. หรือปรับขึ้นมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับปี 2554 ขณะที่ราคาขายของที่ดินไม่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 300,000-400,000 บาท/ตร.ว. อนาคตถ้ารถไฟฟ้าสายสีทองเริ่มสร้าง จะมีโครงการคอนโดฯใหม่ ๆ เปิดขายมากขึ้น จากเดิม 6,059 ยูนิต แต่อุปสรรคสำคัญคือพื้นที่ริมถนนเจริญนครแทบไม่มีที่ดินขนาดใหญ่เหลือให้พัฒนาแล้ว อนาคตจะทำให้ทำเลนี้เปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์บนที่ดินจากบ้านพักอาศัย ตึกแถวเก่า ไปสู่รูปแบบอื่นที่สอดคล้องกับมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น

บิ๊กอสังหาฯลุยลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในแนวเส้นทางนอกจากโครงการ “ไอคอน สยาม” ในซอยเจริญนคร 6 พื้นที่ 50 ไร่ ครบครันทั้งศูนย์การค้า โรงแรม 5 ดาว คอนโดฯหรู ศูนย์ประชุม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาไทย พร้อมทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 500 เมตร จะเปิดให้บริการในเดือน ต.ค. 2561 ใกล้ ๆ กันมี “หอชมเมืองกรุงเทพฯ” พื้นที่ 7 ไร่ จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่สวยและสูงที่สุด

ด้านผู้ประกอบการอสังหาฯปัจจุบันมีเข้าไปพัฒนาโครงการหลายราย เช่น บมจ.ศุภาลัย ซื้อที่ดิน 5 ไร่ ติดถนนเจริญนคร ทำเลติด สถานีคลองสาน พัฒนาคอนโดฯ “ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร” มูลค่า 2,800 ล้านบาท เป็นอาคารพักอาศัย สูง 26 ชั้น 1 อาคาร มีห้องชุดพักอาศัย 578 ยูนิต ร้านค้า 6 ยูนิต ขนาดห้องชุดตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน และ penthouse 4 ห้องนอน 34.5-331 ตร.ม. ราคาเริ่ม 3.1 ล้านบาท โดยได้สร้างปรากฏการณ์ปิดการขายได้ภายในวันจองวันเดียวด้วยมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาท

บมจ.เนอวานา ไดอิ ร่วมกับบันยันทรีกรุ๊ป เชนโรงแรมระดับโลก พัฒนาคอนโดฯระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “บันยัน ทรี เรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ” บนที่ดิน 5 ไร่ บนถนนเจริญนคร 130 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 300,000 บาท/ตร.ม. จะแล้วเสร็จเดือน ธ.ค. 2561

ล่าสุด “ตระกูลหวั่งหลี” นำที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตั้งท่าเรือเก่าอายุกว่า 160 ปี บูรณะใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไทย-จีน ภายใต้ชื่อ “ล้ง 1919”
6
Gossip News

ผ่าน EIA Approved ไปอีกหนึ่งโครงการ!! สำหรับค่าย ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่ พร้อมการันตีคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัย กับ โครงการ ไรส์ พระราม 9 (Rise Rama 9) ที่ตอนนี้ผ่าน EIA APPROVED จากสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 ซึ่งโครงการ ไรส์ พระราม 9 (Rise Rama 9) เป็น คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น 4 อาคาร ตั้งอยู่บนทำเลคุณภาพย่านถนนพระราม 9 แหล่งศูนย์กลาง New CBD ด้วยการเชื่อมต่อของการเดินทางที่สะดวกสะบาย อีกทั้งใกล้ BTS สายสีส้ม ที่จะเปิดให้ใช้บริการในอนาคต เพียง 800 ม. โดยก่อนหน้านี้เปิด Pre Sales และมียอดจองแล้วกว่า 90% ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการที่พักอาศัยใกล้รถไฟฟ้า ย่านธุรกิจ การค้า การศึกษา และเพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทำเลพระราม 9 ที่มีศักยภาพการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง

7

คอลัมน์ เวนคืนอัพเดต

โปรเจ็กต์มาราธอน “ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า” หลัง “กทม.-กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าโครงการมาตั้งแต่ก่อนปี 2540 ใช้เวลาผลักดันกว่า 20 ปี กว่าจะได้ลงมือก่อสร้างเมื่อกลางปี 2558 ด้วยเม็ดเงิน 5,556.5 ล้านบาท ความคืบหน้าล่าสุด “กทม.-กรุงเทพมหานคร” จะเปิดใช้วันที่ 12 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กทม.กำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างถนนสายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการจราจรพื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยภายในวันที่ 12 ธ.ค. 2560 จะเปิดใช้บางส่วนถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ขนาด 6-8 ช่องจราจร ระยะทาง 11.75 กม. ล่าช้าจากเดิมจะเปิดวันที่ 5 ธ.ค.

สำหรับถนนสายนี้งานก่อสร้างถนนเสร็จแล้ว ยังเหลือช่วงทางลอดและทางยกระดับข้ามมอเตอร์เวย์ที่ยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าปลายปี 2561 จะเปิดใช้สมบูรณ์ทั้งโครงการ

“โครงการนี้ กทม.ใช้เวลาผลักดันมานานกว่าจะได้สร้าง เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นโครงข่ายใหม่เปิดการพัฒนาพื้นที่โซนตะวันออกและเชื่อมระหว่างถนนรามคำแหง 24 ถนนร่มเกล้า และถนนเจ้าคุณทหาร แก้ไขปัญหาจราจรแนวตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯสะดวกยิ่งขึ้น เพราะส่วนใหญ่ระบบการจราจรจะอยู่แนวเหนือใต้”


ซึ่งกทม.เร่งรัดการทำงานเพื่อให้โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว จึงได้แบ่งการทำงานออกเป็น 7 ช่วงได้แก่ 1. ทางแยกต่างระดับ 8 ช่องจราจร 2 .สร้างทางลอด 4 ช่องจราจร พร้อมทั้งขยายถนนกรุงเทพกรีฑาเป็น 6 ช่องจราจร 3. ก่อสร้างถนน 8 ช่องจราจร ตั้งแต่ถนนคลองลำสาลีถึงคลองวังใหม่ 4 .สร้างถนน 8 ช่องจราจรตั้งแต่คลองวังใหม่จนถึงมอเตอร์เวย์

5. ทางยกระดับ 6 ช่องจราจร บริเวณแยกยกระดับข้ามมอเตอร์เวย์ 6 .เป็นถนน 8 ช่องจราจร และ 7. สร้างทางแยกต่างระดับ 8 ช่องจราจร แนวถนนเจ้าคุณทหารและถนนร่มเกล้า

แนวเส้นทางเริ่มต้นโครงการอยู่ที่ทางแยกต่างระดับถนนศรีนครินทร์-ถนนรามคำแหง 24 ไปตามแนวถนนกรุงเทพกรีฑา เพื่อแยกมาตามแนวเวนคืนใหม่ ข้ามมอเตอร์เวย์ไปสิ้นสุดโครงการที่ทางแยกต่างระดับถนนร่มเกล้า-ถนนเจ้าคุณทหาร




8

10 บิ๊กอสังหาฯ แถวหน้า กวาดรายได้ 3 ไตรมาสปีนี้ รวมกันกว่า 1.4 แสนล้านบาท กำไรสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ... “พฤกษา” ยังรักษาแชมป์รายได้สูงสุด ขณะ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” เหนียวแน่นด้านแชมป์กำไร

“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับงวด 9 เดือนของปี 2560 พบว่า บริษัทที่ทำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์สูงสุด 10 รายแรก ส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำ มีการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งแนวสูงและแนวราบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งทั้ง 10 บริษัท สามารถทำรายได้จากการขายอสังหาฯ รวมกันมากกว่า 1.46 แสนล้านบาท และกำไรรวมกันสูงกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

ใน 10 บริษัทแรก ที่มีรายได้จากการขายอสังหาฯ สูงสุดนั้น ‘พฤกษา เรียลเอสเตท’ เป็นบริษัทที่นำมาเป็นอันดับ 1 สามารถทำรายได้จากการขายอสังหาฯ ได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ตามด้วย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และ ‘แสนสิริ’ ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท


| ‘พฤกษา’ ที่ 1 ด้านรายได้ |
นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการ 9 เดือนแรก ปี 2560 มียอดขายรวม 38,067 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 34,662 ล้านบาท เนื่องมาจากการเปิดคอนโดมิเนียม 9 โครงการ ในด้านของรายได้และกำไรอยู่ที่ 30,613 ล้านบาท และ 3,716 ล้านบาท ตามลำดับ โดยที่ ‘กลุ่มธุรกิจแวลู’ เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 44 โครงการ และมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 16 โครงการ ตามแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ รวม 60 โครงการ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 55,000 ล้านบาท



ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วง 9 เดือนแรก ทางบริษัทประเมินว่า มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 315,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เติบโตอยู่ที่ 265,777 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการลงทุนด้านคมนาคมของภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี โดยจะเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในปีหน้า

| แลนด์ฯ กำไรนำโด่ง |
ด้าน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 24,761 ล้านบาท

ในขณะที่ งวดเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขายเท่ากับ 20,495 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4,266 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 20.8% มาเป็นอันดับ 2 แต่ด้านกำไร ณ สิ้นไตรมาส 3 นั้น เป็นจำนวน 9,196.3 ล้านบาท สูงสุดในกลุ่ม 10 บริษัทชั้นนำ ที่สำรวจข้อมูลมา หากลงลึกรายไตรมาส ไตรมาส 3 นี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไร 3,126.6 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ทำกำไร 4,277.2 ล้านบาท เป็นไตรมาสที่กำไรสูงสุดในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา


นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV กล่าวว่า ผลประกอบการ 9 เดือนปีนี้ รายได้รวมอยู่ที่ 13,741.3 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นรายได้จากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 11,026.8 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของรายได้รวม แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวสูง มูลค่ารวม 2,957.0 ล้านบาท และมาจากโครงการแนวราบ มูลค่ารวม 8,069.8 ล้านบาท

“ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ รวมทั้งสิ้น 4,651.1 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 4,054.3 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 596.8 ล้านบาท โดยยอด Backlog ของโครงการแนวสูง เป็นผลมาจากมาตรการจัดแคมเปญ ‘แช่แข็งเงินผ่อน’ ให้อยู่อาศัยกันแบบฟรี ๆ นาน 3 ปี กลุ่มลูกค้าได้ให้การตอบรับแคมเปญนี้เป็นอย่างดีและสามารถปิดการขายโครงการยูแคมปัส รังสิต-เมืองเอก ไปได้”
9
ข่าวสาร / คาดปี 61 กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เปิดใหม่ 1-1.08 แสนหน่วย
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 06, 2017, 10:27:27 AM »

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจปี 2561 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชื่อมั่น และเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ทิศทางการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเป็นไปอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2561 ยังมีจำกัด ทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่แม้กำลังซื้อค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ก็เผชิญข้อจำกัดด้านราคาที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่อยู่ในระดับสูง รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน ที่น่าจะชะลอการลงทุนในที่อยู่อาศัยลง เนื่องจากการแข่งขันในตลาดให้เช่าที่อยู่อาศัยเป็นไปอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดคอนโดมิเนียมให้เช่า


นอกจากนี้ การขยายตัวของจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้าง ณ สิ้นปี 2560 ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตั้งเป้าหมายการขยายตัวของการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2561 อย่างระมัดระวัง และอาจปรับแผนการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ระหว่างปีอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ในตลาดที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2561 น่าจะยังคงมีไม่ตํ่ากว่า 100,000 หน่วย โดยคาดว่าอยู่ที่ 100,000-108,000 หน่วย ขยายตัว 0-2% จากปี 2560 ทั้งนี้จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในปี 2561 น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ 2 ปีที่ผ่านมา โดยการขยายตัวของจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขยายตัวของจำนวนที่อยู่อาศัยกลุ่มคอนโดมิเนียม ซึ่งข้อจำกัดด้านพื้นที่สำหรับการลงทุนพัฒนาโครงการแนวราบ ประกอบกับความคืบหน้าของโครงการส่วนต่อขยายสถานีรถไฟฟ้า น่าจะดึงดูดให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในปี 2561
10

หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) “บิ๊กตู่” กดปุ่ม เร่งเวนคืนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง, สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีส้ม (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี เพื่อส่งมอบพื้นที่เร่งด่วนให้กับผู้รับเหมา

ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยอมรับว่า การส่งมอบพื้นที่ของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองให้กับบริษัทผู้รับเหมามีความล่าช้าไปจากแผนที่วางไว้ คือ ต้องส่งมอบภายในเดือน ธ.ค. นี้ แต่ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจาก ครม. อนุมัติแผนเวนคืนเร่งด่วนล่าช้า ซึ่งตามแผนต้องเริ่มเวนคืนเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี นับจากส่งมอบพื้นที่ ขณะที่ สายสีส้ม (ตะวันออก) ที่ผ่านมา ผู้รับเหมาลงพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะรามคำแหง แต่ยังติดเวนคืนที่ดิน 2 แปลงใหญ่ ของ น.พ.พงษ์ศักดิ์ วิทยาการ และบริษัท แหลมทองค้าสัตว์ จำกัด บริเวณสถานีร่วมศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบพื้นที่เร็ว ๆ นี้

| เล็งทำเลใหม่ ‘ศรีนครินทร์’ |
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาด รฟม. จะส่งมอบพื้นที่รถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูเป็นเดือน ธ.ค. นี้ ซึ่งพื้นที่เวนคืนที่กระทบมากที่สุดเป็นที่ดินว่างเปล่าของเอกชน บริเวณติดกับตลาดมีนบุรี เพื่อทำเป็นดีโป หรือ ศูนย์ซ่อมบำรุง และอาคารจอดแล้วจร เนื้อที่กว่า 100 ไร่ นอกจากนี้ สายสีเหลือง พื้นที่เอกชนที่ถูกกระทบจากการเวนคืนมากที่สุด บริเวณตรงข้ามวัดศรีเอี่ยม ข้างโรงแรมโนโวเทล บางนา เนื้อที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจรเช่นกัน

สำหรับความพร้อมเกี่ยวกับที่ดิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปฯ ร่วมกับ บมจ.แสนสิริ มีแผนซื้อที่ดินติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู รัศมีไม่เกิน 500 เมตร เป็นไปได้ คือ ต้องการที่ดินทุกสถานี แต่ที่มองไว้จะเป็นทำเลถนนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นทำเลและที่ดินยังมีราคาต่ำ ต่างจากทำเลลาดพร้าวและแจ้งวัฒนะ ที่ที่ดินราคาถีบตัวขึ้นไปสูงมากและถูกจับจองไปหมดแล้ว อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีนายหน้าติดต่อเสนอขายที่ดินเข้ามาตลอดด้วยเช่นกัน

ขณะที่ นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีแลนด์แบงก์รอพัฒนาแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูมากพอสมควร ขณะที่ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีที่บริเวณแยกแครายและห้าแยกปากเกร็ด นนทบุรี และยังมีอีก 2-3 โครงการ ที่อยู่ระหว่างขายและโอน อาทิ แจ้งวัฒนะ ขณะเดียวกัน สายสีส้มตัดสายสีเหลือง บริษัทมีที่ดินรอพัฒนาอีก 2-3 แปลง ซึ่งบริษัทเน้นทำเลที่มีความคึกคัก

ด้าน นายกิติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เผยว่า เตรียมนำที่ดินรอพัฒนาบริเวณริมทะเลสาบ หมู่บ้านสัมมากร ใกล้สถานีสัมมากร รถไฟฟ้าสายสีส้ม ขึ้นคอนโดมิเนียมราคา 4-5 ล้านบาท เช่นเดียวกับ นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทมีที่ดินรอพัฒนาทั้งแนวราบ แนวสูง รับรถไฟฟ้าทำเลสายสีส้ม รามคำแหง 164 จำนวน 200 ไร่ ทำเลรามคำแหง 172 จำนวน 1,000 ไร่ ขณะที่ สายสีชมพู แยกมีนบุรี 300-400 ไร่


จากการสำรวจของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า มีการติดประกาศขายที่ดินตลอดแนว โดยเฉพาะทำเลแยกลำสาลี ยาวไปยังถนนศรีนครินทร์และรามคำแหง ทั้งนี้ บริเวณถนนศรีนครินทร์ได้มีเอกชนซื้อที่ดินแปลงใหญ่ติดถนนเนื้อที่ 37 ไร่ ติดกับห้างเทสโก้โลตัส ศรีนครินทร์ หมด สำหรับพัฒนาเป็นออฟฟิศและคอนโดมิเนียม ตั้งราคาขายอยู่ที่ 7.5 หมื่นบาทต่อตารางวา ล่าสุด ขายให้กับบริษัทพัฒนาที่ดินรายหนึ่ง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นออฟฟิศและคอนโดมิเนียม จำนวน 12 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 25 ไร่ หากมีผู้ประกอบการเหมายกแปลง จะขาย 500 ล้านบาท พร้อมถมดินให้ ส่วนอีกแปลงมีเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ใกล้บิ๊กซี ศรีนครินทร์ มีผู้ประกอบการซื้อไปในราคาตารางวาละ 2.5 แสนบาท

รวมทั้งมีการประกาศขายที่ดิน 1 ไร่เศษ ที่มีการเจรจาต่อรอง เป็นที่ดินติดถนนอ่อนนุช ห่างจากถนนศรีนครินทร์เพียง 380 เมตร ใกล้สถานีศรีนุช โครงการสายสีเหลือง ซึ่งเหมาะสำหรับสร้างคอนโดมิเนียม, อพาร์ตเมนต์, โชว์รูมรถยนต์, สำนักงาน หรือแหล่งรวมร้านค้าต่าง ๆ เจ้าของที่ดินบอกขายราคาตารางวาละ 1.35 แสนบาท

ทั้งนี้ จากการสอบถามนายหน้าอีกรายที่ประกาศขายที่ดินทำเลตามแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู ติดถนนรามอินทรา ข้างธนาคารกรุงเทพ เยื้องกับทำเลที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าฟู้ดแลนด์ เนื้อที่ 13 ไร่เศษ ซึ่งล่าสุด ผู้ประกอบการได้ซื้อไปทั้งแปลง ราคาตารางวาละ 1.7 แสนบาท ราคารวมกว่า 920 ล้านบาท นอกจากนี้ นายหน้ายังนำที่ดินออกขายใกล้แนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู 527 ตารางวา และแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม 332 ตารางวา ทำเลติดสถานีตลาดมีนบุรี ซอยสีหบุรานุกิจ 16 เยื้องสวนจตุจักร 2 เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 2 สาย สีชมพูและสีส้ม ตารางวาละ 7.5 หมื่นบาท

| ต้น ‘รามคำแหง’ ที่พุ่ง 2 เท่า |
ด้าน สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย ของคอลลิเออร์ส อินเตอร์ เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า สายสีส้มถือเป็นทำเลยอดฮิตที่บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่แทบครบทุกค่ายเข้าไปปักหมุดพัฒนาคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะบริเวณต้น ๆ ถนนรามคำแหง แยกรามคำแหง-พระราม 9 อย่างไรก็ดี ราคาที่ดินต้นถนนรามคำแหงเลยไปถึงแยกคลองตัน ล่าสุด ราคา 3-4 แสนบาทต่อตารางวา ขยับขึ้น 2 เท่า นับจากมีกระแสที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ขณะที่ นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดิร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแทนส์ จำกัด ระบุว่า ช่วงถนนรามคำแหงราคาที่ดินขยับขึ้นรวดเร็ว ในซอยจาก 5 หมื่นบาทต่อตารางวา ขยับเป็น 1 แสนบาทต่อตารางวา ส่วนติดถนนรามคำแหง จากราคา 1 แสนบาทต่อตารางวา ขยับเป็น 2 แสนบาทต่อตารางวา และแนวโน้มจะขยับไป 4-5 แสนบาทต่อตารางวา หากรถไฟฟ้ามีการก่อสร้างได้
หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????