“บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์”คอนโดฯ ใหม่ตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิต พร้อมเปิด Pre-Sale 17-18 พ.ย.นี้

โพสต์เมื่อ : 06 พ.ย. 2561 ผู้เขียน : 34
“บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์”คอนโดฯ ใหม่ตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิต พร้อมเปิด Pre-Sale 17-18 พ.ย.นี้

“บางหว้า” เป็นอีกหนึ่งทำเลที่ได้รับอิทธิพลจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย โดยเฉพาะสถานีปลายทาง บางหว้า ที่เป็นจุดตัด BTS ส่วนต่อขยายสายสีเขียว(ตากสิน-บางหว้า) กับ MRT สายสีน้ำเงิน  (บางซื่อ-หลักสอง) ที่จะเปิดให้บริการในปี 2562 นั้นทำให้ที่นี่เป็น Intersection hub transit ที่สมบูรณ์เชื่อมต่อทุกการเดินทางครบทั้งระบบ รถ-ราง-เรือ ของกรุงเทพฯที่คลองภาษีเจริญทำให้มีความสะดวกในการเดินทางเชื่อมเมืองสู่เมือง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทำเลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสถานี บางหว้า อินเตอร์เชนจ์ ทำเลน่าลงทุนที่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งความเจริญศูนย์กลางธุรกิจ (CBD: Central Business District) ใหญ่ทั้ง สาทร สีลม  พระราม 4 ทำเลที่จะเกิดการสร้างงานอย่างมากในอนาคตอันใกล้จากโครการ Mixed-ues ส่งผลให้มีความต้องการ (demand) ที่อยู่อาศัยมหาศาลเห็นได้จากการขึ้นแบรนด์ชนแบรนด์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ...และทำเล “บางหว้า” นี้ยังเป็นที่ตั้งโครงการ “ บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์” (BEAT BANGWA INTERCHANGE) คอนโดมิเนียมใหม่โครงการแรกของ บริษัท นอร์ธแลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่จาก จ.สระบุรี

นายนพดล ธรรมวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นอร์ธแลนด์ ดีเวลลนอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่าโครงการ “ บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์” เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการแรกที่เป็นคอนโดฯและเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการที่สองของบริษัทฯในกรุงเทพฯจากที่ก่อนหน้าได้พัฒนาโครงการ D8 “Luxury Vertical House” ย่านเอกมัย-รามอินทรา โครงการร่วมทุนกับบริษัทเดวา เรียลเอสเตท จำกัด (ของกลุ่มนายเลิศมงคล วราเวณุชย์) โครงการเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ที่ต้องการอยู่อาศัยในเมืองทำเลไม่ไกลจาก CBD ตอบโจทย์ด้วยพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม มีเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ คุ้มค่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนตัวครบครัน ทั้งลิฟท์ สระว่าย พร้อมที่จอดรถ 6 คัน พื้นที่ใช้สอยกว่า 700 ตารางเมตร(ตร.ม.) รองรับผู้อยู่อาศัยครอบครัวใหญ่ได้ถึง 3 เจนเนอเรชั่น ในราคาเริ่มกว่า 30 ล้านบาท





สำหรับโครงการ “ บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์” พัฒนาภายใต้แนวคิด “ใช้ทุกจังหวะชีวิตที่เป็นคุณ” เป็นคอนโดฯ Low Rise สูง 8 ชั้น 2 อาคาร บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ มีจำนวนห้องพักอาศัย 402 ยูนิต พื้นที่สำหรับร้านค้า 1 ยูนิต มีที่จอดรถ 135 คัน(ไม่รวมจอดซ้อนคัน)หรือคิดเป็นสัดส่วนพื้นที่จอดรถประมาณ 39 % โดยคอนโดฯอาคาร A มีจำนวน 134 ยูนิต ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 27 ยูนิต ส่วนคอนโดฯอาคาร B จำวน 268 ยูนิต ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 35 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นปี 2562 
คาดกำหนดแล้วเสร็จปี 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้การสนับสนุนสินเชื่อโครงการ

โครงการดังกล่าวมีห้องชุดให้เลือก 3 แบบ ดังนี้ แบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 25.7-31.8 ตร.ม. จำนวน 323 ยูนิต , แบบ 1ห้องนอน พลัส ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 32.6-39.9 ตร.ม. จำนวน 39 ยูนิต และ แบบ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 45.9-51.1 จำนวน 40 ยุนิต  ราคาเริ่ม 65,000 บาทต่อตร.ม.หรือราคาเริ่มต้นที่ 1.59 ล้านบาทต่อยูนิต รวมมูลค่าโครงการประมาณ 890 ล้านบาท

เปิด Pre-Sale 17-18 พฤศจิกายน 2561 ณ สำนักงานขายโครงการ ลง BTS บางหว้าทางออกที่ 4 
 









มั่นใจจุดเด่น “ทำเล-ราคา – โปรดักส์” ตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมาย
“เรามั่นใจในศักยภาพของทำเลที่ตั้ง และ ระดับราคาขายทำให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าถึงที่ให้ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้สอยทั้งในห้องพักอาศัยและจากพื้นที่ส่วนกลาง” นายนพดล กล่าว พร้อมกับขยายความว่า ด้วยศักยภาพด้าน “ทำเล ” ที่ตั้งโครงการทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS บางหว้า และ รถไฟฟ้า MRT บางหว้า 280 เมตร ที่ทุกการเดินทางนั้นง่ายและสะดวกทั้งเข้าเมืองและออกนอกเมือง ด้วยจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีน้ำเงิน รวมถึงการเดินทางทางเรือที่ท่าเรือคลองภาษีเจริญ มีเส้นทางที่เชื่อมต่อเส้นทางหลักๆทั้ง ย่านสาทร, เทอดไท, วุฒากาศ, ราชพฤกษ์, ไอคอน สยาม ,จอมทอง, กัลปพฤกษ์ และเพชรเกษม ฯลฯ  อีกทั้งยังทำให้ง่ายในการใช้ชีวิตที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และศูนย์การค้า อาทิ มหาวิทยาลัยสยาม, โรงเรียนนานาชาติ British Columbia, โรงพยาบาล พญาไท 3 ,ซีคอน บางแค,เดอะมอลล์ บางแค และศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายบนถนนราชพฤกษ์ เป็นต้น

ด้าน “ราคา” เริ่มต้นที่ 60,000 กว่าบาทต่อ ตร.ม.เป็นราคาที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อได้เมื่อเทียบกับราคาขายโครงการอื่นในย่านเดียวกันที่ 80,000 บาทต่อตร.ม.ถือว่าราคาขายคอนโดฯโครงการ “บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์” นั้น “คุ้มค่า คุ้มราคา” กล่าวคือ กรณีที่ซื้อห้อง 1 ห้องนอนขนาด 26 ตร.ม.ราคาที่ต่างกัน 20,000 บาทนั้นเท่ากับว่าต่างกันมากถึง 500,000 บาท จำนวนเงินที่ต่างกันช่วยลูกค้าเซฟต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทในการผ่อน ซึ่งลูกค้าสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ ส่วนด้าน “โปรดักส์” ในการออกแบบห้องพักอาศัยได้คำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก ในราคาที่คุ้มค่ากับสเปกของห้องที่ได้รับ  ฟังก์ชันการใช้งานภายในห้องครบ มีพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 2,000 ตร.ม. มีสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ครบครัน ทั้ง สระว่ายน้ำความยาว 20 เมตร Jacuzi และพื้นที่พักผ่อนรอบสระ, Lobby, Co-working space, สวนลอยฟ้าที่อยู่ชั้น 4,ห้องฟิตเนส, ห้องเล่นเกมส์และเรียนรู้, Convenience Store, Shuttle service, CCTV รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. เป็นต้น

จากจุดเด่นดังกล่าว บริษัทฯมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยโครงการ “ บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์”  เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย กลุ่มคนวัยทำงาน หรือเริ่มต้นชีวิต กลุ่ม Gen Y ระดับรายได้ กลาง-ล่าง ที่ทำงานย่านสาทร สีลม ต้องการซื้อบ้านหลังแรก  หรือต้องการที่พักหลังที่สองใกล้ที่ทำงาน เดินทางโดยรถไฟฟ้าเป็นหลัก
เล็งเพิ่มทุนรองรับแผนเปิดโครงการใหม่-ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ กล่าวได้ว่าโครงการ “ บีท บางหว้า อินเตอร์เชนจ์” คอนโดฯใหม่โครงการแรกของ บริษัท  นอร์ธแลนด์ ดีเวลลนอปเม้นต์ จำกัด กลุ่มทุนจาก จ.สระบุรีที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมานานกว่า 20 ปี ภายใต้แบรนด์ ธารา ฟ้าใส มีโครงการที่พัฒนามาแล้วกว่า 20 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท และเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจรวมถึงการขยายการเปิดตัวโครงการใหม่ๆนั้น กรรมการผู้จัดการบริษัทนอร์ธแลนด์ ฯ กล่าวว่าบริษัทฯมีแผนเพิ่มทุน จดทะเบียนจากปัจจุบัน 50 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาทในปี2562 และจะเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ในปี 2563 รองรับแผนเบื้องต้นที่จะนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี บริษัท แคปปิตอล ลิ้งค์  แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ส่วนการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาฯนั้น ในปี 2562 มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในจ.สระบุรี อีก 2 โครงการ รวมจำนวน 300 ยูนิต ราคาประมาณ 2-3 ล้านบท รวมมูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะขยายทำเลการลงทุนโครงการคอนโดฯในกรุงเทพฯเพิ่มอีกประมาณ 2 โครงการมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาทในทำเลสุขุมวิทตอนปลาย และทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ย่านรัชดาฯ- ลาดพร้าว ตั้งเป้ามูลค่าโครงการรวม 2,000 ล้านบาทในปี 2562 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาทในปี 2565