Condothai คอนโดไทย

???????????

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ข่าวสาร / จับตาตลาดอสังหาฯใหม่ ธุรกิจ“ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า”
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 27, 2017, 02:04:02 PM »
จับตาตลาดอสังหาฯใหม่ ธุรกิจ“ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า”


เจแอลแอล ชี้ที่อยู่อาศัยในเมืองขนาดเล็ก หนุนธุรกิจ “ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า” ตลาดอสังหาฯใหม่น่าจับตา ตอบโจทย์บุคคลทั่วไป-ผู้ประกอบการขนาดเล็ก

นายศรัณย์ คุณะกุล ผู้จัดการอาวุธโสฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา เจแอลแอล กล่าวว่าธุรกิจบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าในประเทศไทยยังเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใหญ่ ผู้ประกอบการในตลาดมีจำนวนไม่มาก ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก และหลักๆ เปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และเมืองที่มีชาวต่างชาติอยู่จำนวนมาก อาทิ พัทยา และภูเก็ต
           
        “เนื่องจากการเช่าห้องเก็บของเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัว เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย ทำให้การมีอยู่ของธุรกิจประเภทนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก และมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย”


            โดยทั่วไป บริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า จะให้ผู้เช่าสามารถเข้าจัดเก็บหรือนำสิ่งของออกจากห้องได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยใช้คีย์การ์ด มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด และจัดสรรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าดูแล

            การมีผู้ประกอบการจำนวนไม่มากทำให้การแข่งขันต่ำ ประกอบกับขนาดของธุรกิจของผู้ใบริการส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็ก ทำให้ห้องเก็บของส่วนตัวในประเทศไทยมีค่าเช่าค่อนข้างสูง อาทิ ห้องขนาด 1.5-4.0 ตารางเมตรในกรุงเทพฯ มีค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อเดือน
            “ค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง และการที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เป็นปัจจัยที่ทำให้บริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่ายังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายในประเทศไทยมากนัก แต่ในระยะยาวเชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในระดับโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดการให้บริการห้องเก็บของส่วนตัวเติบโต” นายศรัณย์กล่าว

            ในขณะที่เมืองขยายตัวและขนาดที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมืองมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จะทำให้คนเมืองต้องการสถานที่นอกบ้านสำหรับจัดเก็บข้าวของส่วนตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน อุปกรณ์กีฬา และอื่นๆ ที่ผู้เป็นเจ้าของไม่มีที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บในที่พักอาศัยของตนเอง  เปิดโอกาสให้มีความต้องการมากขึ้นสำหรับบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าที่มีความปลอดภัยและเข้าถึงได้สะดวก

            ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว สามารถเห็นได้จากเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก รวมถึงเอเชีย อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ และโตเกียว ที่สังคมเมืองขยายตัว ประชากรมีรายได้สูง แต่ต้องอยู่ในที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลง ที่อยู่อาศัยมีราคาแพงจึงไม่คุ้มที่จะใช้พื้นที่ในที่พักอาศัยเป็นสถานที่เก็บของ

            นอกจากบุคคลธรรมดาทั่วไป ธุรกิจขนาดเล็กเป็นลูกค้าอีกกลุ่มที่ใช้บริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า เจ้าของธุรกิจในกลุ่มนี้ อาจต้องการสถานที่จัดเก็บสินค้าที่รอการขายหรือส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ อาจไม่ได้มีจำนวนมากถึงขนาดที่ต้องเช่าโกดังจัดเก็บสินค้า
            นายศรัณย์ เชื่อว่าตลาดไทย เมื่อความต้องการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่าขยายตัว จะทำให้มีผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น และมีแรงจูงใจในพัฒนาโครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้การประหยัดต่อขนาด (economy of scale) สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเสนอค่าเช่าที่ถูกลงได้ และทำให้การใช้บริการห้องเก็บของให้เช่าส่วนตัวได้รับความนิยมมากขึ้น

ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/761586



2
ขายใบจองคอนโด The Politan Aqua เดอะ โพลิแทน อควา ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และใกล้สถานีรถไฟฟ้า และอนาคตจะเป็นท่าเรือ เพิ่มช่องทางการเดินทาง สะดวกสบายที่สุด
ด้วยทำเลศักยภาพ ห้องสวย วาง Layout ได้ดีเยียม แม้จะอยู่ชั้น 10 แต่ห้องนี้ เห็นทั้งวิวแม่น้ำ และวิวสวนลอยฟ้าของโครงการ เดินจากห้องลงไปเพียง 1 ชั้น ก็ได้พบ สวนสวย เหมาะสำหรับการพักผ่อน
เดินต่อไปอีกนิดหน่อย เป็นสระว่ายน้ำขนาด 50 เมตร ไซส์เดียวกัยสระโอลิมปิก
คอนโดนี้ เป็นเพียงคอนโดเดียวที่สร้างติดริมน้ำเจ้าพระยา แต่ราคาแค่ล้านต้นๆ หาไม่ได้อีกแล้ว!!!
- ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง
- ติดแม่น้ำเจ้าพระยา บนโค้งน้ำที่สวยที่สุด
- ท่าเรือ สะพานพระนั่งเกล้า เชื่อมต่อการเดินทางทุกเส้นทาง
- วิว แม่น้ำ วิวสวน วิวสระว่ายน้ำ และวิวสะพานพระนั่งเกล้า

ห้องขนาด 24 ตร.ม. ชั้น 10 วิวแม่น้ำ วิวสระว่ายน้ำ และสวนส่วนกลางสวย

Facilities : ส่วนกลาง sky louge ชั้น 61 สระว่ายน้ำ 3 สระ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการครบครัน สนใจติดต่อ คุณพอล 081-8095757 Line ID : assuranceok

ชื่อโครงการ : The Politan Aqua
เจ้าของโครงการ : บริษัท บางกอก ริว่า ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ที่ตั้ง : ซอย นนทบุรี 15 ถ.สนามบินน้ำ อ.เมือง จ.นนทุบุรี
คอนโดสูง 61 ชั้น
ที่จอดรถประมาณ 1,564 คัน  รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 57%
ที่ดินประมาณ 10-2-34.8 ไร่
เริ่มก่อสร้าง : ไตรมาส 1 ปี 2560
คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ไตรมาส 2 ปี 2563
ฝ้าเพดานสูง 2.60เมตร
ของแถม : เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง ,วอลเปเปอร์ ,ชุดครัว Starmark หรือ Modernform ตามมาตรฐานโครงการ ,Premiumium Package
สถานีรถไฟฟ้า : สะพานพระนั่งเกล้า (โครงการห่างจาก ถนนสนามบินน้ำ 300 เมตร ,จากถนนสนามบินน้ำไป Mrt สะพานพระนั่งเกล้าอีก 150 เมตร) หรือเดินลัดไปทาง ซ.นนทบุรี 15 (วัดน้อยนอก) ได้












3
ข่าวสาร / รับสร้างบ้านลุ้นกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 26, 2017, 10:18:23 AM »
รับสร้างบ้านลุ้นกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง


สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรกทรงตัว คาดตลาดดีดกลับเติบโตครึ่งปีหลัง เหตุปลดล็อก 5 ปีรถคันแรกผู้บริโภคส่งสัญญาณเริ่มสนใจปลูกสร้างบ้านมากขึ้น

นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยถึงภาพโดยรวมตลาดรับสร้างในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ว่าตลาดค่อนข้างทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคยังระมัดระวังในการใช้จ่ายสูง แต่ยังคาดว่าตลาดน่าจะเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่มูลค่าตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 10,200 ล้านบาท หรือตลาดอาจจะเติบโตได้ราว 5-10% จากปีที่ผ่านมา

โดยมีปัจจัยบวกที่สนับสนุน ได้แก่ การส่งออกที่ดีขึ้น ความชัดเจนของแผนปฏิบัติการ (โรดแมพ) ที่รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญไปสู่การเลือกตั้ง และคาดว่าธุรกิจยังจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งผล
ด้านจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้น

"ยังเชื่อมั่นว่า กำลังซื้อค่อยๆฟื้นคืนกลับมา โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคหมดภาระการผ่อนชำระจากโครงการรถยนต์คันแรก เมื่อภาระการผ่อนรถยนต์ผ่อนคลายแรงกดดันผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นการปรับปรุงบ้านหลังเก่า หรือรื้อบ้านหลังเก่าแล้วปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ ขณะที่ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆก็ได้แข่งขันกันออกแพ็คเกจดอกเบี้ยพิเศษให้กับผู้บริโภคที่ต้องการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินกันมากขึ้น”

ดังนั้นสมาคมฯได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขาย โดยเตรียมจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ:Home Builder&Materials Expo2017” ระหว่างวันที่ 17 - 20 ส.ค. นี้ ซึ่งในปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากพันธมิตรบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างร่วมออกบูธพร้อมกับโชว์นวัตกรรมต่างๆภายในงาน

นายพิชิต ยังยอมรับว่า ด้วยปัจจัยต่างๆที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการในทุกภาคธุรกิจรวมถึงบริษัทรับสร้างบ้านเองก็ต้องปรับตัว สิ่งที่สำคัญของการนำเสนอแบบบ้านหรืองานบริการนั้นต้องสนองต่อพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่มแต่ละวัย การเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและการออกแบบให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตประจำวันจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ รวมทั้งแบบบ้านจะต้องเหมาะสมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

โดยที่ผ่านมาบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯได้ปรับตัวรองรับกับกระแสธุรกิจตลาดที่อยู่อาศัยยุค4.0 ด้วยการให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรม และเพิ่มความเข้มข้นให้บริการแบบครบวงจร รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ทำให้มีความได้เปรียบในเรื่องต่างๆซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในมาตรฐานคุณภาพและบริการซึ่งมีความแตกต่างจากผู้รับจ้างก่อสร้างรายย่อยทั่วไป


ขอบคุณที่มาจาก  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/761220


4
ข่าวสาร / สถานที่ทำงานควร“สร้างประสบการณ์”ที่ดีให้พนักงาน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 26, 2017, 10:02:55 AM »
สถานที่ทำงานควร“สร้างประสบการณ์”ที่ดีให้พนักงาน


เจแอลแอล วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับสถานประกอบการที่มีผลต่อความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงานและความสำเร็จขององค์กร พบ90% หนุนแนวความคิดจัดตั้งตำแหน่ง “ประธานบริหารฝ่ายความสุข” ดูแลความเป็นอยู่พนักงาน

บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ “เจแอลแอล” เปิดตัวรายงานวิจัยเรื่อง “Workplace Powered by Human Experience (สถานประกอบการอาศัยประสบการณ์มนุษย์เป็นแรงขับเคลื่อน)” เผยให้เห็นว่า การช่วยให้พนักงานรู้สึกดีในการทำงาน ไม่ได้อยู่เพียงแค่การพยายามให้พนักงานมีสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว บริษัทต่างๆ มีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

หากตระหนักได้ว่า ประสบการณ์ที่สร้างให้กับพนักงานในสถานประกอบการของตน มีผลโดยตรงต่อระดับความรู้สึกของพนักงาน ในแง่ของการมีส่วนร่วม การได้รับอำนาจเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และความรู้สึกเติมเต็ม

รายงานฉบับดังกล่าว วิเคราะห์วิธีที่ประสบการณ์มนุษย์จะสามารถช่วยให้ธุรกิจเติบโตในโลกใหม่ของการทำงานได้อย่างไร ซึ่งการจัดทำรายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการงานวิจัยภายใต้ชื่อ Future of Work (อนาคตของการทำงาน) ซึ่งเจแอลแอลเปิดตัวไปก่อนหน้าเมื่อไม่นานมานี้ รายงานฉบับนี้ ยังนำเสนอรูปแบบของประสบการณ์มนุษย์ด้วย

ในการจัดทำรายงาน เจแอลแอลได้รับความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นจากบริษัทชั้นนำ 40 บริษัททั่วโลก และมีการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานองค์กรต่างๆ มากกว่า 7,000 คนใน 12 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา โดยพนักงานเหล่านี้มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 18-65 ปี และทำงานในบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน

ผลการศึกษาที่สำคัญๆ มีดังนี้

เกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เห็นด้วยว่า ความสุขในการทำงานเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่จะช่วยสร้างหลักประกันได้ถึงประสบการณ์การทำงานที่แตกต่าง นอกจากนี้ เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจ สนับสนุนแนวความคิดให้บริษัทจัดให้มีตำแหน่ง “ประธานบริหารฝ่ายความสุข (Chief Happiness Officer)” เพื่อทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานโดยเฉพาะ

ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ยังคงมีคนสนใจต้องการทำงานด้วยมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก แต่มี 46% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ตนเองปรารถนาที่จะ
ทำงานในธุรกิจสตาร์ทอัพและหวังที่จะสร้างธุรกิจของตนเอง

มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 40% ที่มีความรู้สึกของการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน โดยผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มนี้ มองว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเอื้ออารี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน ซึ่งการมีสถานที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัว อาทิ การจัดที่นั่งให้พนักงานสามารถใช้ร่วมกัน) มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดทั้งสองปัจจัยดังกล่าว

ผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 52% รู้สึกมีความสุขเต็มร้อยในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ 42% ของผู้ตอบแบบสำรวจ แสดงความพร้อม หากบริษัทของตนจะเปลี่ยนที่ทำงานให้เป็นแบบเปิดโล่ง (ไม่มีที่กั้นระหว่างที่นั่ง) หรือให้ใช้ที่นั่งร่วมกันโดยยกเลิกการจัดสรรที่นั่งส่วนตัวให้
กับพนักงานแต่ละคน เพื่อให้เกิดที่ทำงานที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่

47% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่า การสามารถจดจ่อกับงานที่ทำในที่ทำงานนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด พร้อมเรียกร้องให้บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้นกับการพิจารณาอนุญาตให้พนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะทำงานอย่างไร เมื่อใด และที่ไหน

เนล เมอร์เรย์ ประธานเจ้าหน้าบริหารภาคพื้นยุโรปและตะวันออกกลางของเจแอลแอล กล่าวว่า “ในโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูลและนวัตกรรมด้านดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตของการทำงานจึงอาจมีความเกี่ยวพันกับพนักงานในองค์กรมากกว่าที่คิด องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้ความสำคัญเฉพาะแต่กับเพียงการจัดสรรสถานที่ไว้ให้พนักงานใช้เป็นที่นั่งทำงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นสถานที่ที่ช่วยให้พนักงานจะสามารถสานความใฝ่ฝันของตนให้เป็นจริงด้วย การให้ความใส่ใจกับสิ่งที่พนักงานต้องการ อาจสามารถทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นต่างจากเดิมต่อธุรกิจ”

แมรี พายบารอด ผู้อำนวยระหว่างประเทศฝ่ายวิจัยองค์กร เจแอลแอล กล่าวว่า “ประสบการณ์มนุษย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานว่ามีผลต่อสมรรถภาพของบริษัทอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า สถานที่ทำงานและที่นั่งทำงานมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งในเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติการ ในการสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกของการมีส่วนร่วม การได้รับอำนาจเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และความรู้สึกเติมเต็ม”

ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/761219

5
ข่าวสาร / “ณุศาศิริ” อิงกระแสสุขภาพ รุกปักธงธุรกิจเวลเนสจีน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 26, 2017, 09:59:14 AM »
“ณุศาศิริ” อิงกระแสสุขภาพ รุกปักธงธุรกิจเวลเนสจีน



“ณุศาศิริ” เกาะกระแสสุขภาพแรง จับมือพาร์ทเนอร์ ปักหมุดลงทุนในจีน เปิด พานาซี เวลเนส คอนเซปต์ศูนย์สุขภาพครบวงจร ประเดิมสาขาแรกที่ เป่ยไต้เหอ เมืองฉินหวงเตา ต้นปี 2561 เล็งขยายสู่ ปักกิ่ง เซียงไฮ้ ตั้งเป้าให้ครบ 10 สาขา ภายใน 5 ปี

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ว่า ได้ปรับแผนธุรกิจสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความแตกต่างกับผู้พัฒนาอสังหาฯรายอื่น สอดรับกับทิศทางของโลกปัจจุบันที่กระแสรัก
สุขภาพมาแรง

โดยเฉพาะประเทศจีน ที่ปัจจุบันกระแสดังกล่าวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากคนจีนมีการใช้จ่ายในด้านนี้ประมาณ 22% ของการใช้จ่ายทั้งหมด สูงเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก ซึ่งทิศทางดังกล่าว ทำให้บริษัทได้จับมือกับพันธมิตร พานาซี (Panacee) ผู้เชี่ยวชาญด้านศูนย์สุขภาพ

ครบวงจร จากเยอรมัน เข้าไปเปิดตลาดดังกล่าวในจีน ด้วยการเปิด พานาซี เวลเนส

ภายใต้คอนเซปต์“ ศูนย์สุขภาพครบวงจรระดับไฮเอนด์ จับกลุ่มลูกค้าชาวจีนระดับบีบวกที่รักสุขภาพ
ทั้งนี้จะใช้เงินลงทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์ เปิดสาขาแรกที่เป่ยไต้เหอ เมืองฉินหวงเตา มณฑลเหอเป่ย เมืองชายทะเลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละกว่า 40 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และเดินทางสะดวก ใช้เวลาเดินทางจากเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง ประมาณ 2 ชั่วโมง
โดย พานาซี เวลเนส จะเปิดให้บริการภายในต้นปี 2561 คาดว่า จะคืนทุนภายใน 3-5 ปี และมีแผนจะขยายสาขาไปเปิดบริการที่ปักกิ่ง เซียงไฮ้ ก่อนจะขยายให้ครบ 10 สาขาในจีน ภายใน 5 ปี เน้นเปิดสาขาตามหัวเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังมีแผนจะร่วมลงทุนกับพันธมิตรในจีน เพื่อสร้าง “บ้านสุขภาพ”ใน
จีน คาดว่า จะเห็นความชัดเจนในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

“ที่ผ่านมามีลูกค้าจีนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการดูแลสุขภาพในไทย และมีการใช้จ่ายในด้านนี้สูงขึ้น เช่น ที่โครงการ ณุศา มาย โอโซน ที่เขาใหญ่ คนจีนใช้จ่ายเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อ 1 สัปดาห์"

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงแผนธุรกิจในไทยว่า ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในครึ่งปีแรกประเมินว่าอยู่ที่ 1,372.82 ล้านบาท เติบโต120% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขาย 623.43 ล้านบาท
ส่วนแผนการเปิดโครงการใหม่ปีนี้ มีแผนจะเปิดประมาณ 10 โครงการ จับตลาดกลาง-บน อาทิ โครงการณุศา เลค โคโม่ บ้านหรูริมทะเลสาบ ย่านพระราม 2 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ,โครงการบ้านระดับลักชัวรี่ ณุศา มายโอโซน เขาใหญ่ ที่จะเปิดเฟสใหม่ ได้แก่ โซนจี และโซนบี โซนซี โซนอี มูลค่าโครงการรวม 1,800 ล้านบาท รวมถึง ณุศา รายา โครงการคอนโดมิเนียมที่จังหวัดภูเก็ต จำนวน 286 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมของตลาดอสังหาฯในปีนี้ ตลาดที่น่าสนใจ คือ ตลาดกลาง-บน ขณะที่ตลาดกลางลงล่าง ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ระดับ 1-2 ล้านบาท เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังไม่ดีนักและมียอดปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารในระดับสูง ซึ่งการแก้ปัญหา คงต้องอาศัยมาตรการของภาครัฐมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ


ขอบคุณที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760989


6
ตั้งหมื่นบริษัทเลี่ยงภาษี โอนที่ดินเข้านิติบุคคล-ค่ายช้าง300แห่ง

จับตาสิ้นปี 60 บริษัทเกิดใหม่ทะลัก 1 หมื่นแห่งโอนที่ดินเข้านิติบุคคลแน่นสำนักงานที่ดินหลังคลังปล่อยผีแปลงสินทรัพย์เป็นทุน-ตัดค่าใช้จ่ายลดภาษี เฉพาะเบียร์ช้าง พบกว่า 200-300 บริษัทแล้ว

จากมาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจบุคคล ตั้งบริษัทโอนสินทรัพย์เป็นทุนจดทะเบียนได้โดยให้เวลา 1 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 28 สิงหาคม 2559-31 ธันวาคม 2560 พร้อมลดค่าธรรมเนียมโอนจาก 2% เหลือ 0.01%

นายเลิศมงคล วราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหา ริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ถือว่าเป็นมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น นอกจากแก้ปัญหานอมินีแล้ว ยังสามารถใช้ที่ดินโอนเข้าบริษัทเพื่อลบล้างหนี้, เพิ่มทุนจดทะเบียนคล้ายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทั้งนี้ หากบริษัทพัฒนาที่ดินต้องการเพิ่มทุนแต่ไม่มีเงินสด สามารถใช้ที่ดินโอนแทนเงินหรือแปลงเป็นหุ้นได้ เทียบกับที่ผ่านมา ไม่สามารถทำรูปแบบนี้ได้

ส่งผลให้แลนด์ลอร์ด ที่ สะสมที่ดินจำนวนมาก ต่างตั้งบริษัทใหม่ เพื่อโอนที่ดินเข้านิติบุคคลเช่น นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ขณะนี้ตั้งบริษัทใหม่ ไม่ถึงปีกว่า 200 เกือบ 300 บริษัท คาดว่าภาพรวมก่อนมาตรการสิ้นสุดปลายปีนี้ จะเกิดการแห่ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่กับกระทรวงพาณิชย์จำนวนมาก เชื่อว่าเกิน 1,000 บริษัท หรือทะลุ 10,000 บริษัท และมีการเร่งโอนที่ดินกับกรมที่ดินที่ได้อานิสงส์จากการเว้นค่าธรรมเนียมการโอน 2% เหลือ 0.01% ก่อนสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ เมื่อตั้งบริษัทแล้วยังสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลบได้ ขณะที่ภาษีบุคคลธรรมดา จะเหมาจ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ต่อปี ส่วนภาษีที่ดินไม่ว่าถือครองในนามบุคคลหรือนิติบุคคลก็?เสียภาษีเท่ากันเช่นที่รกร้างเพดาน 5% ก็เสีย 5% จากราคาประเมิน


“มาตรการปล่อยผี หากถือที่ดินในนามบุคคล เปิดโอกาสโอนที่ดินเข้าบริษัทให้กลายเป็นทุนจดทะเบียนเช่น มูลค่าที่ดิน 100 ล้านบาทเหมือนเพิ่มทุนจดทะเบียน และสามารถนำที่ดินไปต่อยอดกู้แบงก์ได้ แต่ได้รับลดหย่อนค่าโอนเพียงครั้งเดียว”

ด้านนายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมนำที่ดินเข้าบริษัทเพื่อลดภาระภาษี ทั้งนี้บุคคลธรรมดาจะเสียภาษี 35% แต่ในนามบริษัท 20% หากมีค่าใช้จ่ายเช่นซื้อรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถระบุว่าซื้อในนามบริษัทเพื่อใช้ในกิจการ และนำมาหักภาษีได้ถือเป็นค่าใช้จ่าย หรือ การพัฒนาหากขาดทุนหรือ อาจทำให้ดูเหมือนขาดทุนก็ไม่ต้องเสียภาษี

อย่างไรก็ดีเห็นด้วยที่ กฎหมายเปิดช่องให้การตั้งนิติบุคคลสามารถโอนทรัพย์สินตีเป็นมูลค่าหุ้นได้ และเมื่อโอนทรัพย์สินเป็นหุ้นเวลาขายออกไปมีกำไรจะเสียภาษีเฉพาะส่วนต่าง เช่น โอนที่ดินตีเป็นหุ้น 500 ล้านบาท แต่เมื่อขายออกไป 700 ล้านบาท จะเสียภาษีเฉพาะ 200 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าขายหุ้นต้องแจ้งเต็ม 500 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์เสริมว่า การเปิดให้นำที่ดินโอนเข้าบริษัทจะทำให้คลังเก็บภาษีลดลง เพราะบริษัทที่มีอยู่แล้วก็ ซิกแซ็ก ระบุผลประกอบการมีผลกำไรลดลง แต่กลับกันรัฐจะตรวจสอบภาษีแต่ละบริษัทได้ แต่เชื่อว่า จะสามารถจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มากขึ้นโดยเฉพาะเชิงพาณิชย์ ส่วนที่รกร้างเชื่อว่าค่ายใหญ่มีวิธีจัดการกับทรัพย์สินที่ดีอยู่แล้ว และหากหลบเลี่ยง รัฐสามารถหาวิธีปิดช่องโหว่ได้


ขอบคุณที่มาจาก http://www.thansettakij.com/content/168790
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

7
เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ เจ้าสัวเจริญทำ! สร้างเมือง “One Bangkok” มูลค่า 1.2 แสนล้าน 104 ไร่บนสวนลุมไนท์เดิม


หลังจากที่ดินว่างเปล่าอยู่นาน ในที่สุดพื้นที่ทำเลทองขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ตรงหัวมุมถนนวิทยุ ตัดกับถนนพระราม 4 ติดกับสวมลุมพินี ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นสวมลุมไนท์บาซาร์ และในอดีตเคยเป็นเตรียมทหาร “กลุ่มบริษัท ทีซีซี” ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ชนะการประมูล คว้าสิทธิ์เป็นผู้เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการพลิกโฉมที่ดินขนาด 104 ไร่แห่งนี้ ให้กลายเป็นเมือง “One Bangkok” ที่ภายในมีทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรมหรู ที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury ธุรกิจค้าปลีก พื้นที่พักผ่อน พื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงพื้นที่สีเขียว และพื้นที่เปิดโล่ง

ตั้งเป้าเป็น New Global Destination – Landmark” ของกรุงเทพฯ

“วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างสรรค์สถานที่ที่ผู้คนจะตกหลุมรัก และอยากมาใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ในที่แห่งนี้ ที่ที่ทำให้ทุกคนในกรุงเทพฯ รู้สึกว่าที่นี่คือส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของกรุงเทพฯ และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะกลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่ยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีงามของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่เป็นประตูเชื่อมโลกกับเอเชีย และทำให้ประเทศไทยโดดเด่นบนเวทีโลก” คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ทีซีซี และ FCL ฉายภาพวิสัยทัศน์



หลังจากกลุ่มทีซีซีชนะการประมูลเมื่อปี 2557 และทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 30 ปี และได้สิทธิเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี (30 + 30) จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ศึกษาตลาดและวางแผน กระทั่งออกมาเป็นอภิมหาโปรเจคใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กลุ่มทีซีซีเคยพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อ “One Bangkok” เป็นโครงการที่พัฒนาโดยกิจการร่วมทุนระหว่าง “บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด” ถือหุ้น 80.1% กับ “บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด” (เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้) ถือหุ้น 19.9%

“เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้” คือ แบรนด์โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติของ FCL บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ มีสินทรัพย์ 80 เมืองใน 26 ประเทศทั่วโลก มูลค่ามากกว่า 17,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 605,000 ล้านบาท มีผลงานการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งที่ผ่านมาเคยร่วมกับทีซีซี แอสเซ็ท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นในเครือ

ในครั้งนี้ได้ผนึกกำลังพลิกโฉมพื้นที่ขนาด 104 ไร่ ใจกลางของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนจะต้องมาเยี่ยมเยือนให้ได้แห่งหนึ่งของโลก โดยโครงการดังกล่าวนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 120,000 ล้านบาท จะเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย และกลุ่มทีซีซีต้องการปลุกปั้นให้เป็น “แลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่”


Integrated Development ทิศทางอสังหาฯ กลุ่มทีซีซี
“ประเทศไทยยังสามารถรองรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้อีกมาก แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ใฃหม่ที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เทียบกับความใหญ่ หรือความโดดเด่นของโครงการ แต่ต้องเปรียบเทียบว่าโครงการนั้น Complete มากแค่ไหน นั่นหมายความว่า การพัฒนาที่ดินต้องทำในรูปแบบ “Integrated Development” ที่มีความครบวงจร


เวลานี้คงไม่มีที่ดินไหนในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีศักยภาพได้เท่านี้อีกแล้ว ซึ่ง One Bangkok เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดที่เราเคยทำมา และไม่มีโครงการไหนในประเทศไทย ที่เป็นโครงการเดียวที่มีขนาดใหญ่ และหลากหลายเท่ากับโครงการนี้ โดยเราใช้จุดแข็งของสิ่งที่กลุ่มทีซีซีได้สร้างกันมา มารวมไว้ที่นี่ เพื่อทำให้ One Bangkok เป็นจุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์ เป็นเมืองที่ผู้คนอยากมาอยู่อาศัย มาทำธุรกิจ มาเยี่ยมเยือน ตลอดจนดึงดูดบริษัททั้งในประเทศ และบริษัทข้ามชาติชั้นนำจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค AEC” คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FCL กล่าว


เมื่อเจาะลึกโครงการ บนพื้นที่ขนาด 104 ไร่ พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิด 50 ไร่ (จากพื้นที่ทั้งหมด 104 ไร่) โดยมีพื้นที่ใช้สอย (GFA) 1,830,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย
– อาคารสำนักงานมาตรฐาน LEED และ WELL 5 อาคาร

– โรงแรมหรู มุ่งเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 5 โรงแรม โดยเปิดรับบริษัทบริหารโรงแรมจากข้างนอกที่มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างประเทศ เข้ามารับบริหารจัดการส่วนนี้

– ที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury 3 อาคาร

– ร้านค้าปลีก และพื้นที่ทำกิจกรรม ส่วนของรีเทล กลุ่มทีซีซี และเฟรเซอร์ส เป็นผู้ดำเนินการเอง เนื่องจากเข้าใจตลาด และพฤติกรรม หรือไลฟ์สไตล์ของคนไทย

– พื้นที่กิจกรรมและศิลปวัฒนธรรม ขนาด 10,000 ตารางเมตร

– ทางเดินกว้างมากกว่า 40 เมตร




เริ่มก่อสร้างสิ้นปี 2560 และกำหนดแล้วเสร็จเฟสแรก ประกอบด้วยค้าปลีก, โรงแรม, อาคารสำนักงาน เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2564 ส่วนทั้งหมดของโครงการ จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2568 เมื่อนั้นจะมีโครงการที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury เพิ่มเข้าต่อจิ๊กซอว์ให้ครบวงจร โดยคาดว่าจะมีผู้คนมากกว่า 60,000 คนเข้ามาทำงาน และพักอาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการ One Bangkok

“การพัฒนาและออกแบบยึดคนเป็นศูนย์กลาง (people-centric) แห่งแรกของกรุงเทพฯ มุ่งเน้นให้ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และเที่ยวพักผ่อนสนุกสนานได้อย่างกลมกลืน ไร้รอยต่อภายในที่แห่งเดียว พร้อมกับมอบความรู้สึกสบายและความสะดวกในทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวันที่ตอบโจทย์ตามหลักสรีรศาสตร์ของมนุษย์ และเอื้อต่อการเชื่อมโยงผู้คนเข้าถึงกัน”

สีลม – พระราม 4 กระหึ่มด้วยโปรเจคยักษ์!

นอกจาก “One Bangkok” บนถนนหัวมุมถนนวิทยุ ตัดกับถนนพระราม 4 ติดกับสวนลุมพินีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น คือ การจับมือกันระหว่าง “บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)” หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาและบริหารโรงแรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย และ “เซ็นทรัลพัฒนา” หรือ “ซีพีเอ็น” โดยได้ลงนามสัญญากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลม และพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ต่อไปอีก 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี

โดยมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมขนาดใหญ่ (Mixed-use Development หรือ Integrated Development) บนที่ดินเกือบ 24 ไร่ หัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 มูลค่าโครงการ 36,700 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย พื้นที่ค้าปลีก

สองอภิมหาโปรเจคของกลุ่มทุนใหญ่ของไทย จะทำให้ย่านสีลม และพระราม 4 ยิ่งทวีความเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของมหานครกรุงเทพและเป็นเส้นเลือดใหญ่ของไทย ทั้งยังส่งผลให้ราคาที่ดินในโซนนี้ กระโดดสูงขึ้นอีกหลายเท่าอย่างแน่นอน !!!



ขอบคุณที่มาจาก https://www.brandbuffet.in.th/2017/04/one-bangkok-mega-project-tcc-group/





8
ข่าวสาร / “ศุภาลัย” โหมแนวราบผุด 2 โครงการ 3.7 พัน ล.
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 23, 2017, 10:43:27 AM »
“ศุภาลัย” โหมแนวราบผุด 2 โครงการ 3.7 พัน ล.


“ศุภาลัย” เดินหน้าขยายตลาดแนวราบ ประกาศเปิดตัว 2 โครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 3,750 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพการเดินทางสะดวกย่านบางนา-ลาดกระบัง และ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6 ชูสินค้าครบครันทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ในราคาที่คุ้มค่าต่อการพักอาศัย เตรียม Pre-Sale 2 โครงการ 24-25 มิ.ย.
       
       นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า ภาพรวมโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบของศุภาลัย ในช่วงกลางปีมีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากลูกค้ามีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยเลือกสรรทำเล และแบบบ้านที่สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวอย่างลงตัวทำให้ศุภาลัย มีการเปิดตัวโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงในวันที่ 24-25 มิถุนายนนี้ เตรียมเปิดขายโครงการใหม่อีก 2 แห่ง รวมมูลค่า 3,750 ล้านบาท คือ ศุภาลัย ไพรด์ บางนา-ลาดกระบัง มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท และ ศุภาลัย เบลล่า วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6 มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท
       
       “ทั้ง 2 โครงการมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยครบครันทั้งบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ และทาวน์โฮมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละทำเล ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแข่งขันของตลาดที่อยู่อาศัยทั้ง 2 ทำเลมีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่จำนวนมาก และคาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี”
       
       สำหรับ “ศุภาลัย ไพรด์ บางนา-ลาดกระบัง” เป็นโครงการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 149 ไร่ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนวัดศรีวารีน้อย สามารถเข้า-ออก และเชื่อมต่อได้หลายเส้นทางเข้าสู่ใจกลางเมือง ทั้งถนนลาดกระบัง ถนนบางนา-ตราด ถนนกิ่งแก้ว ทางยกระดับบูรพาวิถี ถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก และรองรับการเดินทางในอนาคตด้วยรถไฟฟ้า LRT (สถานีวัดศรีวารีน้อย) รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการ อาทิ เดอะพาซิโอ ลาดกระบัง และ คิง เพาเวอร์ ศรีวารี คอมเพล็กซ์
       
       นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นเรื่องความหลากสไตล์หลายฟังก์ชันของแบบบ้าน เหมาะกับทุกขนาดครอบครัว ทั้งบ้านเดี่ยว 2 ชั้น 3-4 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 139-233 ตร.ม. ราคาเริ่ม 4.95 ล้านบาท บ้านรุ่นใหม่ 3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 122 ตร.ม. ราคาเริ่ม 2.89 ล้านบาท และทาวน์โฮม 2 ชั้น 3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 113 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท โดดเด่นด้วยสโมสรขนาดใหญ่ พร้อมฟิตเนส และสระว่ายน้ำ ร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 5 ไร่ และพื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสัตว์เลี้ยง (Dog Park) มั่นใจกับระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
       
       ส่วนโครงการ “ศุภาลัย เบลล่า วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6” มีพื้นที่โครงการประมาณ 34 ไร่ ออกแบบภายใต้แนวคิด “เติมเต็มความสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า” ด้วยแบบบ้าน และดีไซน์ที่หลากหลายในสไตล์โมเดิร์น ในราคาเริ่มต้น 2 ล้านกว่าบาท มีทั้งบ้านเดี่ยว 2 ชั้น 3-4 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 150-197 ตร.ม. บ้านรุ่นใหม่ 2 ชั้น 3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 122 ตร.ม. และทาวน์โฮมหน้ากว้าง 3 ห้องนอน จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอย 113 ตร.ม.

ขอบคุณที่มาจาก https://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000063243

9
ข่าวสาร / แห่งแรกเอเชีย! มัณฑนศิลป์ ศิลปากร เปิดตัวหลักสูตรใหม่
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มิถุนายน 23, 2017, 10:33:44 AM »
แห่งแรกเอเชีย! มัณฑนศิลป์ ศิลปากร เปิดตัวหลักสูตรใหม่ นวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์

มัณฑนศิลป์ ศิลปากร เปิดตัวหลักสูตร ป.โท “นวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์”แห่งแรกในเอเชีย แห่งเดียวในประเทศไทย

สร้างตัวตนนักออกแบบ -อสังหาริมทรัพย์ ยุค 4.0
 “การเรียนรู้ขั้นตอนจากจินตนาการสู่การออกแบบถึงการบริหารจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์” เกิดขึ้นได้ที่ คณะมัณฑนศิลป์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้บูรณาการการออกแบบและวิทยาการจัดการ เข้าด้วยกันเพื่อผลิตนักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน เข้าใจกฎหมายข้อจำกัดการออกแบบ การตลาด การเงิน และการบริหารอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม
เพราะ “บ้าน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์”  ใช่มีเงิน มีที่ดินก็สามารถ “สร้างและประสบความสำเร็จ” ได้ ยิ่งในยุค 4.0 การแข่งขันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง อดีตคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่านักออกแบบมีความเข้าใจในการสร้างโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเรื่องศิลป์และศาสตร์ การบริหารจัดการ นวัตกรรมการลงทุนยุคใหม่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมมีน้อยมาก ทั้งที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ มีการขยายตัวอย่างมาก ดังนั้น นักออกแบบติดโปร ติดอาวุธ 4DNA ที่เรียนรู้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะการคำนึงถึงอัตลักษณ์ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่รับผิดชอบ ต้องไม่คัดลอกงานผู้อื่น ต้องรู้ถึงศักยภาพ ความถนัดของตนเอง  การที่เข้าใจผู้บริโภค และการดำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นไทยของเรา ใช้ DNA ในตนเองให้มีคุณค่ามากขึ้น

“หลักสูตรจะมีการบูรณาการงานวิจัยเข้ามาช่วยนักออกแบบ ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ ในการเพิ่มมูลค่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ โดยใช้รหัสเข้าใจตัวตนของตนเองมากขึ้น ไม่ไปลอกเลียนแบบใคร สร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ประสบความสำเร็จในระยะยาว นักออกแบบต้องเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ตามคุณค่าที่ควรจะเป็น”

หลักสูตร 4DNA สอนให้ดึงความถนัดของตัวเองขึ้นมา ค้นหารากของตนเอง รากของที่ดิน ผ่านการเรียนรู้ศึกษาวิจัยต่างๆ เพราะยิ่งค้นคว้าวิจัย ยิ่งเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงๆ ยิ่งทำให้เป็นนักออกแบบ หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มาจากตัวตนของเราเอง และประสบการณ์ความสำเร็จ


 ดร.นุชนภางค์ แก้วนิล ประธานหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต  สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์  มศก. กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรแรกในเอเชียที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างศิลป์และศาสตร์  โดยการเรียนการสอนเน้นการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ทำให้เกิดเป็นผลงานจริงซึ่งนักศึกษาที่เรียนทุกสาขา สามารถเรียนหลักสูตรได้
“ไม่จำเป็นต้องวาดรูปเป็น เขียนแบบเป็น หรือมีความรู้ด้านวิทยาการจัดการเท่านั้น เพราะโครงสร้างหลักสูตรเติมเต็มในทุกสาขาวิชาแก่ผู้เรียน ทั้งแนวคิดในการออกแบบ ด้านการตลาด กฎหมาย การเงิน ซึ่งผู้จบการบริหารจัดการอื่นๆมา จะเติมเต็มด้านศิลปะให้ ผู้ที่อยากเป็นนักออกแบบ หรือครอบครัวมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเป็นเจ้าของโครงการ สามารถเรียนหลักสูตรนี้ได้  การบริหารจัดการ เราจะมาเติมเต็มองค์ความรู้ให้”

เมื่อการเดินทางเปลี่ยน โลเคชั่น สถานที่เปลี่ยนไม่จำเป็นต้องติดถนนใหญ่เหมือนอดีต ผู้คนเดิมตามแอพพลิเคชั่น ตามสิ่งที่เขาอยากจะไป อาคาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ฮิปๆ เก๋ๆ

 คุณเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย (สส.เพ็ญ) กล่าวว่าสนใจเรื่องการออกแบบตกแต่ง เพราะที่บ้าน ต่างจังหวัดมีเรือนไทย และอยากมีองค์ความรู้ไปพัฒนาออกแบบเรือนไทยดังกล่าวให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของ จ.อ่างทอง ให้ลูกหลานได้เห็นว่าคนสมัยก่อนอยู่บ้านแบบไหน อุปกรณ์การใช้ต่างๆ มีอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเพื่อนแนะนำ หลักสูตรดังกล่าว ได้เข้ามาศึกษาข้อมูลโครงสร้าง พบว่า เป็นหลักสูตรช่วยสร้างฝัน เรียนรู้การออกแบบจากจิตนาการให้เป็นจริง ต่อให้ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน  ไม่มีที่ดิน  แต่มีจินตนาการอาจทำให้ความฝันในการสร้างอสังหาริมทรัพย์เป็นจริงได้ จุดประกายในสิ่งที่ทุกคนฝัน สร้างจินตนาการให้เป็นรูปธรรม โครงการขึ้นอย่างแท้จริง

“พอมาเรียน ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มเติมองค์ความรู้จากงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ หลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม อาคารสถานที่ต่างๆ ที่ได้มาจากเครือข่าย การลงพื้นที่ที่ทางคณะได้พาไปพบปะพูดคุย ได้เห็นจากสถานที่จริง เช่น คงไม่มีโรงแรมไหนเปิดหลังบ้าน การออกแบบ การวางการตลาด การเงิน การบริหารจัดการให้เราเห็น  บางทีเสียเงินเป็นล้านๆ อาจจะยังไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดลึกๆ ซึ่งการเรียนแบบ 4 DNA เป็นการเรียนครบวงจรของการออกแบบ ทำให้เราได้องค์ความรู้จริงๆ ที่ผ่านการศึกษาค้นคว้า และเยี่ยมชมโครงการดีๆ ที่มี DNA ของตัวเอง และประสบความสำเร็จทั้งในไทยและต่างประเทศ”

คนที่จะทำธุรกิจ ไม่ใช่เพียงมีเงินเท่านั้น ต้องมีความคิด นักออกแบบ บริหารจัดการ ผลิตตามจินตนาการกลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม

 คุณเมตตา ปราบสุธา กรรมการผู้จัดการ หัวมุม Market & More กล่าวว่าตนทำตลาดนัด ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้มีความรู้ แต่มีความฝัน  มีสิ่งที่เราอยากพัฒนา  แต่ตอนนี้อยากทำอสังหาริมทรัพย์ อยากพัฒนาที่ดินอีกแห่งหนึ่ง จึงต้องการความรู้พื้นฐาน ไอเดียต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างขยายกว้าง เมื่อได้ศึกษาหลักสูตรของม.ศิลปากร และพบว่าหลักสูตร 4 DNA บูรณาการและมีการเรียนหลายศาสตร์ มีการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย การออกแบบมาประยุกต์ใช้ และทำให้ได้เครือข่าย ได้มีความรู้จากงานวิจัย มีพื้นฐานจะนำไปปรับกับความรู้ที่มี สร้างอสังหาริมทรัพย์ตามตัวตน เหมาะสมกับเราและพื้นที่ของเรา 

“การออกแบบ ดีไซน์ ต้องเกิดจากการเรียนรู้ ไม่ใช่ลอกเลียนแบบใคร ซึ่งหลักสูตร 4DNA  เพื่อรูปแบบ คิดเอง ดีไซน์เอง หาทีมงานคนที่ทำตลาดนัดมาทำกับ แต่ไม่ได้ตามเทรนด์  ก็มาปรับให้เหมาะสม มาใช้จากประสบการณ์ มาเรียนแล้วได้องค์ความรู้วิชาการ จากประสบการณ์คนที่มาสอน จะทำให้เราได้องค์ความรู้มากขึ้น”

 พล.ต.ค.รัษฏากร ยิ่งยง หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต  สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์  มศก.  กล่าวว่าครอบครัวมีธุรกิจด้านการสื่อสารมวลชนแต่ตอนนี้แวดวงสื่อมีการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมองหาลู่ทางใหม่ๆ ซึ่งมีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ได้ทำประโยชน์ และไม่รู้ว่าจะทำอะไร อีกทั้งไม่รู้ว่าตัวตนเราเป็นอย่างไร  ไม่มีไอเดีย  เมื่อเพื่อนๆแนะนำหลักสูตรดังกล่าว โดยเรียนรูปแบบหลักสูตร 4DNA ที่มีทั้งการเรียนด้านออกแบบ การตลาด การเงิน กฎหมายข้อจำกัดต่างๆ การบริหารจัดการ กระบวนการต่างๆ จึงได้สนใจเลือกสมัครเรียน เพราะต้องการสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่มาจากตัวตนของเรา 

“ถ้ามาเรียนจะได้ไอเดีย การออกแบบมากขึ้น  เพราะตอนนี้ยังไม่ตกผนึก และจากการเรียน พูดคุยกับอาจารย์ เพื่อนๆ ในคลาส และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานจากสถานที่จริง โรงแรมจริง อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทำให้รู้ว่าคนเราต้องมีส่วนวิชาการ หรือเนื้อหา ข้อมูลบริบทของตนเอง และความต้องการรวมถึงต้องทำตามหน้าที่ของตนเอง ซึ่งหลักสูตรนี้ตอบโจทย์ทุกเรื่องที่ตนเองต้องการ โดยเฉพาะไอเดียการออแบบที่มาจากตัวตนของเรา ไม่เหมือนใคร"

นักออกแบบนวัตกรรมและการจัดการโรมแรมและอสังหาริมทรัพย์ตัวจริงที่มีความรู้ เข้าใจและมีทักษะในการสร้างนวัตกรรมการออกแบบ การจัดการโรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เหมือนใคร

ขอบคุณที่มาจาก http://blog.eduzones.com/magazine/184116




10

อสังหาฯฮึดลุยลงทุนใหม่ ผุดโครงการบ้าน-คอนโดฯปั๊มยอดครึ่งปีหลัง

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเปิดโครงการใหม่กันมากขึ้น เพื่อเร่งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากผู้ประกอบการหลายรายได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก เพราะต้องการระบายสต๊อกที่ยังมีอยู่ออกไปก่อน ทำให้แนวโน้มในครึ่งปีหลังการเปิดโครงการและการแข่งขันในตลาดน่าจะคึกคักกว่าในช่วงครึ่งปีแรก
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่องอีกประมาณ 3-4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท จากเป้าหมายปีนี้ที่จะพัฒนาโครงการรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นตลาดคอนโดมิเนียมราคา 2-5 ล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางรถไฟฟ้า 5 สาย ทั่วทั้งกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นนอก โดยมีที่ดินรอการพัฒนาแล้ว

นายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทได้มีการลงทุน และเตรียมเปิดตัวโอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนท์ ศรีราชา โรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่า 7,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 12 ไร่ จำนวน 4 อาคาร จำนวน 1,414 ห้อง ซึ่งจะเปิดตัวเฟสแรก 458 ห้อง และอาคารจอดรถในเฟส 2 บางส่วนก่อนในปลายปีนี้ โดยมีลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มคนทำงานโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น คาดว่าปีนี้บริษัทจะโตขึ้น 30% ซึ่งจะทำให้อสังหาฯ ให้เช่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของรายได้รวม และจะเป็นการเพิ่มรายได้ในระยะยาว
นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทได้ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวแบบบ้าน CAYLA และ ZOEY ในเฟสแรกของโครงการ The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์ ล่าสุดได้เปิดแบบบ้านวีด้า ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวในสไตล์ โมเดิร์น คอนเทมโพรารี มีจำนวน 8 ยูนิต ขนาดเริ่มต้นที่ 50 ตารางเมตร หน้ากว้าง 11 เมตร สูง 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 146.56 ตารางเมตร ในราคา 3.99 ล้านบาท โดยจะเปิดขายในวันที่ 25 มิ.ย.นี้

ทั้งนี้ โครงการ The Proud พระราม 2-พันท้ายนรสิงห์ มูลค่าโครงการรวม 550 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวขนาดตั้งแต่ 50.4-94.5 ตารางวา จำนวน 110 ยูนิต บนเนื้อที่รวม 31 ไร่
ก่อนหน้านี้ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ได้เปิดแผนลงทุนในครึ่งปีหลัง โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง ในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า โดยในไตรมาส 2 นี้ จะเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ากว่า 2.17 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 1.แอชตัน อโศก-พระราม 9 จำนวน 593 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 6,367 ล้านบาท 2.ไอดีโอ คิว วิคตอรี่ จำนวน 348 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท มูลค่า 3,090 ล้านบาท

3.ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ จำนวน 994 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท มูลค่า 2,951 ล้านบาท 4.ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 จำนวน 449 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 4,264 ล้านบาท  และ 5.เอลลิโอ เดล เนสท์ จำนวน 1,459 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท มูลค่า 5,045 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง อนันดาฯ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 1.66 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.43 หมื่นล้านบาท และโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,333 ล้านบาท

ขอบคุณที่มาจาก http://www.posttoday.com/property/news/499380


หน้า: [1] 2 3 ... 10

???????????