Condothai คอนโดไทย


???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดกิจกรรมสุด EXCLUSIVE สำหรับสมาชิก INSPIRE HUB

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า จัดกิจกรรมสุด Exclusive สำหรับสมาชิก Inspire Hub (แบรนด์ CRM) เปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมสัมผัสบรรยากาศ All Inspire Lounge at Paragon Cineplex เพื่อลูกค้าคนพิเศษกับงาน Movie Inspired ครั้งที่ 1 ด้วยการชวนลูกค้าออลล์ อินสไปร์ฯ มามันส์ไปกับภาพยนตร์เรื่อง JUSTICE LEAGUE ที่ PARAGON CINEPLEX ชั้น 5 สยามพารากอน ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมายที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้าคนพิเศษ ให้คุณใช้ชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจไปกับ All Inspire ซึ่งได้รับการตอบรับจากสมาชิก Inspire Hub เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
2


ไฟแนนเชียล ไทมส์ เห็นต่างไม่เชื่อว่าสมาร์ท ซิตี้ เป็นความต้องการที่จริงแท้ของมนุษย์ แม้หลายฝ่ายเชื่อว่ามันจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมาก็ตาม

เว็บไซต์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ "สมาร์ทซิตี้ อาจไม่ใช่ไอเดียที่ฉลาดนัก" (Smart cities might not be such a bright idea) ซึ่งเสนอว่า แม้ในปัจจุบันแนวคิดเรื่อง 'สมาร์ทซิตี้้' หรือ 'เมืองอัจฉริยะ' ที่เน้นการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ระบบคมนาคมขนส่ง การรับส่งข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงเมืองแห่งรถยนต์ไร้คนขับ กำลังกลายเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายประเทศ

โดยไฟแนนเชียล ไทมส์ วิเคราะห์ว่า 'สมาร์ทซิตี้้' อาจไม่ใช่โมเดลการพัฒนาเมืองที่ดีนัก เพราะแนวคิดนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับ 'คนจน' หรือแม้แต่ 'ความเป็นชุมชน' สักเท่าไรนัก

อ่านเพิ่มเติม: บิล เกตส์ ทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์ เนรมิตเมืองอัจฉริยะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากแนวคิดสมาร์ทซิตี้ คือ กลุ่มประชากรที่หลากหลายฐานะที่อาศัยอยู่ในเมืองปัจจุบัน บ้านพักสวัสดิการของรัฐหรือบ้านพักเอื้ออาทร หรือแม้แต่อาหารข้างทาง นั่นเป็นเพราะแนวคิดเบื้องหลังสมาร์ทซิตี้้ คือ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการเชื่อมต่อมาช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น

ยกตัวอย่างเช่น การปรับเส้นเลนสำหรับรถยนต์ก็สามารถทำได้ทันที เมื่อปริมาณรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้น หรือการมีไฟจราจรอัจฉริยะที่สามารถปิดการทำงานได้โดยอัตโนมัติ หากขณะนั้นไม่มีรถยนต์บนท้องถนน ในแง่นี้ กลุ่มคนจน ขอทาน สัตว์เร่ร่อน หรือแม้แต่อาหารข้างทางจึงถูกมองว่าเป็นส่วนเกินและอุปสรรคสำหรับสมาร์ทซิตี้้

ทั้งนี้มีการยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียที่วางแผนสร้างสมาร์ทซิตี้้กว่า 100 แห่งภายในปี 2020 เพราะแม้ปัจจุบันอัตราการขยายตัวของประชากรในอินเดียจะสูงมาก จนรัฐบาลอินเดียวางแผนสร้างสมาร์ทซิตี้้เพื่อรองรับต่อการขยายตัวเหล่านี้ แต่ไฟแนนเชียล ไทมส์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลอินเดียจะสร้างสมาร์ทซิตี้้ขึ้นจริง ก็อาจไม่สามารถดึงดูดประชากรจากเขตชนบทที่มีรายได้และการศึกษาไม่มาก อย่างชาวประมงหรือเกษตรกรได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ดังตัวอย่างที่ชาวอินเดียเห็นจนชินตา คือ ตามถนนสายต่างๆ ทั้งในเมืองและเขตชนบทมักจะมีฝูงวัวออกมาเดินเป็นประจำ แต่แนวคิดในการสร้างสมาร์ทซิตี้้กลับไม่มีพื้นที่สำหรับฝูงวัว หรือแม้แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์จึงเสนอว่า สิ่งสำคัญที่นักวางผังเมืองต้องตระหนักถึง อาจไม่ใช่แนวคิดเรื่องของการเชื่อมต่อ ระบบเทคโนโลยี การส่งข้อมูลที่รวดเร็วและทันสมัย หากแต่ต้องสำรวจว่า ความต้องการที่แท้จริงของผู้คนคืออะไร แล้วออกแบบเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ซึ่งนักวางผังเมืองต้องสนใจศึกษารูปแบบเมืองและชุมชนเก่า อันประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายที่ค่อยๆ ขยายตัวตามธรรมชาติอย่างกรุงลอนดอนของอังกฤษ หรือกรุงนิวเดลีของอินเดีย ที่นอกจากจะเป็นเมืองที่คนจนและคนรวยสามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว มันยังเต็มไปด้วยเครือข่ายของความเป็นชุมชน ศูนย์กลางกิจกรรมต่างๆ และวิถีชีวิตของผู้คนที่เชื่อมต่อถึงกันและกันอีกด้วย
3
ข่าวสาร / ทหาร-ธุรกิจรื้อภาษีที่ดิน ยื้อแปรญัตติแก้ทุกหมวด
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 12, 2017, 10:11:23 AM »

ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่อยื้อยาวหลังขยายเวลาพิจารณาซ้ำ 4 รอบยังไม่แล้วเสร็จเผยโดนทึ้งยกฉบับ กรรมาธิการวิสามัญ-สมาชิกสนช.ขอแก้ยิบ 51 มาตรา ใส่เพิ่มใหม่ 4 มาตรา ไล่ตั้งแต่คำนิยาม ยันปมอัตราภาษี-ที่ดินรกร้างว่างเปล่า-บ้านหลังแรก “สภาหอการค้า-โรงเรียนเอกชน-นิคมอุตสาหกรรม-สนามกอล์ฟ-สวนสนุก” แจมยื่นข้อเสนอขอรื้อเพิ่ม

แม้รัฐบาลยังยืนยันจะประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วงต้นปี 2562 และขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …. อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบวงกว้าง โดยเฉพาะกับเจ้าของหรือผู้ถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินรายใหญ่ อย่างกลุ่มทุน ตระกูลดัง ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จนถึงประชาชนทั่วไป กระแสคัดค้านต่อต้านกฎหมายภาษีที่ดินฯจึงมีออกมาต่อเนื่อง

ยำใหญ่ 24 มาตรา ยื้อ 240 วัน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลัง สนช.นำร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ บรรจุเข้าวาระการประชุมตั้งแต่ 31 มี.ค. 2560 จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเมื่อ 4 เม.ย. 2560 ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการได้ขอขยายเวลาพิจารณา 4 ครั้ง ครั้งละ 60 วัน จะครบกำหนดวันที่ 24 ม.ค. 2561 ล่าสุดปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวครบทุกมาตราแล้ว และมีการแก้ไขเป็นรายมาตรารวม 24 มาตรา รวมทั้งบัญชีอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

7 ประเด็น ขยายเวลา 3 ครั้ง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น 1 คณะ เพื่อศึกษารวบรวมผลกระทบจากการกำหนดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถึงขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการขอขยายเวลาศึกษาออกไป 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดมีการขยายเวลาศึกษาออกไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

ขณะเดียวกัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกยกแขวนรอการพิจารณารวม 7 ประเด็น อาทิ เรื่องการยกเว้นภาษี และบรรเทาภาระภาษี ซึ่งจะพิจารณาว่า การยกเว้นภาษีนั้นควรจะไม่จัดเก็บภาษีกับบางกิจการหรือไม่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ

มีกิจการใดบ้างควรได้รับการบรรเทาภาษี และต้องกำหนดไว้ในตัวบทกฎหมายหรือไม่ การกำหนดให้ที่ดินบางประเภทแม้เป็นที่ดินถูกทิ้งร้าง แต่ไม่จัดเก็บในอัตราเดียวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทิ้งร้างจะกำหนดไว้อย่างไร

พิจารณาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีกรณีที่อยู่อาศัยเป็นที่เช่าระยะยาว ผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจ การเก็บข้อมูลตัวอย่างเพิ่มเติมกรณีที่ดินสนามกอล์ฟ เป็นต้น

รื้อสาระสำคัญยกกระบิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแก้ไขรายมาตรา 24 มาตรา ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 2 ร่างเดิมกำหนดให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป มาตรา 8 บทบัญญัติเกี่ยวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับยกเว้นไม่ให้จัดเก็บภาษี

มาตรา 34 อัตราภาษีที่จะจัดเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภท เช่น 1.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม จัดเก็บภาษีไม่เกิน 0.2% ของฐานภาษี 2.ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี 3.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น หรือใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี 4.ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี

ถกไม่จบเว้นภาษีบ้านหลังแรก

มาตรา 37 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ฯลฯ ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกิน 50 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่ง บ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ถูกจัดเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะคงมูลค่าบ้านหลังแรกไว้ที่ 50 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย หรือปรับลดลงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาทและมีการปรับแก้ไขในส่วนของการค้างชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระภาษี การประเมินภาษี การคัดค้าน การอุทธรณ์การประเมินภาษี บทกำหนดโทษเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือบุคคลอื่นที่ขัดขวางการสำรวจประเมินภาษีของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือไม่แสดงเอกสารหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้นำมาแสดงเพื่อตรวจสอบ แจ้งข้อความ นำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เป็นต้น

ทหาร-ธุรกิจแปรญัตติ 27 มาตรา

นอกจากนี้ มีสมาชิก สนช. 14 คน เสนอขอแปรญัตติแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 27 มาตรา ในจำนวนนี้มีทั้งสมาชิก สนช.สายทหาร สายธุรกิจ สายนักวิชาการ ได้แก่ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ศ.คลินิกนิเวศน์ นันทจิต พล.อ.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน พล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร นายสุพันธุ์ มลคลสุธี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายธานี อ่อนละเอียด นายวรพล โสคติยานุรักษ์ นายเจน นำชัยศิริ นายสมชาย แสวงการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่สมาชิก สนช.แปรญัตติขอแก้ไข เริ่มตั้งแต่ มาตรา 5 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยคำนิยามต่าง ๆ เช่น ความหมายคำว่า “ภาษี” “ผู้เสียภาษี” “ที่ดิน” “สิ่งปลูกสร้าง” “ห้องชุด” เป็นต้น นอกนั้นมี อาทิ มาตรา 7 ซึ่งร่างกฎหมายเดิมกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในเขต อปท.นั้น ๆ และให้ภาษีที่จัดเก็บได้เป็นรายได้ของ อปท.แต่ละแห่ง ๆ มาตรา 8 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับยกเว้นภาษี มาตรา 15 องค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรา 20 องค์ประกอบคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจังหวัด

ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าถูกสกัด

มาตรา 32 แก้บทบัญญัติเกี่ยวกับฐานภาษี ที่ใช้ในการคำนวณภาษี ร่างเดิมกำหนดให้การคำนวณมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นไปดังนี้ 1.ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ 2.สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง 3.ห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด มาตรา 34 บทบัญญัติว่าด้วยอัตราภาษี มาตรา 37 กรณียกเว้นจัดเก็นภาษีสำหรับบ้านหลังแรก

มาตรา 39 ซึ่งร่างเดิมกำหนดให้ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษี เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีในปีที่ 4 เพิ่มขึ้นจากอัตราจัดเก็บ ตามมาตรา 34 (อัตราจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างไม่เกิน 2% ของฐานภาษี) ในอัตรา 0.5% และหากยังทิ้งว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์อีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษีอีก 0.5% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 5%

ส่วนการแก้ไขประเด็นอื่น ๆ เช่น เรื่องการแจ้งการประเมินภาษี การให้บุคคลอื่นมีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี การทบทวนการประเมินภาษี การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษี การอุทธรณ์ภาษี เป็นต้น

นักธุรกิจ-ภาคเอกชนแจม

ทั้งนี้ นอกจากการปรับแก้ไขร่างกฎหมายโดยคณะกรรมาธิการ และการแปรญัตติของสมาชิก สนช.แล้ว มีประชาชน นักธุรกิจ สมาคมภาคเอกชน ยื่นแสดงความคิดเห็นขอปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อีก 11 เรื่อง เช่น ดร.จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ ประธานสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรียนเอกชนได้รับยกเว้นภาษี โดยระบุว่า เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ จะได้ไม่เพิ่มต้นทุนโรงเรียนเอกชน และเพื่อความเป็นธรรม

นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ยื่นหลายข้อเสนอ อาทิ ให้คำนวณที่ดินฐานภาษีในนิคมอุตฯ เขตประกอบการ เขตอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ฮับ เป็นรายแปลง ให้กำหนดอัตราภาษีที่ดินในแหล่งอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นอัตราเดียว ไม่ใช้อัตราก้าวหน้า ไม่ถือว่าที่ดินรอการขายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ให้ประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลง และตามสภาพความเป็นจริงทั้งช่วงที่ขอจัดสรร และจัดสรรแล้ว ขอลดภาษี 90% ตลอดระยะเวลาที่ผู้พัฒนาโครงการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลดภาษีให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตฯ 50% เป็นระยะเวลา 5 ปี

สนามกอล์ฟ-สวนสนุกผวา

ตัวแทนผู้ประกอบการสนามกอล์ฟเยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ให้แยกจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนของสนามกีฬา หรือสถานบริการด้านการกีฬาทุกชนิด เป็นภาษีอีกประเภทหนึ่ง หรือให้ได้รับลดหรือยกเว้นภาษี

นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ นายกสมาคมสวนสนุกและสวนพักผ่อนหย่อนใจ ขอให้กำหนดอัตราภาษีสำหรับสวนสนุก และสวนพักผ่อนหย่อนใจ โดยแยกเป็นประเภท ๆ เช่น ที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ถูกใช้ประโยชน์ในเชิงภาษี ใช้เพื่อการศึกษา ใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงาน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนายการสวนนงนุช พัทยา

ด้านนายผิน คิ้วคชา นายกสมาคมเพื่อสวนสัตว์ไทย ให้ปรับอัตราภาษีจากไม่เกิน 2% ของฐานภาษี เปลี่ยนเป็นไม่เกิน 0% ให้คิดภาษีที่ดินแบบเหมารวมในอัตราต่ำสุด เป็นต้น

สภาหอการค้าฯหอบผลศึกษาแจง

ขณะที่นายกลินท์ สารสิน ยื่นหนังสือในฐานะตัวแทนหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ตามผลการศึกษาของโครงการศึกษาประเด็นกฎหมายและประเมินผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนนายโสภณ พรโชคชัย เสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราเบื้องต้น 1% ทุกประเภท เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากข้อเสนอข้างต้นแล้ว จะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากการลงพื้นที่สำรวจและรับฟังความคิดเห็นประชาชนในต่างจังหวัด คือ ชลบุรี เชียงราย สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมด้วย จากนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ได้ข้อยุติทุกมาตรา และเสนอ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ให้ สนช.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
4
ข่าวสาร / กูรูอสังหาฯชี้ทำเลชานเมืองอนาคตสดใสรับรถไฟฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ธันวาคม 12, 2017, 10:03:04 AM »

กูรูอสังหาฯ ชี้ทำเลชานเมืองอนาคตสดใสรับรถไฟฟ้า ลุ้นผังเมืองใหม่เปิดพื้นที่พัฒนาทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวถูกลง

นายสุรเชษฐ กองชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ด้วยราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% และเริ่มหายาก ทำให้การพัฒนาโครงการแนวราบทำได้ยาก นอกจากนี้การขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้าไปยังชานเมืองทำให้ผู้ประกอบการมีการขยายการลงทุนไปในพื้นที่ใหม่ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)ซึ่งจะทำให้พื้นที่สุขสวัสดิ์ ราษฎร์บูรณะ มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 10 ปีจากนี้ อีกเส้นคือรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี แม้จะมีชุมชนและบ้านจัดสรรอยู่มาก แต่จะเกิดการพัฒนาแนวสูงบริเวณสถานีรถไฟฟ้ามากขึ้น

ขณะที่กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างดำเนินโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งได้มีการเสนอแนวทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่สีส้ม (ย.5-ย.7)โดยกำหนดขนาดต่ำสุดของแปลงที่ดินใหม่ เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น หากมีผลบังคับใช้จริงจะส่งผลให้บ้านแฝดหายไปจากตลาด และประชาชนสามารถซื้อบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ชานเมืองในราคาที่ 5 ล้านบาทได้ จากปัจจุบันราคาอาจเริ่มต้นที่ 7-8 ล้านบาท

สำหรับทำเลชานเมืองที่น่าจับตามองเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่แนวราบ เช่น รามอินทรา บางนา พระราม 2 บางขุนเทียน เป็นต้น ส่วนคอนโดมิเนียมยังเป็นทำเลชั้นในซึ่งตลาดยังเป็นกลุ่มบนอย่างไรก็ดี ต้องติดตามสถานการณ์ตอนโอนกรรมสิทธิ์อีกครั้ง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อตลาดโดยรวม เพราะเมื่อโครงการสร้างเสร็จราคาขายจะมากกว่าตอนพรีเซลซึ่งนายสุรเชษฐ กล่าวอีกว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ถึงสิ้นปี 2560 คาดว่า ตลาดคอนโดจะเปิดตัวมากสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 5.6 หมื่นหน่วย และปี 2561 จะมีการเปิดตัวใหม่ใกล้เคียงกับปีนี้ ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในปีนี้จะเปิดราว 2 หมื่นหน่วย ถือว่าตลาดคงที่และคาดว่าปีหน้าจะใกล้เคียงกับปีนี้เช่นกัน

“แนวโน้มของซัพพลายในปีหน้าจะใกล้เคียงกับปีนี้ แต่กำลังซื้อจะดีกว่า เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้น คาดว่าตลาดโดยรวมจะเติบโตได้ราว 5-10%” นายสุรเชษฐ กล่าว
5

“แมกโนเลีย” เปิดมิกส์ยูสโปรเจ็กต์ยักษ์ “ฟอเรสเทียส์-Forestias” ทำเลใกล้เมือง บางนา กม.7 พื้นที่ 300 ไร่ มูลค่า 9 หมื่นล้าน ตั้งเป้าตอกเข็มปี’61 ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ธุรกิจเรียลเอสเตทของนางทิพพาภรณ์ อริยวนารมณ์ ลูกสาวของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า โครงการเดอะฟอเรสเทียส์ เป็นโครงการแฟลกชิป ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ”อิมเมจ แฮปปี้เนส” โดยบริษัทพัฒนาบนพื้นที่ 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กม.7 ติดถนนใหญ่ก่อนถึงเมกาบางนา มูลค่าโครงการ 90,000 ล้านบาท พื้นที่มากกว่า 6 แสนตร.ม. พัฒนาเป็นมิกส์ยูส ประกอบด้วย พื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ โรงแรมระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน บนพื้นที่ 1 แสน 8 หมื่น ตร.ม พื้นที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม และบ้านสกายวิลล่า


“พื้นที่สีเขียวของโครงการมากกว่า 60 % เป็นป่าประมาณ 30 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นระบบนิเวศธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รวมพันธุ์พืชกว่า 38 สายพันธุ์ และสัตว์กว่า 123 สายพันธุ์ มีทั้งป่าทึบ ป่าเพื่อที่อยู่อาศัย ป่าผจญภัยและศูนย์รวมกิจกรรม และพาวิลเลี่ยนสไตล์ธรรมชาติ“ นายกิติพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Foster+Partner ที่ปรึกษาออกแบบวางผังเหมือนและงานสถาปัตยกรรม, Atelier Ten ศึกษาวางแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ, บริษัท EEC Engineering Network ร่วมวิจัยและพัฒนางานระบบอาคาร, ITEC Entertainment สร้างพื้นที่สันทนาการ และ Six Senses ร่วมบริหารให้บริการโรงแรมและที่อยู่อาศัย ตามแผนคาดว่าเริ่มก่อสร้างในปี 2561 ตั้งเป้าเปิดบริการเป็นทางการในปี 2565

6

โค้งสุดท้ายปลายปี”60 มีปรากฏการณ์ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือแบงก์ชาติทิ้งทวนด้วยการโยนระเบิดเวลาว่าด้วย “หนี้แฝด” วงการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย “หนี้เสีย-NPL” กับ “หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน-SM” โดย SM (Special Mention Loan) หรือสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ อีกนัยหนึ่งใกล้จะเป็นหนี้เสียเต็มที ดังนั้นเมื่อนำมาประกบกันจึงเรียกว่าหนี้แฝด

แบงก์ชาติชำแหละตัวเลข NPL ภาคอสังหาฯ และก่อสร้าง (สินเชื่อผู้ประกอบการ) ไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 4.35% ไตรมาส 3/60 เพิ่มเป็น 4.51% หรือเพิ่มขึ้น 0.16% ในขณะที่หนี้แฝดอีกตัวคือ SM เพิ่มจาก 2.25% มาเป็น 3.05% หรือเพิ่มขึ้น 0.8%

ในฟากสินเชื่อรายย่อย (โพสต์ไฟแนนซ์) ตัวเลข NPL ไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 3.06% เพิ่มเป็น 3.26% หรือเพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนหนี้แฝดคือ SM จาก 1.78% เพิ่มเป็น 1.90% หรือเพิ่มขึ้น 0.12%

โดย “ดารณี แซ่จู” ผอ.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงินของแบงก์ชาติระบุว่า หนี้แฝดเพิ่มขึ้นมาจากการแข่งขันปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ของแบงก์เอกชนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โฟกัสต้นตอส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบงก์เอกชนแข่งขันกันนำเสนอดอกเบี้ยจูงใจ 3 ปีแรก หลังจากนั้นดอกเบี้ยเข้าสู่อัตราปกติ ค่างวดเคยผ่อนต่ำ ๆ ต้องมาจ่ายสูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง โป๊ะแตกกลายเป็นหนี้เสียขาขึ้น

สอดรับกับ “สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) ระบุว่า เจาะลึกรายละเอียด กลุ่มเจน Y (อายุ 20-37 ปี) ที่เป็นฐานลูกค้าสินเชื่อใหม่ของแบงก์เอกชน หนี้เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นสัญญา 6.7 หมื่นล้านบาทในปี”59 เพิ่มเป็น 7 หมื่นสัญญา วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท

นำไปสู่บทสรุปที่ว่า …กลุ่มสินเชื่อเจน Y ที่เป็นลูกหนี้หน้าใหม่ เพิ่งเริ่มกู้เงิน มีปัญหาหนี้เสียต่อเนื่อง แนวโน้มเป็นกลุ่มก่อหนี้เพิ่มในอนาคต ส่วนหนึ่งมาจากไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

เหลียวกลับมาดูฟากวงการพัฒนาที่ดิน “อิสสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ช่วยกันมองต่างมุมในเรื่องเดียวกันนี้ว่า สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวติดต่อกันหลายปี สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทั้งฝั่งสินเชื่อผู้ประกอบการและฝั่งสินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่อซื้อบ้าน มีผลทางตรงต่อตัวเลขหนี้เสียในระบบสินเชื่อ

รวมทั้งมีผลอย่างมีนัยสำคัญกรณียอดปฏิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2-3 ปี ซึ่งอาจย้อนแย้งกับตัวเลขยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ของระบบสินเชื่อที่มีอัตราโตได้อยู่ แม้จะโตไม่หวือหวาแต่ก็ยังเป็นเส้นกราฟขาขึ้น

“อิสระ” แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลจากประสบการณ์ตรงในภาคสนาม วิกฤตหนี้เสียขาขึ้นในส่วนของธนาคารก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ เพราะสินเชื่อโครงการหรือพรีไฟแนนซ์ เป็นภาพสะท้อนของผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก เพราะรายใหญ่มีช่องทางระดมทุนอย่างอื่น อาทิ หุ้นกู้

ดังนั้น หากมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นในระบบสินเชื่อจึงไม่สามารถเหมารวมได้ว่าเป็นภาพรวมวงการทั้งหมด แต่ควรเจาะรายโครงการ รายบริษัท เข้าไปคลุกวงในการทำงานกับดีเวลอปเปอร์มากขึ้น

ในส่วนผู้ประกอบการพบว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ได้เห็นภาพการทำธุรกิจแบบยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะมีการตัดขายทรัพย์สินระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง บางเคสไม่ได้เกิดจากวิกฤตแต่เป็นการทำภายใต้คอนเซ็ปต์ “วิน-วินเกม” ที่ดินในมือให้บริษัทอื่นซื้อไปพัฒนาโครงการอาจเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่าตัวอย่างเช่น มีที่ดินแปลงใหญ่แต่อยู่ชานเมืองเหมาะสมกับทำคอนโดฯ ตลาดกลาง-ล่างมากกว่าทู่ซี้ทำตลาดไฮเอนด์ เป็นต้น

“ผู้ประกอบการต้องแก้ไขตัวเองก่อนจะปล่อยให้เป็น NPL บางโครงการที่ชะลอตัวอาจต้องหยุดหรือเปล่า หันไปทำโครงการที่ยังขายได้ หรืออาจมีการพักหนี้บางโครงการไว้ รวมถึงหากจำเป็นต้องตัดขายทรัพย์สินบางส่วน”

ข้อแนะนำสำหรับดีเวลอปเปอร์ การบริหารจัดการก่อนจะกลายเป็นหนี้เสียเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยอดขายและกำไร แต่อยู่ที่ “กระแสเงินสด” หรือสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ในฐานะเอ็มดีกลุ่มกานดา พร็อพเพอร์ตี้ นโยบายหลักคือควบคุมสต๊อกบ้านไม่ให้เกิน 1.5 เท่า หมายความว่ามียอดขายเดือนละ 10 หลังจะก่อสร้างเพียง 15 หลัง

“ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้เยอะ สูตรคุมสต๊อก 1.5 เท่า คอมพิวเตอร์คำนวณให้เสร็จสรรพว่าถ้าสร้าง 15 หลังต้องสร้างประเภทไหนด้วยนะ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์เฮาส์ เวลาเศรษฐกิจฝืดต้องทำงานละเอียดยิบถึงจะอยู่รอด”

ข้อมูลที่ฝากสะท้อนมาถึงธนาคารเกี่ยวกับยอดปฏิเสธสินเชื่อ ในภาคสนามพบว่ามียอดกู้ไม่ผ่านแอบแฝง 8-9% จากภาพรวมประเมินว่ามียอดกู้ไม่ผ่าน 30-40%กล่าวคือ คำขอสินเชื่อที่ลงนามเอกสารไปอยู่ในมือพนักงานแบงก์ มีส่วนหนึ่งที่ผู้กู้เป็นฝ่ายขอยกเลิกเอง โดยไม่รอคำตอบว่ากู้ผ่านหรือไม่ มาจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น 1.ลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อโครงการอื่น 2.ลูกป่วยพ่อไม่สบาย มีภาระหลายทางจนซื้อไม่ไหว 3.ซื้อเป็นเรือนหอกำลังจะแต่งงานแต่เลิกกันก่อน 4.ย้ายที่ทำงาน เป็นต้น

“หนี้เสียเป็นปัจจัยภายนอก แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในความดูแลของดีเวลอปเปอร์ถือเป็นปัจจัยภายใน ต้องแมเนจให้ดี เช่น ลูกค้าจองซื้ออย่าดีใจว่ามียอดขายต้องทำพรีแอปพรูฟเพื่อตรวจสอบสุขภาพการเงินของลูกค้าด้วย ก่อนให้เขาวางเงินดาวน์เงินทำสัญญาต้องคัดกรองเบื้องต้นว่าสามารถรับโอนได้ด้วย”

จุดเน้นย้อนกลับมาที่สถาบันการเงิน ปัญหาหนี้เสียเป็นห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของระบบการเงินในภาคอสังหาฯ การเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นแนวโน้มที่ยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ถ้าตึงเกินไปจนแทบไม่มีการปล่อยสินเชื่อก็เหมือนกับตัดเส้นเลือดใหญ่ จึงอยากเห็นการเอกซเรย์ปัญหารายเซ็กเตอร์ รายโครงการ ไม่เหมารวมว่าปัญหาหนี้เสียขาขึ้นเป็นภาพรวมของทั้งวงการ

สอดคล้องกับ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังริมทรัพย์ไทย ยอมรับว่าการวิเคราะห์ตัวเลขภาวะหนี้เสียภาคอสังหาฯ ไตรมาส 3/60 เป็นตัวเลขเซนซิทีฟ แต่สถานการณ์จะอ่อนไหวหนักขึ้นไปอีกหากนำตัวเลขนี้มาเป็นตัวชี้วัดภาพรวมของตลาด เพราะแนวโน้มปี 2561 จีดีพีประเทศจะดีมากกว่าปีนี้ ภาคอสังหาฯ ก็มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน

“ปีหน้าประเมินน่าจะดีกว่าปีนี้ด้วยซ้ำไป แต่กำลังซื้อที่มีหลายเซ็กเมนต์มีทั้งอ่อนแอและแข็งแรง ผู้ประกอบการต้องเลือกมากขึ้น แต่ถ้ามีสัญญาณจากสถาบันการเงินออกมาอย่างนี้ ปีหน้าดีเวลอปเปอร์รายเล็กลำบากมากขึ้น รายใหญ่ไม่เดือดร้อน”
7

“พลัส พร็อพเพอร์ตี้” เผยผลสำรวจอสังหาริมทรัพย์ 5 เมืองท่องเที่ยวหลัก ” เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน-ชะอำ เขาใหญ่” คอนโดมาแรงสุดมาร์เก็ตแชร์ 76% บ้านเดี่ยว 19% ทาวน์เฮาส์ 5% โฟกัสคอนโดมียอดขายเฉลี่ย 80% จากอุปทาน 100,00 ยูนิต ส่วนตลาดเช่าภูเก็ตให้ผลตอบแทน 6-8% ต่อปี พัทยาผล 5-7% ต่อปี เขาใหญ่ราคารีเซลเพิ่ม 5-6% ต่อปี หัวหิน-ชะอำ ราคาขายต่อทำเลติดทะเลเพิ่ม 10% ทำเลไม่ติดทะเลเพิ่ม 19% เทรนด์คนรุ่นใหม่ซื้อไว้พักผ่อน-ปล่อยเช่าช่วงไฮซีซั่น

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการสำรวจที่อยู่อาศัยเมืองท่องเที่ยวสำคัญ 5 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน-ชะอำ และเขาใหญ่ พบว่า คอนโดมิเนียมมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 76% จำนวน 98,163 ยูนิต บ้านเดี่ยว 19% 24,925 ยูนิต และทาวน์เฮ้าส์ 5% 5,998 ยูนิต


โดยการสำรวจล่าสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (2558-2560) คอนโดฯมียอดขายเฉลี่ย 5 พื้นที่ประมาณ 80% จากอุปทานเกือบ 100,000 ยูนิต มาจากการท่องเที่ยวเติบโต นักท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาวนิยมเช่าคอนโดฯ ส่งผลให้การปล่อยเช่าได้รับอัตราผลตอบแทนสูง พฤติกรรมการซื้อคอนโดฯ ในเมืองท่องเที่ยวปัจจุบันนี้เป็นเทรนด์นิยมซื้อเป็นลักษณะ time sharing พักเองและปล่อยเช่าได้ด้วย โดยเฉพาะขาใหญ่ หัวหิน-ชะอำ ผู้เช่าป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเกือบ 100%เข้าพักสูงในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เฉลี่ยเข้าพักครั้งละ 1.5 เดือน

สำหรับตลาดเชียงใหม่ คอนโดฯ ที่นำมาปล่อยเช่าขนาด 30 -60 ตารางเมตร ค่าเช่า 10,000 – 25,000 บาท/เดือน ราคารีเซลบางโครงการขนาด 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตรประมาณ 75,000-80,000 บาท/ตารางเมตร หรือยูนิตละ 2.0-2.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4-5% ต่อปี ในอนาคตคาดว่าราคามีโอกาสปรับขึ้นไปได้อีก เนื่องจากมีโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นำเทคโนโลยีชินคันเซ็นมาใช้ในโครงการ ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์เชื่อมเชียงใหม่-เชียงราย และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ

ตลาดภูเก็ตคอนโดฯ นิยมปล่อยเช่าห้องชุดสตูดิโอ และ 1 ห้องนอน ขนาด 30-32 ตารางเมตร อัตราค่าเช่า City Condo 10,000 – 18,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 6-8% ค่าเช่า Resort Condo อยู่ติดหาดได้รับความนิยมค่าเช่า 50,000-70,000 บาท/เดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 4-5% ราคาคอนโดฯ เฉลี่ยทั้งตลาด 99,700 บาท/ตารางเมตร ขยับขึ้น 7% คอนโดฯ เปิดใหม่มีราคาขายเฉลี่ย 130,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งส่วนมากเป็น Resort Property ที่อยู่ริมหาด

ตลาดหัวหิน-ชะอำคอนโดที่นำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ติดชายทะเลเฉลี่ย 135,000 บาท/ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากตอนเปิดโครงการ 10% ทำเลไม่ติดชายทะเล 79,000 บาท/ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจ 19% ด้านการปล่อยเช่า หากเป็นโครงการใจกลางเมืองที่ติดชายทะเล 1 ห้องนอน ปล่อยเช่าได้ 35,000-45,000 บาท/เดือน, แบบ 2 ห้องนอน 55,000-70,000 บาท/เดือน โครงการไม่ติดทะเล แบบ 1 ห้องนอน ปล่อยเช่าได้ 15,00-20,000 บาท/เดือน, แบบ 2 ห้องนอน 30,000-50,000 ต่อเดือน

ตลาดพัทยาพบคอนโดฯ ราคารีเซลบางโครงการทำเลพัทยากลาง 110,000 บาท/ตารางเมตร ปล่อยเช่าแบบ 1 ห้องนอน 30-35 ตารางเมตรมีค่าเช่า 18,000-20,000 บาท/เดือน คิดเป็นผลตอบแทน 6-7% ต่อปี โดยราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5%

ส่วนตลาดเขาใหญ่ ราคารีเซลบางโครงการ แบบ 1 ห้องนอน 50-55 ตารางเมตร เสนอขาย 92,000 บาท/ตารางเมตร หรือยูนิตละ 4.6-5.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-6% อย่างไรก็ตาม คอนโดฯ ในเขาใหญ่นิยมปล่อยเช่าแบบระยะสั้น หรือในช่วง High Season ระหว่างพฤศจิกายน – มกราคม

“ช่วงปี 2559-2560 คอนโดฯ ในเชียงใหม่ หัวหิน-ชะอำและภูเก็ต ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศ ส่วนพัทยาและเขาใหญ่ ตลาดค่อนข้างทรงตัวจากการระบายอุปทานคงค้าง ในทางกลับกันยังมีการขยายตัวในบางทำเล ทิศทางการขยายตัวในอนาคตคาดว่าตลาดจะเติบโตได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อีกทั้งเริ่มพบเห็นอุปทานใหม่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดบ้างแล้ว” นายอนุกูลกล่าว
8

ภาษีที่ดินฯเอฟเฟ็กต์ แบงก์-โบรกเกอร์ประสานเสียงเปิดดีลเจรจาซื้อขายที่ดินไปจนถึงระบายทรัพย์ NPA “เกียรตินาคิน” แนะรัฐวันไหนบังคับจัดเก็บจริง ขอให้ออกมาตรการเว้นค่าโอน-จดจำนองเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน “คอลลิเออร์สฯ” เผย 2 ตระกูลดังมอบงานบริหารพอร์ตทรัพย์สิน

ญี่ปุ่น-มาเลย์บุกลงทุนไทย

นายรัชภูมิ จงภักดี ผู้จัดการทั่วไป คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคาดว่าเริ่มจัดเก็บจริงในต้นปี 2562 นับจากวันนี้จึงมีเวลาให้ปรับตัวรองรับกฎหมายภาษีใหม่อีก 1 ปีเศษ ปรากฏว่ามีผลกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินที่ราคาทรัพย์สินมีมูลค่าสูงเกิดความสนใจและต้องการขายมากขึ้น รวมทั้งมีแรงกระตุ้นจากความสนใจซื้อลงทุนพัฒนาโครงการของนักลงทุนไทยและชาวต่างชาติ

ล่าสุดบริษัทมีดีลเจรจานักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาซื้อกิจการ 3 ราย มาจากวงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย อีกรายมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจากมาเลเซีย เป็นเจ้าของเรียลเอสเตตในฮ่องกงกับอเมริกา แสดงความสนใจลงทุนทำเลทองหล่อ

“ญี่ปุ่นมีประสบการณ์ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ต้องการลงทุนโรงแรม ออฟฟิศ และลงทุนย่าน EEC หรือย่านภาคตะวันออก โดยสนใจลงทุนทั้งศรีราชากับหาดจอมเทียน ขนาดการลงทุนโปรเจ็กต์ละ 1,500 ล้านบาท”

นายรัชภูมิกล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่เปิดชื่อได้มีกลุ่มลีโอ พาเลซ ทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 15 โครงการในญี่ปุ่น เน้นตลาดระดับกลาง ปัจจุบันซื้อโครงการและรีโนเวตเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในทำเลศรีราชา มูลค่าลงทุน 1,000 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 100 ยูนิต ค่าเช่า 50,000 บาท/เดือน

นอกจากนี้ มีที่ดินในซอยสุขุมวิท 12 ทำเลอยู่ด้านหลังย่านโคเรียทาวน์ แย่งกันซื้อระหว่างมาเลเซียกับญี่ปุ่น มูลค่า 800 ล้านบาท ขนาดที่ดิน 524 ตารางวา โดยญี่ปุ่นตอนนี้มีฮับในภูมิภาคอยู่สิงคโปร์ และเตรียมเปิดออฟฟิศในกรุงเทพฯภายในปีหน้า

“ธุรกิจอสังหาฯเมืองไทยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เขาดูจากดีลที่รัฐบาลไทยโปรโมต EEC มีการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน รถไฟความเร็วสูง เป็นแนวโน้มที่ดี โฟกัสภาคโรงแรมกับเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เขาสนใจลงทุนลีสโฮลด์เพราะฟรีโฮลด์ไม่คุ้ม และไม่สนใจเช่า 30 ปี เพราะอาจไม่คุ้มค่าลงทุน และต้องการบวกเวลาอีก 30 ปี เป็น 60 ปี”

2 ตระกูลดังเปิดดีลซื้อขาย

ขณะเดียวกัน คอลลิเออร์สฯมีดีลเจรจาซื้อขายที่ดินและบริหารพอร์ตทรัพย์สินให้กับเจ้าของ เนื่องจากมองว่าภาษีที่ดินฯที่รัฐเตรียมประกาศใช้จะมีผลกระทบ มีต้นทุนการถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยมีเจ้าของทรัพย์สิน 2 ตระกูลใหญ่ที่มอบให้คอลลิเออร์สฯ ช่วยบริหารพอร์ตให้ ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ กับตระกูลโอสถานนท์

ทำเลฮอตที่มีการเปิดดีลซื้อขายนับเฉพาะโซนบางจาก-ปู่เจ้าสมิงพราย เป็นของตระกูลโอสถานนท์ เจ้าของโอสถสภา มีที่ดิน 15 แปลง ไซซ์ตั้งแต่ 1-30 ไร่ โดยแปลงใหญ่สุดอยู่ใกล้สถานีบีทีเอสปุณณวิถี ขนาด 30 ไร่

ส่วนตระกูลปราสาททองโอสถ ของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มีดีลเจรจาที่ดินทำเลถนนเพชรบุรี 1 ไร่เศษ อยู่ติดกับโรงพยาบาลกรุงเทพ อีกแปลงอยู่บนถนนสาทร ช่วงซอยคอนแวนต์ ติดกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช

แนวทางบริหารพอร์ตทรัพย์สินมี 3 แนวทางหลัก คือ ขายกรรมสิทธิ์ออกไป, เจรจาร่วมลงทุน (JV-Joint Venture) กับเจรจาดึงธุรกิจค้าปลีกมาเช่าที่ดินระยะยาว

แนะรัฐช่วยบรรเทาภาระ

นางสุวรรณี วัธนเวคิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าฝ่ายบริหารทรัพย์สินรอขาย ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KK เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีทรัพย์ NPA 6,000 กว่าล้านบาท จำนวน 1,100 รายการ โดย 70% เป็นที่ดินเปล่า อีก 30% เป็นบ้าน ทาวน์เฮาส์ โดยปริมาณทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไหลเข้าพอร์ตเฉลี่ยปีละ 800-1,300 ล้านบาท ล่าสุดปีที่แล้วระบายทรัพย์ได้ 2,279 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลกระทบจากภาษีที่ดินฯทำให้มีต้นทุนเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1% ถึงแม้มีการพูดถึงข้อยกเว้น หรือมีอัตราผ่อนผันให้กับทรัพย์ NPA แต่ของจริงยังไม่มีการประกาศเป็นทางการ

สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีความได้เปรียบเพราะมีแลนด์แบงก์ให้เลือกซื้อมากขึ้น ขณะที่ดีเวลอปเปอร์รายกลาง-รายเล็กจะตื่นเต้นและเหนื่อย บางคนซื้อที่ดินตุน 3 แปลง เพื่อรอขายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่

“สิ่งที่เห็นว่าค่อนข้างเป็นประโยชน์ ในอนาคตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อรัฐประกาศบังคับใช้ น่าจะมีมาตรการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทรัพย์สินโดยยกเว้นค่าโอนและจดจำนองรวม 2% เพราะอย่าลืมว่าภาษีที่ดินฯเป็นภาษีใหม่ ประชาชนไม่เคยมีภาระตรงนี้ เพราะฉะนั้น หากรัฐไม่ช่วยดูแลเลย เท่ากับต้องมีค่าใช้จ่าย 2 ทาง น่าจะหนักเกินไป” นางสุวรรณีกล่าว
9

คนฝั่งธนฯเฮ ! ดีเดย์ 30 ธ.ค.นี้ กทม.ลุยตอกเข็มรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะทาง 1.8 กม. 3 สถานี “กรุงธนบุรี-ไอคอนสยาม-คลองสาน” ได้บิ๊กรับเหมา “อิตาเลียนไทยฯ” ก่อสร้าง จ้างบีทีเอสเดินรถ ใช้ระบบรถบอมบาร์ดิเอร์ เร่งสร้างให้เสร็จ 24 เดือน ปลายปีེ เปิดหวูดให้บริการ ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย พลิกโฉมทำเลเจริญนคร ราคาที่ดินพุ่งไม่หยุด อสังหาฯแห่ปักหมุด บูมคอนโดฯ-ท่องเที่ยวริมน้ำ

นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) รัฐวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้ผู้รับเหมาก่อสร้างงานโยธาและวางรางโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองเฟสแรก กรุงธนบุรี-คลองสาน ระยะทาง 1.8 กม. เรียบร้อยแล้ว โดย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นผู้ชนะประมูล วงเงินก่อสร้าง 1,070 ล้านบาท เตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้างภายในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จากนั้นจะประสานตำรวจปิดการจราจรถนนกรุงธนบุรีและถนนเจริญนคร ให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เป็นต้นไป

เร่งเสร็จใน 24 เดือน

“กทม.เป็นห่วงปัญหารถติด เพราะถนนเจริญนครค่อนข้างคับแคบ ตามสัญญากำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ 30 เดือน แต่อยากให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 24 เดือน เพราะโครงการล่าช้าจากแผนงานมามากแล้ว ตามแผนงานก่อสร้างจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการปลายปี 2562 คิดค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย คาดว่าจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 47,300 เที่ยวคนต่อวัน”

นายมานิตกล่าวว่า ในส่วนของการให้บริการเคที จะจ้าง บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เป็นผู้ติดตั้งระบบ และจัดหารถไฟฟ้า พร้อมรับจ้างเดินรถให้เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยบีทีเอสเสนอใช้ระบบอาณัติสัญญาณ และรถไฟฟ้าของบอมบาร์ดิเอร์ รุ่นอินโนวา 300 จำนวน 2 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ รวม 6 ตู้ เป็นระบบขนส่งมวลชนนำทางอัตโนมัติ (AGT) ระบบล้อยาง ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบไร้คนขับ ซึ่งรถ 1 ตู้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 80-100 คน และต่อพ่วงได้ถึง 6 ตู้ วิ่งด้วยความเร็ว 3 นาทีต่อขบวน

“รถไฟฟ้าสายสีทองได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอเรียบร้อยแล้วทั้งโครงการ 2.7 กม. ตอนนี้เร่งเดินหน้าก่อสร้างให้ได้ตามแผน ซึ่งโครงการสามารถดำเนินการได้เร็วและไม่ต้องใช้เงิน กทม. เนื่องจากกลุ่มไอคอนสยามจะสนับสนุนค่าก่อสร้างให้ กทม. 2,080 ล้านบาท โดยเคทีขายสิทธิสัมปทานพื้นที่โฆษณาให้ 20 ปี เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนรูปแบบแมตชิ่งธุรกิจกัน”

แนวเส้นทางโครงการเฟสแรก มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสกรุงธนบุรี วิ่งไปตามถนนกรุงธนบุรี เลี้ยวเข้าถนนเจริญนคร ผ่านวัดสุวรรณ จากนั้นแนวเส้นทางเกาะไปตามถนนเจริญนคร ถนนเจริญรัถ จนถึงแยกคลองสาน และสิ้นสุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลตากสิน

ปักหมุด 3 สถานี

มีทั้งหมด 3 สถานี ได้แก่ 1.สถานีกรุงธนบุรี เชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส 2.สถานีเจริญนคร (ไอคอน สยาม) อยู่บริเวณเจริญนคร 6 บริเวณสะพานข้ามคลองวัดทองเพลง และ 3.สถานีคลองสาน อยู่เยื้องกับโรงพยาบาลตากสิน มีทางเดินหรือ sky walk เดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลตากสินได้โดยตรง และจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง (หัวลำโพง-บางบอน-มหาชัย) ในอนาคต

ส่วนระยะที่ 2 เริ่มจากโรงพยาบาลตากสิน-วัดอนงคารามวรวิหาร ระยะทาง 0.9 กม. มี 1 สถานี ได้แก่ สถานีประชาธิปก อยู่บริเวณซอยสมเด็จเจ้าพระยา 6 กับซอยสมเด็จเจ้าพระยา 8 อนาคตจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ตามแผนจะดำเนินการระยะถัดไป ใช้เงินลงทุน 1,333 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปี 2566 มีผู้ใช้บริการ 81,800 เที่ยวคนต่อวัน ส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า (เดโป้) จะสร้างอยู่ที่สถานีกรุงธนบุรี

ราคาคอนโดฯ-ที่ดินพุ่งไม่หยุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจทำเลพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าริมถนนเจริญนคร เป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวค่อนข้างมากและต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่สะพานสาทรขึ้นไป มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากการเปิดตัวของโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ “ไอคอน สยาม” ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น มูลค่าโครงการกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีทองที่มีความชัดเจน จะทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในแนวถนนเจริญนครช่วงสะพานสาทรไปทางคลองสาน มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยราคาขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดฯในทำเลนี้ปรับขึ้นที่ 3-10% ซึ่งโครงการที่เปิดขายในปี 2557-2558 ราคาขายเฉลี่ยที่ 270,500 บาท/ตร.ม.

ขณะราคาที่ดินก็ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ราคาซื้อขายในปี 2554 ที่ 265,000 บาท/ตร.ว. ปรับเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านั้น 240% ปี 2557 ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาซื้อขายที่ราคา 450,000 บาท/ตร.ว. หรือปรับขึ้นมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับปี 2554 ขณะที่ราคาขายของที่ดินไม่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 300,000-400,000 บาท/ตร.ว. อนาคตถ้ารถไฟฟ้าสายสีทองเริ่มสร้าง จะมีโครงการคอนโดฯใหม่ ๆ เปิดขายมากขึ้น จากเดิม 6,059 ยูนิต แต่อุปสรรคสำคัญคือพื้นที่ริมถนนเจริญนครแทบไม่มีที่ดินขนาดใหญ่เหลือให้พัฒนาแล้ว อนาคตจะทำให้ทำเลนี้เปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์บนที่ดินจากบ้านพักอาศัย ตึกแถวเก่า ไปสู่รูปแบบอื่นที่สอดคล้องกับมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น

บิ๊กอสังหาฯลุยลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในแนวเส้นทางนอกจากโครงการ “ไอคอน สยาม” ในซอยเจริญนคร 6 พื้นที่ 50 ไร่ ครบครันทั้งศูนย์การค้า โรงแรม 5 ดาว คอนโดฯหรู ศูนย์ประชุม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาไทย พร้อมทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 500 เมตร จะเปิดให้บริการในเดือน ต.ค. 2561 ใกล้ ๆ กันมี “หอชมเมืองกรุงเทพฯ” พื้นที่ 7 ไร่ จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่สวยและสูงที่สุด

ด้านผู้ประกอบการอสังหาฯปัจจุบันมีเข้าไปพัฒนาโครงการหลายราย เช่น บมจ.ศุภาลัย ซื้อที่ดิน 5 ไร่ ติดถนนเจริญนคร ทำเลติด สถานีคลองสาน พัฒนาคอนโดฯ “ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร” มูลค่า 2,800 ล้านบาท เป็นอาคารพักอาศัย สูง 26 ชั้น 1 อาคาร มีห้องชุดพักอาศัย 578 ยูนิต ร้านค้า 6 ยูนิต ขนาดห้องชุดตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน และ penthouse 4 ห้องนอน 34.5-331 ตร.ม. ราคาเริ่ม 3.1 ล้านบาท โดยได้สร้างปรากฏการณ์ปิดการขายได้ภายในวันจองวันเดียวด้วยมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาท

บมจ.เนอวานา ไดอิ ร่วมกับบันยันทรีกรุ๊ป เชนโรงแรมระดับโลก พัฒนาคอนโดฯระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “บันยัน ทรี เรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ” บนที่ดิน 5 ไร่ บนถนนเจริญนคร 130 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 300,000 บาท/ตร.ม. จะแล้วเสร็จเดือน ธ.ค. 2561

ล่าสุด “ตระกูลหวั่งหลี” นำที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตั้งท่าเรือเก่าอายุกว่า 160 ปี บูรณะใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไทย-จีน ภายใต้ชื่อ “ล้ง 1919”
10
Gossip News

ผ่าน EIA Approved ไปอีกหนึ่งโครงการ!! สำหรับค่าย ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่ พร้อมการันตีคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัย กับ โครงการ ไรส์ พระราม 9 (Rise Rama 9) ที่ตอนนี้ผ่าน EIA APPROVED จากสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 ซึ่งโครงการ ไรส์ พระราม 9 (Rise Rama 9) เป็น คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น 4 อาคาร ตั้งอยู่บนทำเลคุณภาพย่านถนนพระราม 9 แหล่งศูนย์กลาง New CBD ด้วยการเชื่อมต่อของการเดินทางที่สะดวกสะบาย อีกทั้งใกล้ BTS สายสีส้ม ที่จะเปิดให้ใช้บริการในอนาคต เพียง 800 ม. โดยก่อนหน้านี้เปิด Pre Sales และมียอดจองแล้วกว่า 90% ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการที่พักอาศัยใกล้รถไฟฟ้า ย่านธุรกิจ การค้า การศึกษา และเพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทำเลพระราม 9 ที่มีศักยภาพการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง

หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????